บทว่า มาเปสิโข ความว่า ทรงให้ตีกลองประกาศในพระนคร
ทรงให้ฝูงชนกระทำการสร้าง. ก็สระโบกขรณี ๘๔,๐๐๐ แห่งก็ผุดขึ้นพร้อมกับ
ความเกิดขึ้นแห่งพระราชดำริ ของพระราชา. บทว่า มาเปสิโข นั่น พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึงสระโบกขรณีเหล่านั้น. บทว่า ทฺวีหิ เวทิกาหิ
ความว่า ล้อมด้วยอิฐก้อนหนึ่งในที่สุดแห่งอิฐทั้งหลาย ล้อมด้วยอิฐก้อนหนึ่ง ในที่สุดกำหนดบริเวณ.
บทว่า เอตทโหสิ ความว่า ได้มีแล้วเพราะอะไร.
ได้ยินว่า ในวันหนึ่ง มหาบุรุษมองดูมหาชนไปอาบ และดื่ม คิดว่า ชนเหล่านั้น ย่อมไปด้วยเพศคนบ้า ถ้าพึงมีดอกไม้ประดับในสระนั่นแก่ชน เหล่านั้น ก็จะเป็นการดี ลำดับนั้น พระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดินั้น ได้มี พระราชดำริ ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า สพฺโพตุกํ ความว่า พระเจ้า มหาสุทัสสนจักรพรรดิทรงดำริว่า ธรรมดาดอกไม้ย่อมบานในฤดูเดียวเท่านั้น ก็เราจักทำโดยประการที่ดอกไม้จักบาน ในทุกฤดู. บทว่า โรปาเปสิ ความว่า ทรงให้นำพืชอุบลนานาชนิดเป็นต้น จากที่นั้น ๆ ทรงให้ปลูก. ดอกไม้ทั้งหมด ก็สำเร็จพร้อมกับการเกิดขึ้นแห่งพระราชดำริของพระเจ้ามหา
สุทัสสนจักรพรรดินั้น. ชาวโลกเข้าใจว่า ดอกไม้นั้นพระราชาทรงให้ปลูก.
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า โรปาเปสิ ดังนี้. ตั้งแต่นั้นมา มหาชนได้ประดับดอกไม้ที่เกิดจากน้ำและเกิดจากบนบกนานับประการไป เหมือนเล่นนักขัตฤกษ์ฉะนั้น.
ลำดับนั้น พระราชาทรงมีพระราชประสงค์ที่จะทำชนให้ถึงพร้อมด้วย ความสุขยิ่งกว่านั้น จึงทรงคิดจัดหาความสุขแก่ชนด้วยบทว่า ยนฺนูนาหํ อิมาสํ โปกฺขรณีนํ ตีเร เป็นต้น แล้วทรงกระทำกิจทั้งปวง. ในบรรดาบท เหล่านั้น บทว่า นฺหาเปสุํ ความว่า คนอื่นชำระร่างกาย คนอื่นประกอบ