บทว่า เอวํ สมจินฺเตสุํ ความว่า คิดบ่อย ๆ อย่างนี้ เพราะ
เหตุอะไร. เพราะพราหมณ์คหบดีทั้งหลาย คิดบ่อย ๆ อย่างนี้ว่า บางคนนำ
ทรัพย์สมบัติจากเรือนน้อย บางคนนำมามาก เมื่อทรัพย์สมบัติกำลังรวบรวม แม้เสียงอึกกระทึกก็จะพึงเกิดขึ้นว่า ทำไมท่านเท่านั้นนำทรัพย์สมบัติจากเรือน ดี เรานำมาจากเรือนไม่ดี ทำไมท่านเท่านั้นนำทรัพย์สมบัติจากเรือนมาก เราไม่มาก ดังนี้ เสียงอึกกระทึกนั้น อย่าพึงเกิดขึ้นเลย.
บทว่า เอหิ ตฺวํ สมฺม ความว่า ดูก่อนผู้มียศ ท่านจงมา. บทว่า ธมฺมํ นาม ปาสาทํ ความว่า ยกขึ้นแล้วทรงตั้งชื่อ ปราสาท. ก็วิศว- กรรมเทวบุตรรับทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ปราสาทจะใหญ่เท่าไร ครั้น ตรัสว่า ปราสาทนั้น ยาวหนึ่งโยชน์ กว้างครึ่งโยชน์ สร้างด้วยรัตนะทั้งปวง ทูลรับพระดำรัสพระราชาว่า จงสำเร็จดังนั้น พระดำรัสของพระองค์ดี ลำดับ นั้นทูลให้ พระ.ธรรมราชาทรงรับทราบแล้ว ก็สร้าง.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ ภทฺทํ ตวาติ โข อานนฺท ความว่า ดูก่อนพระอานนท์ (วิศวกรรม เทพบุตร ทูลรับสนอง) ว่า พระดำรัสของ
พระองค์อย่างนี้ดี. บทว่า ปฏิสฺสุณิตฺวา ความว่า รับทราบแล้ว คือ
กราบทูลแล้ว. บทว่า ตุณฺหีภาเวน ความว่า พระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิ
ทรงปรารถนาว่า เราจักมีโอกาสกระทำการปฏิบัติสมณธรรม ทรงรับด้วยการ ทรงนิ่ง.
บทว่า สารมโย ความว่า สำเร็จด้วยแก่นจันทร์. ในบทว่า ทฺวีหิ เวทิกาหิ นั่น เวทีหนึ่งมีในยอดอุณหิส เวทีหนึ่งมีในที่สุดกำหนดภายใต้. บทว่า ทุกฺทิกฺโข โหติ ความว่า เห็นได้ยาก คือ เห็นได้ลำบาก เพราะ
สมบัติแห่งแสงสว่าง. บทว่า มุสติ คือ นำไป ให้สำเร็จ คือ ไม่ให้เพื่อ
ตั้งอยู่ โดยสภาพเป็นนิตย์ บทว่า อุปวิทฺเธ ความว่า มั่นคง คือ อยู่ไกล