บทว่า อตฺตทีปา ความว่า พวกเธอจงทำตนให้เป็นที่พึ่งอาศัยเหมือนเกาะ
ท่ามกลางมหาสมุทรอยู่เถิด. บทว่า อตฺตสรณา ได้แก่ จงเป็นผู้มีตนเป็นคติ
เท่านั้น อย่ามีอย่างอื่นเป็นคติเลย. แม้ในบทว่า ธมฺมทีปา ธมฺมสรณา ก็นัยนี้
เหมือนกัน. บทว่า ตมฺตคฺเค แปลว่ามีธรรมนั้นเป็นเลิศ ต อักษรตรงกลาง
ท่านกล่าวด้วยบทสนธิ. ท่านกล่าวอธิบายว่า ดูก่อนอานนท์ เหล่าภิกษุของเรา
นั้น ตัดการประกอบด้วยความสูงสุดทั้งหมดอย่างนี้ว่า พวกภิกษุเหล่านี้ก็สูงสุด เหล่านี้ก็สูงสุด แล้วจักมีอยู่ในธรรมอันเลิศอย่างยิ่ง คือในภาวะสูงสุด ได้แก่ จักมีธรรมอันสูงสุดอย่างยิ่งสำหรับภิกษุเหล่านั้น ภิกษุเหล่าใดเหล่าหนึ่ง เป็นผู้ ใคร่ศึกษา คือภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด มีสติปัฏฐาน ๔ เป็นอารมณ์ จักมีใน
ธรรมอันเลิศ. ทรงสรุปเทศนา ด้วยอดคือ พระอรหัตแล.
จบกถาพรรณนาทุติยภาณวาร.
บทว่า เวสาลึ ปิณฺฑาย ปาวิสิ เสด็จเข้าเมืองเวสาลีเพื่อบิณฑบาต ถามว่า เสด็จเข้าไปเมื่อไหร่. ตอบว่า ในเวลาเสด็จออกจากอุกกเวลคามไปยัง
เมืองเวสาลี. ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำพรรษาแล้ว ออกจากเวฬุวคาม
แล้วเสด็จกลับโดยทางที่เสด็จมาแล้ว ด้วยพุทธประสงค์ว่า จะเสด็จไปยังกรุง สาวัตถี ถึงกรุงสาวัตถีโดยลำดับ เสด็จเข้าสู่พระเชตวัน.
พระธรรมเสนาบดี ทำวัตรแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเข้าสู่ที่พักกลาง
วัน. เมื่อเหล่าอันเตวาสิกทำวัตรในพระเชตวันนั้นกลับไปแล้ว ท่านก็ปัดกวาด
ที่พักกลางวัน ปูแผ่นหนัง ล้างเท้า นั่งขัดสมาธิเข้าผลสมาบัติ. ครั้นท่านออก จากผลสมาบัตินั้นตามกำหนดแล้ว เกิดปริวิตกอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ปรินิพพานก่อนหรือพระอัครสาวกหนอ. ก็รู้ว่าอัครสาวกก่อน. จึงสำรวจดูอายุ
สังขารของตน. ก็รู้ว่าอายุสังขารของตนจักเป็นไปได้เพียง ๗ วันเท่านั้น จึง.