มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์

บาลีสยามรัฐ · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ 13 · 689 หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (61 หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า 1–17 กันทรกสูตร: บุคคลสี่จำพวกผู้ทรมานตนและผู้อื่น พระพุทธเจ้าประทับที่เมืองจัมปา ริมสระคัคครา เปสสหัตถาโรหบุตรและกันทรกปริพาชกเข้าเฝ้า เปสสะทูลถามถึงบุคคล 4 จำพวก คือ ผู้ทรมานตนเอง ผู้ทรมานผู้อื่น ผู้ทรมานทั้งสอง และผู้ไม่ทรมานทั้งตนและผู้อื่น พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่ามีเพียงจำพวกที่สี่เท่านั้นที่มีจิตเป็นที่พอใจ เพราะดำเนินตามอริยมรรคจนหลุดพ้นโดยไม่เบียดเบียนใคร ทรงยกตัวอย่างนักบวชเปลือยกายบำเพ็ญตบะทรมานตน พรานล่าสัตว์ทรมานผู้อื่น กษัตริย์ทำพิธีบูชายัญที่เบียดเบียนทั้งสองฝ่าย เทียบกับภิกษุผู้บวชปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญาจนบรรลุอรหัตตผล เป็นการชี้ให้เห็
  2. หน้า 18–23 อัฏฐกนาครสูตร: ประตูอมตะ 11 ประตูที่พระอานนท์แสดง ทสมคหบดีชาวอัฏฐกนครเข้าหาพระอานนท์ที่เวฬุวคาม เมืองเวสาลี ถามว่ามีธรรมข้อเดียวที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ซึ่งทำให้จิตหลุดพ้นและอาสวะสิ้นไปหรือไม่ พระอานนท์ตอบว่ามีถึง 11 ทาง ได้แก่ฌานทั้ง 4 พรหมวิหาร 4 และอรูปสมาบัติ 2 โดยผู้เจริญภาวนาเหล่านี้แล้วพิจารณาเห็นว่าสภาวะนั้นเป็นสิ่งปรุงแต่งไม่เที่ยง จึงบรรลุความสิ้นอาสวะ หรืออย่างน้อยก็เป็นอนาคามีไม่กลับมาเกิดอีก ทสมคหบดีเปรียบเทียบว่าเหมือนค้นพบขุมทรัพย์ 11 แห่งในคราวเดียว จึงถวายจีวรและสร้างวิหารแด่พระอานนท์
  3. หน้า 24–32 เสขปฏิปทาสูตร: ข้อปฏิบัติของพระเสขะที่พระอานนท์แสดง เจ้าศากยะแห่งกบิลพัสดุ์สร้างสัณฐาคารใหม่ ทูลนิมนต์พระพุทธเจ้าให้ใช้เป็นองค์แรก พระองค์ทรงแสดงธรรมตลอดคืนแล้วมอบให้พระอานนท์แสดงเสขปฏิปทาต่อ พระอานนท์อธิบายว่าอริยสาวกผู้เป็นเสขะต้องถึงพร้อมด้วยศีล สำรวมอินทรีย์ รู้จักประมาณในอาหาร ไม่เห็นแก่นอน มีสัทธรรม 7 ประการ และได้ฌาน 4 โดยง่าย เปรียบผู้ปฏิบัติเช่นนี้เหมือนไข่ไก่ที่ฟักดีย่อมเจาะเปลือกออกมาได้เอง นำไปสู่ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ทิพยจักษุญาณ และความหลุดพ้นในที่สุด พระพุทธเจ้าทรงรับรองคำสอนนี้ว่าตรงกับที่ท้าวสนังกุมารพรหมเคยกล่าวไว้ว่าผู้ถึงพร้อมด้
  4. หน้า 33–47 โปตลิยสูตร: การตัดขาดทางโลกที่แท้จริงและโทษของกาม โปตลิยคหบดีผู้สละการงานและคำพูดทางโลกแล้วไม่พอใจที่พระพุทธเจ้าเรียกเขาว่า "คหบดี" พระองค์จึงทรงชี้ว่าการตัดขาดทางโลกที่แท้จริงตามอริยวินัยคือการละสังโยชน์ 8 ประการ ได้แก่ ปาณาติบาต อทินนาทาน มุสาวาท วาจาส่อเสียด ความโลภ นินทาโทสะ ความโกรธ และความถือตัว ไม่ใช่เพียงเลิกประกอบอาชีพ จากนั้นทรงแสดงอุปมากาม 7 ประการ เช่น กระดูกที่ไม่มีเนื้อ ชิ้นเนื้อที่นกแย่งกัน คบเพลิงที่ไหม้มือ หลุมถ่านไฟ ความฝัน ของที่ยืมมา และผลไม้บนยอดไม้สูง เพื่อชี้ว่ากามให้ทุกข์มากมีคุณประโยชน์น้อย นำไปสู่การเจริญอุเบกขาที่มุ่ง
  5. หน้า 48–53 ชีวกสูตร: หลักเนื้อสามอย่างที่ภิกษุฉันได้และฉันไม่ได้ หมอชีวกโกมารภัจจ์ทูลถามพระพุทธเจ้าว่าจริงหรือไม่ที่มีผู้กล่าวหาว่าพระองค์เสวยเนื้อสัตว์ที่เขาฆ่าเจาะจงถวายทั้งที่ทรงทราบ พระพุทธเจ้าตรัสปฏิเสธ และทรงวางหลักว่าเนื้อที่ภิกษุไม่ควรฉันคือเนื้อที่เห็น ได้ยิน หรือสงสัยว่าเขาฆ่าเจาะจงถวาย ส่วนเนื้อที่ไม่เข้าเงื่อนไขทั้งสามนี้ฉันได้ ทรงอธิบายว่าภิกษุผู้เจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เมื่อรับอาหารโดยไม่ติดใจย่อมไม่มีเจตนาเบียดเบียนใคร จึงบริโภคอย่างไม่มีโทษ และชี้ว่าผู้ที่ฆ่าสัตว์เพื่อถวายพระตถาคตหรือสาวกต่างหากที่ได้บาปมาก หมอชีวกเลื่อมใสประกาศตนเป็นอ
  6. หน้า 54–55 อุปาลิวาทสูตร (ตอนต้น): ทัณฑะสามอย่างตามหลักนิครนถ์ พระพุทธเจ้าประทับที่เมืองนาฬันทา ขณะที่นิครนถ์นาฏบุตรพำนักอยู่ในเมืองเดียวกันพร้อมบริวารจำนวนมาก ทีฆตปัสสีนิครนถ์เข้าเฝ้าและสนทนากับพระพุทธเจ้าเรื่องทัณฑะ คือโทษที่นำไปสู่การทำบาป โดยนิครนถ์นาฏบุตรบัญญัติไว้ 3 อย่างคือ กายทัณฑ์ วจีทัณฑ์ และมโนทัณฑ์ ทีฆตปัสสีนิครนถ์ยืนยันว่าลัทธิของตนถือว่ากายทัณฑ์มีโทษร้ายแรงที่สุดกว่าอีกสองอย่าง เนื้อหาตอนนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการโต้แย้งเรื่องความสำคัญของกรรมทางกาย วาจา และใจ ซึ่งพระพุทธเจ้าจะทรงแสดงทัศนะของพระองค์ต่อในส่วนถัดไปของพระสูตร
  7. หน้า 56–78 อุปาลิวาทสูตร: คหบดีอุบาลีเปลี่ยนใจจากนิครนถ์มาเป็นสาวกพระพุทธเจ้า สูตรนี้ต่อเนื่องจากตอนต้นที่ทีฆตปัสสีนิครนถ์สนทนากับพระพุทธเจ้าเรื่องโทษของกายทัณฑ์ วจีทัณฑ์ มโนทัณฑ์ในการก่อกรรมชั่ว แล้วพระพุทธเจ้าทรงชี้ว่ามโนทัณฑ์ (เจตนาทางใจ) มีโทษมากที่สุด ซึ่งขัดกับความเชื่อของนิครนถ์ที่ถือกายทัณฑ์เป็นเรื่องใหญ่สุด นิครนถนาฏบุตรจึงส่งอุบาลีคหบดีผู้เป็นสาวกคนสำคัญไปโต้วาทะเอาชนะพระพุทธเจ้า แต่อุบาลีกลับถูกพระพุทธเจ้าแสดงธรรมจนเลื่อมใส ประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ และถึงกับสั่งห้ามนิครนถ์เข้าบ้านตน เรื่องจบด้วยนิครนถนาฏบุตรโกรธจนอาเจียนเป็นเลือดเมื่อรู้ว่าสาวกค
  8. หน้า 79–86 กุกกุโรวาทสูตร: ผลกรรมของผู้ประพฤติวัตรอย่างโค อย่างสุนัข ปุณณะโกลิยบุตรผู้ถือวัตรประพฤติตนอย่างโค และอเจลกเสนิยะผู้ถือวัตรประพฤติตนอย่างสุนัข (คลานสี่เท้า กินอาหารจากพื้น) มาทูลถามพระพุทธเจ้าว่าการบำเพ็ญตบะแบบนี้ไปตลอดชีวิตจะมีผลอย่างไรในภพหน้า พระองค์ทรงตอบตรงไปตรงมาว่าหากทำได้บริบูรณ์จะไปเกิดในหมู่โคหรือหมู่สุนัขนั้นเอง แต่หากเชื่อว่าตบะเช่นนี้จะทำให้ไปเกิดเป็นเทพ ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ นำไปสู่นรกหรือกำเนิดสัตว์เดรัจฉาน จากนั้นทรงแสดงกรรม ๔ ประเภทคือกรรมดำ กรรมขาว กรรมทั้งดำทั้งขาว และกรรมที่ไม่ดำไม่ขาวซึ่งเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม ทั้งสองเลื่อมใสขอถึงพระรั
  9. หน้า 87–93 อภยราชกุมารสูตร: วาจาที่จริงแต่ไม่เป็นที่รักควรพูดหรือไม่ นิครนถนาฏบุตรสอนเจ้าชายอภัยให้ไปตั้งปัญหาสองแง่ (จับผิด) แก่พระพุทธเจ้าเรื่องพระวาจาที่ไม่เป็นที่รักของผู้อื่น โดยยกกรณีที่พระองค์เคยตรัสตำหนิพระเทวทัตต์มาเป็นตัวอย่าง หวังให้ตอบไม่ได้ทั้งสองทาง แต่พระพุทธเจ้าทรงแก้ปัญหาด้วยการแบ่งวาจาตามความจริง ประโยชน์ และความพอใจของผู้ฟัง ทรงเปรียบเหมือนบิดาที่ยอมทำร้ายลูกน้อยเล็กน้อยเพื่อเอาสิ่งอันตรายออกจากปากด้วยความกรุณา คือตรัสวาจาจริง มีประโยชน์แม้ไม่น่าฟัง แต่เลือกจังหวะเวลาที่เหมาะสม เจ้าชายอภัยเลื่อมใสในปัญญาแก้ปัญหาของพระองค์และประกาศตนเป็นอุบาสก.
  10. หน้า 94–99 พหุเวทนิยสูตร: เวทนามีกี่อย่าง และสุขอันประณีตกว่าสุขทางกามคืออะไร ช่างไม้ปัญจกังคะถามพระอุทายีว่าพระพุทธเจ้าตรัสเวทนาไว้กี่อย่าง พระอุทายีตอบว่าสาม (สุข ทุกข์ อทุกขมสุข) แต่ปัญจกังคะแย้งว่าอทุกขมสุขก็นับเป็นสุขประณีตอย่างหนึ่ง จึงควรเป็นสอง โต้เถียงกันไม่ลงรอย พระอานนท์นำเรื่องไปกราบทูล พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่าเวทนาจัดได้หลายแบบตามแง่มุมต่างๆ ทั้งสองไม่ผิด เพียงมองคนละมุม จากนั้นทรงแสดงลำดับสุขที่ประณีตยิ่งขึ้นตั้งแต่กามสุขไปจนถึงฌานต่างๆ และสัญญาเวทยิตนิโรธ ซึ่งเป็นสุขที่พ้นจากเวทนาโดยสิ้นเชิง สอนไม่ให้ยึดติดคำพูดตายตัวแต่ให้เข้าใจธรรมตามบริบท.
  11. หน้า 100–110 อปัณณกสูตร: หลักธรรมที่ปลอดภัยไม่ผิดพลาดสำหรับผู้ไม่มีศาสดาที่เลื่อมใส พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังหมู่บ้านสาลาแคว้นโกศล ตรัสสอนพราหมณ์คหบดีชาวสาเลยยกะซึ่งยังไม่มีศาสดาที่เลื่อมใสให้ยึดถือ "อปัณณกธรรม" คือหลักที่ปลอดภัยไม่ว่าความเชื่อทางปรัชญาใดจะจริงหรือไม่ก็ตาม โดยทรงเปรียบเทียบทิฏฐิที่ขัดแย้งกันคู่แรกคือเห็นว่าไม่มีผลของกรรม ไม่มีโลกหน้า (นัตถิกทิฏฐิ) กับเห็นว่ามีจริง แล้วทรงชี้ว่าคนฉลาดควรเลือกทำความดีไว้ก่อน เพราะถ้าไม่มีโลกหน้าจริงก็ยังได้ชื่อว่าเป็นคนมีศีล แต่ถ้ามีโลกหน้าจริงก็ปลอดภัยทั้งสองทาง ต่างจากคนที่ยึดมิจฉาทิฏฐิซึ่งเสี่ยงทั้งสองทาง เนื้อหาในหน้าท้ายเริ่มเข้
  12. หน้า 111–122 อปัณณกสูตร (ตอนจบ) และอุทานคาถาคหปติวรรค พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ชาวบ้านสาละ (สาเลยยกพราหมณคหบดี) ด้วยหลัก "อปัณณกธรรม" คือแนวทางที่ไม่ผิดพลาด โดยยกทิฏฐิที่ขัดแย้งกันสี่คู่ เช่น กรรมมีผลหรือไม่มีผล มีเหตุปัจจัยหรือไม่มี เป็นตัวอย่าง แล้วสอนว่าคนฉลาดควรเลือกทำความดีละความชั่วไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัยทั้งสองทาง เพราะถ้าความเชื่อเรื่องกรรมผิดจริงก็ไม่เสียหาย แต่ถ้าประมาทเสียก่อนอาจตกนรกได้ ตอนท้ายทรงแสดงบุคคลสี่จำพวกที่ทรมานตนทรมานผู้อื่น จนถึงพระตถาคตผู้ไม่ทรมานใครแล้วบรรลุนิพพาน ชาวบ้านสาละเลื่อมใสขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ปิดท้ายวรรคด้วย
  13. หน้า 123–133 จูฬราหุโลวาทสูตร ว่าด้วยการฝึกไม่พูดเท็จและพิจารณากรรมสามทาง พระพุทธเจ้าเสด็จไปสอนพระราหุลสามเณรที่อัมพลัฏฐิกา ทรงใช้อุปมาน้ำเหลือก้นภาชนะ ภาชนะคว่ำ และภาชนะว่างเปล่า สอนว่าผู้ที่กล้าพูดเท็จทั้งรู้ตัวย่อมไม่เหลือความเป็นสมณะ แล้วเปรียบกับช้างศึกที่ยอมสละแม้งวงอันเป็นที่รักเมื่อไม่ห่วงชีวิตแล้ว สอนให้พระราหุลพิจารณาไตร่ตรองกรรมทางกาย วาจา ใจ ทั้งก่อนทำ ขณะทำ และหลังทำเสมอว่าจะเบียดเบียนตนเองหรือผู้อื่นหรือไม่ หากเป็นกรรมไม่ดีให้ละเว้นหรือแก้ไข หากเป็นกรรมดีให้เจริญปีติยินดีในธรรมนั้นต่อไป
  14. หน้า 134–142 มหาราหุโลวาทสูตร ว่าด้วยธาตุห้าและอานาปานสติ พระพุทธเจ้าทรงสอนพระราหุลให้พิจารณาขันธ์ห้าว่าไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา แล้วทรงอธิบายธาตุทั้งห้า คือดิน น้ำ ไฟ ลม และอากาศ ทั้งภายในกายและภายนอก ให้เห็นตามจริงจนเบื่อหน่ายคลายกำหนัด ทรงสอนให้เจริญภาวนาให้จิตมั่นคงดุจธาตุเหล่านี้ที่ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งกระทบทั้งชอบและไม่ชอบใจ พร้อมทั้งสอนเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อสุภสัญญา และอนิจจสัญญา เพื่อละพยาบาท วิหิงสา ริษยา ปฏิฆะ ราคะ และมานะตามลำดับ และปิดท้ายด้วยอานาปานสติภาวนาอย่างละเอียด ๑๖ ขั้น ซึ่งมีผลมากถึงขนาดรู้เท่าทันลมหายใจแม้ครั้งส
  15. หน้า 143–153 จูฬมาลุงกโยวาทสูตร ว่าด้วยปัญหาที่ไม่ทรงพยากรณ์และอุปมาลูกศรอาบยาพิษ พระมาลุงกยบุตรครุ่นคิดว่าพระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบปัญหาอภิปรัชญาสิบข้อ เช่น โลกเที่ยงหรือไม่ โลกมีที่สุดหรือไม่ ชีวะกับร่างกายเป็นอย่างเดียวกันหรือต่างกัน ตถาคตตายแล้วเกิดอีกหรือไม่ จึงตั้งใจจะทูลถามและขู่จะสึกหากไม่ทรงตอบ พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่เคยรับปากจะตอบคำถามเหล่านี้แก่ผู้ใด แล้วทรงแสดงอุปมาบุรุษถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษที่ไม่ยอมให้หมอถอนลูกศรจนกว่าจะรู้รายละเอียดผู้ยิงและตัวลูกศรก่อน ซึ่งจะตายเสียก่อนที่จะรู้ครบถ้วน ทรงชี้ว่าปัญหาเหล่านั้นไม่เกี่ยวกับการดับทุกข์ สิ่งที่ทรงสอนมีเพียงอริยสัจสี่ซึ่งน
  16. หน้า 154–162 มหามาลุงกโยวาทสูตร ว่าด้วยสังโยชน์เบื้องต่ำห้าประการ พระพุทธเจ้าตรัสถามภิกษุทั้งหลายเรื่องสังโยชน์เบื้องต่ำห้า พระมาลุงกยบุตรตอบว่าจดจำได้คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามฉันทะ และพยาบาท แต่พระพุทธเจ้าทรงท้วงว่าคำตอบยังหยาบเกินไป เพราะแม้ทารกแรกเกิดที่ยังไม่มีความคิดเรื่องกายหรือกามก็ยังมีเชื้อกิเลส (อนุสัย) เหล่านี้แฝงอยู่ในใจ ทรงแสดงหนทางละสังโยชน์เบื้องต่ำ คือการเจริญฌานสี่และอรูปฌานสามควบคู่กับการพิจารณาสภาวธรรมที่เกิดในฌานนั้นว่าไม่เที่ยงเป็นทุกข์ไม่ใช่ตัวตน จนน้อมจิตสู่อมตธาตุคือนิพพาน ทรงเปรียบกับแม่น้ำคงคาที่คนอ่อนแรงข้ามไม่ได้แต
  17. หน้า 163–165 ภัททาลิสูตร ว่าด้วยการฉันอาหารมื้อเดียวและการยอมรับความผิด พระพุทธเจ้าทรงแนะนำภิกษุทั้งหลายให้ฉันอาหารในที่นั่งเดียว (เอกาสนโภชนะ) เพราะทำให้มีอาพาธน้อย กระปรี้กระเปร่า และอยู่ผาสุก แต่พระภัททาลิกราบทูลปฏิเสธว่าไม่สามารถทำตามได้ เกรงจะเกิดความรำคาญใจ แม้ทรงแนะให้แบ่งฉันบางส่วนเก็บไว้ฉันภายหลังก็ยังปฏิเสธอีก เป็นเหตุให้พระภัททาลิไม่กล้าเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าตลอดสามเดือนเพราะไม่ปฏิบัติตามสิกขาบทที่ทรงบัญญัติ ต่อมาเมื่อทราบว่าพระพุทธเจ้าใกล้จะเสด็จจาริกแล้ว จึงเข้าไปกราบทูลสารภาพความผิดของตน ซึ่งเรื่องราวดำเนินต่อเนื่องไปในส่วนถัดไปของคัมภีร์
  18. หน้า 166–178 ภัททาลิสูตร ตอนปลาย: การยอมรับผิดและอุปมาม้าอาชาไนย พระภัททาลิกราบทูลสารภาพผิดที่เคยไม่ทำตามสิกขาบทอย่างเต็มใจ พระพุทธเจ้าตรัสรับการสารภาพและสอนว่าการเห็นโทษแล้วแก้ไขคือความเจริญในวินัยของพระอริยะ จากนั้นทรงเปรียบเทียบภิกษุผู้ทำตามคำสอนอย่างสมบูรณ์กับม้าฝึกดีที่ถูกฝึกจนถึงที่สุดแล้วยอมรับการฝึกทุกขั้น ทรงอธิบายเหตุที่ต้องบัญญัติสิกขาบทเพิ่มขึ้นเมื่อมีผู้ทำให้อาสวะเกิดในหมู่สงฆ์ และปิดท้ายด้วยธรรมสิบประการที่ทำให้ภิกษุควรแก่ของบูชาและเป็นเนื้อนาบุญของโลก
  19. หน้า 179–192 ลฏุกิโกปมสูตร: อุปมานกกระจาบติดบ่วงเถาเน่ากับช้างศึกหลุดพันธนาการ พระอุทายีครุ่นคิดว่าพระพุทธเจ้าทรงช่วยขจัดสิ่งที่เป็นทุกข์และนำสิ่งที่เป็นสุขมาให้สงฆ์เป็นอันมาก จึงเข้าไปกราบทูลเล่าประสบการณ์เรื่องการเลิกฉันอาหารในเวลาวิกาล พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบผู้ที่ยึดติดกับกฎเกณฑ์เล็กน้อยด้วยความยึดมั่นเหมือนนกกระจาบที่ติดบ่วงเถาเน่าซึ่งดูอ่อนแต่ก็ทำให้ตายได้ ตรงข้ามกับกุลบุตรผู้เห็นภัยในกามจริงจึงสละของรักได้ง่ายดุจช้างศึกดึงพันธนาการให้ขาดแล้วเดินจากไปตามใจ ทรงสรุปว่าสุขจากกามเป็นสุขของปุถุชนไม่ควรเสพ ส่วนสุขจากฌานเป็นสุขแห่งการสลัดออกที่ควรเจริญ และแม้กระทั่งเนวสัญ
  20. หน้า 193–202 จาตุมสูตร: ภัยสี่ประการของผู้บวชและการทรงขับไล่ภิกษุที่ส่งเสียงอึกทึก ที่หมู่บ้านจาตุมา พระพุทธเจ้าทรงขับไล่หมู่ภิกษุอาคันตุกะที่ส่งเสียงอึกทึกเหมือนชาวประมงแย่งปลา จนพวกเจ้าศากยะและท้าวสหัมบดีพรหมต้องมากราบทูลขอให้ทรงรับกลับด้วยอุปมาเมล็ดพืชและลูกโคที่ขาดน้ำและแม่ พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะต่างแสดงความคิดเห็นต่างกันเมื่อถูกขับไล่ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตำหนิพระสารีบุตรที่คิดว่าจะอยู่สบายคนเดียว แต่ทรงชมพระโมคคัลลานะที่รับภาระดูแลสงฆ์ต่อ ท้ายสูตรทรงแสดงภัยสี่อย่างที่ผู้บวชควรระวังคือ ภัยจากคลื่น (ความโกรธ) ภัยจากจระเข้ (ความละโมบในอาหาร) ภัยจากน้ำวน (กามคุณห้า) และภัย
  21. หน้า 203–213 นฬกปานสูตร: เหตุที่ทรงพยากรณ์ภูมิของสาวกผู้ล่วงลับ ที่นฬกปาน พระพุทธเจ้าทรงถามหมู่กุลบุตรผู้บวชตามพระองค์ เช่น พระอนุรุทธะ พระภัททิยะ พระกิมพิละ ว่ายินดีในพรหมจรรย์หรือไม่ พระอนุรุทธะทูลตอบว่ายินดีเพราะได้ปีติสุขจากฌานที่ประณีตกว่าสุขทางโลก ทรงอธิบายว่าพระองค์ยังทรงปฏิบัติต่ออาสวะบางอย่างด้วยปัญญาแม้จะสิ้นอาสวะแล้วเพื่อเป็นแบบอย่าง จากนั้นทรงอธิบายเหตุที่ทรงพยากรณ์ภูมิเกิดของสาวกที่ตายไปแล้ว เช่น เป็นพระโสดาบัน สกทาคามี หรืออนาคามี ว่ามิใช่เพื่อโอ้อวดแต่เพื่อให้กุลบุตรผู้มีศรัทธาน้อมจิตตามอย่างและเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขระยะยาว
  22. หน้า 214–220 โคลิสสานิสูตร: ธรรมของภิกษุอรัญวาสีเมื่ออยู่ร่วมสงฆ์ พระสารีบุตรปรารภภิกษุชื่อโคลิสสานิผู้อยู่ป่าแต่มีมารยาทหยาบเมื่อเข้ามาในสงฆ์ จึงแสดงธรรมว่าภิกษุอรัญวาสีที่เข้ามาอยู่ในหมู่สงฆ์ต้องมีความเคารพนอบน้อมต่อเพื่อนพรหมจรรย์ ฉลาดในการนั่ง ไม่เข้าบ้านนอกเวลา ไม่คลุกคลีตระกูลเกินควร ไม่ฟุ้งซ่าน พูดพอประมาณ มีกัลยาณมิตร สำรวมอินทรีย์ รู้จักประมาณในอาหาร ตื่นตัว มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา และต้องขวนขวายศึกษาพระอภิธรรมพระวินัยตลอดจนวิโมกข์และอุตตริมนุสสธรรม เพราะหากถูกถามแล้วตอบไม่ได้จะเสียชื่อเสียง สุดท้ายพระโมคคัลลานะถามว่าธรรมเหล่านี้ใช้เฉพาะภิกษุอรัญวาสีหรื
  23. หน้า 221–235 กีฏาคิริสุตตัง - เรื่องการฉันอาหารมื้อเดียวและการปฏิบัติเป็นลำดับ พระพุทธเจ้าประทับใกล้หมู่บ้านกีฏาคิรี ทรงสอนภิกษุเรื่องการงดฉันอาหารในเวลาวิกาล (ไม่ฉันมื้อเย็น) ว่าทำให้ร่างกายแข็งแรงมีโรคน้อย แต่ภิกษุกลุ่มหนึ่งชื่ออัสสชิและปุนัพพสุกะไม่ยอมทำตามแม้จะถูกทักท้วง พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนว่าพระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะแล้วไม่จำเป็นต้องเคี่ยวเข็ญด้วยความไม่ประมาทอีก แต่ภิกษุที่ยังเป็นเสขะต้องฝึกฝนต่อไปเพื่อบรรลุมรรคผล ทรงจำแนกบุคคลเจ็ดประเภทตามระดับการหลุดพ้น และทรงสอนว่าการบรรลุธรรมต้องเป็นไปตามลำดับ คือเริ่มจากศรัทธา เข้าไปหา ฟังธรรม ไตร่ตรอง แล้วปฏิบัติจนเห็นสัจธรรมด้ว
  24. หน้า 236–239 จูฬวัจฉโคตตสูตร - วัจฉโคตรปริพาชกทูลถามเรื่องสัพพัญญุตญาณ วัจฉโคตรปริพาชกทูลถามพระพุทธเจ้าว่าทรงอ้างว่ารู้เห็นทุกสิ่งตลอดเวลาโดยไม่มีขาดสายจริงหรือไม่ พระองค์ทรงปฏิเสธคำกล่าวเกินจริงนั้น แต่ตรัสว่าทรงมีวิชชาสามคือระลึกชาติได้ ทิพยจักษุเห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ และความสิ้นไปแห่งอาสวะ วัจฉโคตรทูลถามต่อว่ามีคฤหัสถ์ที่ยังไม่ละสังโยชน์แล้วทำที่สุดทุกข์ได้หรือไม่ พระองค์ตรัสว่าไม่มี แต่มีคฤหัสถ์จำนวนมากที่ไปเกิดในสวรรค์ได้ ส่วนอาชีวกตลอด 91 กัปที่ผ่านมาพระองค์ทรงระลึกได้ว่ามีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ไปสวรรค์ได้ ทำให้เห็นว่าลัทธิอื่นแทบว่างเปล่าจากผู้บรร
  25. หน้า 240–249 อัคคิวัจฉโคตตสูตร - อุปมาไฟดับกับความหลุดพ้นของตถาคต วัจฉโคตรปริพาชกทูลถามพระพุทธเจ้าด้วยปัญหาอภิปรัชญาสิบข้อ เช่น โลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง มีที่สิ้นสุดหรือไม่ ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกันหรือไม่ ตถาคตตายแล้วเกิดอีกหรือไม่ พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธที่จะยึดถือทิฏฐิใด ๆ เหล่านี้เพราะล้วนนำไปสู่ความทุกข์ความกระวนกระวายไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ ทรงอุปมาด้วยไฟที่ดับเพราะสิ้นเชื้อ ไม่อาจกล่าวได้ว่าไฟไปทางทิศใด ฉันใด ตถาคตก็พ้นจากการถูกกำหนดด้วยรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ฉันนั้น ลึกซึ้งประมาณมิได้ดุจมหาสมุทร วัจฉโคตรเลื่อมใสประกาศตนถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
  26. หน้า 250–262 มหาวัจฉโคตตสูตร - วัจฉโคตรบวชและบรรลุอรหัตตผล วัจฉโคตรปริพาชกทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงแสดงกุศลและอกุศลโดยย่อ พระองค์ทรงแสดงอกุศลมูลสามคือโลภะ โทสะ โมหะ กับกุศลตรงข้าม และกรรมบถสิบประการ วัจฉโคตรทูลถามว่ามีสาวกที่บรรลุธรรมสูงสุดกี่รูป พระพุทธเจ้าตรัสว่ามีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาจำนวนหลายร้อยที่บรรลุผลต่าง ๆ วัจฉโคตรเลื่อมใสมากจนขอบวชและได้รับยกเว้นการอยู่ปริวาสสี่เดือนตามธรรมเนียมนักบวชนอกศาสนา หลังบวชไม่นานก็ได้ฟังคำสอนเรื่องสมถะและวิปัสสนา ปฏิบัติจนได้อภิญญาต่าง ๆ และสำเร็จเป็นพระอรหันต์ เมื่อภิกษุอื่นนำความไปกราบทูล พระพุทธเจ้าตรัสว่าทร
  27. หน้า 263–269 ทีฆนขสูตร - พระสารีบุตรบรรลุอรหัตต์ขณะถวายงานพัด ทีฆนขปริพาชก ผู้เป็นหลานของพระสารีบุตร ทูลแสดงทิฏฐิของตนว่า "อะไรก็ไม่ควรแก่ข้าพเจ้าทั้งนั้น" พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่าทิฏฐิเช่นนี้และทิฏฐิตรงข้ามล้วนนำไปสู่ความยึดมั่นถือมั่นและการทะเลาะวิวาทได้เหมือนกัน จากนั้นทรงแสดงธรรมเรื่องกายเป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นโรค และเวทนาสามอย่างคือสุข ทุกข์ เฉยๆ ล้วนไม่เที่ยงเกิดดับ ผู้เห็นแจ้งตามจริงย่อมเบื่อหน่ายคลายกำหนัดหลุดพ้นได้ ขณะนั้นพระสารีบุตรซึ่งถวายงานพัดอยู่ด้านหลังพระพุทธเจ้าได้ฟังธรรมนี้แล้วพิจารณาตามจนบรรลุอรหัตตผลโดยไม่ต้องลงมือปฏิบัติเอง ส่
  28. หน้า 270–275 มาคัณฑิยสูตร (ตอนต้น) - ข้อกล่าวหาว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ทำลายความเจริญ พระพุทธเจ้าประทับที่นิคมกัมมาสธรรมแคว้นกุรุ ทรงพักในโรงบูชาไฟของพราหมณ์ภารทวาชโคตร ปริพาชกชื่อมาคัณฑิยะเห็นที่ปูลาดหญ้าสำหรับบรรทมแล้วตำหนิว่าพระโคตมทรงเป็น "ภูนหน" คือผู้ทำลายความเจริญงอกงามของชีวิต เพราะทรงสอนให้สำรวมอินทรีย์ไม่หมกมุ่นในกาม เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่องจึงเสด็จมาไต่ถามและอธิบายว่าการฝึกตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ลุ่มหลงในอารมณ์ที่น่าใคร่นั้นเป็นไปเพื่อความสงบใจ ไม่ใช่การทำลายสิ่งใด ทรงยกตัวอย่างผู้ที่เคยเสพกามคุณแล้วรู้เท่าทันความเกิดดับจนคลายกำหนัดได้ และทรงเล่าถึงชีวิตในปร
  29. หน้า 276–287 มาคัณฑิยสูตร (ตอนปลาย): อุปมาคนโรคเรื้อนกับสุขจากกามคุณ พระผู้มีพระภาคตรัสสนทนากับมาคัณฑิยปริพาชกต่อ ทรงเปรียบผู้ยังติดกามคุณเหมือนคนโรคเรื้อนที่เกาแผลบนหลุมถ่านไฟแล้วรู้สึกสบายทั้งที่กำลังทำร้ายตัวเองหนักขึ้นเรื่อยๆ ทรงชี้ว่าความสุขจากกามเป็นเพียงความวิปริตทางสัญญา ไม่ใช่สุขที่แท้จริงเหมือนนิพพานซึ่งเป็นความไม่มีโรคอย่างแท้จริง จากนั้นทรงเปรียบผู้ไม่มีปัญญาเห็นธรรมเหมือนคนตาบอดแต่กำเนิดถูกหลอกขายผ้าเก่าเปื้อนน้ำมันว่าเป็นผ้าขาวเนื้อดี มาคัณฑิยเกิดความเลื่อมใส ขอบวชและหลังจากปฏิบัติไม่นานก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ จบด้วยคำระบุว่าเป็นสูตรที่ห้าของหมวดนี้
  30. หน้า 288–309 สันทกสูตร: พรหมจรรย์ที่ไม่น่าอุ่นใจสี่แบบ กับพรหมจรรย์ที่แท้จริง ที่เมืองโกสัมพี พระอานนท์เข้าไปสนทนากับสันทกปริพาชกและบริษัทของเขา แสดงหลักคำสอนที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็น พรหมจรรย์ที่ไร้สาระ (อพรหมจริยวาส) สี่แบบ ได้แก่ ลัทธิสูญ (ไม่มีบาปบุญ ตายแล้วสูญ) ลัทธิที่สอนว่าทำอะไรก็ไม่บาปไม่บุญ ลัทธิที่ปฏิเสธเหตุปัจจัย (สัตว์บริสุทธิ์หรือเศร้าหมองเองโดยไม่มีเหตุ) และลัทธิเจ็ดกองที่ยั่งยืนตายตัว รวมถึงพรหมจรรย์ที่ไม่น่าไว้ใจอีกสี่แบบ เช่น ศาสดาที่อ้างรู้เห็นทุกอย่างแต่ยังพลาดพลั้ง ศาสดาที่สอนตามที่เคยได้ยินมา ศาสดาที่ใช้แต่เหตุผลคาดเดา และศาสดาที่โง่เขลาตอบคำถามส่ายไ
  31. หน้า 310–330 มหาสกุลุทายิสูตร: เหตุแท้จริงที่สาวกเคารพพระศาสดา (ตอนต้น) ที่กรุงราชคฤห์ พระพุทธเจ้าเสด็จไปหาสกุลุทายิปริพาชกซึ่งกำลังถกกันว่าเหตุใดศาสดาลัทธิต่างๆ เช่น ปูรณกัสสปะและนิครนถ์นาฏบุตร จึงไม่เป็นที่เคารพของสาวกตนเอง ขณะที่สาวกของพระพุทธเจ้ากลับเคารพยำเกรงพระองค์มาก สกุลุทายิเสนอเหตุผลห้าประการ เช่น ทรงฉันน้อย สันโดษในจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และความสงบสงัด แต่พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธเหตุผลเหล่านี้เพราะพระองค์เองก็มิได้ทรงถืออย่างเคร่งครัดเสมอไป แล้วตรัสแสดงเหตุผลที่แท้จริงห้าประการ คือ ทรงมีศีลอันเยี่ยม มีญาณทัสสนะอันเลิศ มีปัญญาอันเลิศ ทรงตอบปัญหาเรื่องอริยสัจได้
  32. หน้า 331–341 มหาสกุลุทายิสูตร (ตอนต่อ) เนื้อหาส่วนนี้เป็นตอนต่อจากพระสูตรที่เริ่มไว้ในตอนก่อนหน้า (ไม่มีชื่อสูตรกำกับตอนต้นเพราะเป็นเนื้อความต่อเนื่อง) พระพุทธเจ้าตรัสกับปริพาชกสกุลุทายีอธิบายฌานทั้งสี่ด้วยอุปมาต่างๆ เช่น แป้งอาบน้ำ สระน้ำเย็น ดอกบัวในน้ำ และผ้าขาวคลุมกาย เพื่อแสดงว่าปีติสุขจากฌานแผ่ซาบซ่านทั่วกาย จากนั้นตรัสถึงธรรมข้อที่ทำให้เหล่าสาวกเคารพเลื่อมใสพระองค์ ได้แก่ การสอนให้เห็นแจ้งความไม่เที่ยงของร่างกาย การนิรมิตกายมโนมัยเปรียบด้วยการชักไส้จากต้นแฝก การแสดงฤทธิ์ปาฏิหาริย์ หูทิพย์ การหยั่งรู้ใจผู้อื่น การระลึกชาติได้ ต
  33. หน้า 342–351 สมณมุณฑิกสูตร พระพุทธเจ้าประทับที่เชตวัน ปริพาชกอุคคาหมานะ สมณมุณฑิกาบุตร กล่าวอ้างว่าผู้ที่ไม่ทำบาปทางกาย วาจา ใจ และไม่เลี้ยงชีพผิด (ธรรม 4 ประการ) ชื่อว่าเป็นสมณะที่บริบูรณ์กุศลอย่างยอดเยี่ยม ช่างไม้ปัญจกังคะได้ยินแล้วไม่เห็นพ้องจึงนำความไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่าหากเป็นเช่นนั้น แม้ทารกอ่อนที่ยังนอนแบเบาะซึ่งยังทำอะไรทางกาย วาจา ใจ ไม่ได้เลยก็ต้องนับเป็นสมณะบริบูรณ์กุศลไปด้วย ซึ่งไม่สมเหตุสมผล จากนั้นทรงแสดงธรรม 10 ประการที่แท้จริง คือมรรคมีองค์แปดประกอบด้วยสัมมาญาณและสัมมาวิมุตติ พร้อมอธิ
  34. หน้า 352–366 จูฬสกุลุทายิสูตร พระพุทธเจ้าเสด็จไปหาปริพาชกสกุลุทายีที่กรุงราชคฤห์ สกุลุทายีอ้างว่าลัทธิอาจารย์ของตนถือว่ามี "วรรณะอันเยี่ยมยอด" แต่เมื่อถูกซักถามว่าคืออะไรก็ตอบไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงเปรียบเหมือนชายที่หลงรักหญิงงามที่สุดในแคว้นทั้งที่ไม่รู้จักตัวตนของนางเลย เป็นคำพูดที่ว่างเปล่า แล้วทรงไล่เทียบความสว่างตั้งแต่หิ่งห้อยไปจนถึงดวงอาทิตย์เพื่อชี้ให้เห็นความไร้สาระของคำกล่าวอ้างนั้น จากนั้นตรัสถึงโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียวและทางปฏิบัติคือฌานทั้งสี่ แต่ชี้ว่าเพียงเข้าฌานยังไม่ชื่อว่าทำให้โลกสุขล้วนประจักษ์แจ้งอย่างแท้
  35. หน้า 367–373 เวขณสสูตร ปริพาชกเวขณสะ (ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่ากัจจานะ) เข้าเฝ้าที่เชตวันแล้วอุทานอ้างเช่นเดียวกับสกุลุทายีว่าลัทธิของตนมี "วรรณะอันเยี่ยมยอด" แต่อธิบายไม่ได้ว่าคืออะไร พระพุทธเจ้าทรงใช้อุปมาไล่เทียบแสงสว่างตั้งแต่หิ่งห้อยจนถึงดวงอาทิตย์แบบเดียวกับสูตรก่อนเพื่อชี้ความว่างเปล่าของคำกล่าวอ้าง แล้วตรัสว่ากามสุขนับเป็นสุขยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ยังไม่รู้จักสุขที่ประณีตกว่า แต่พระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะแล้วย่อมรู้ว่ามีสุขที่เหนือกว่ากามสุขอีก เวขณสะโกรธกล่าวหาว่าพระองค์อวดอ้างการตรัสรู้เช่นเดียวกับสมณพราหมณ์ที่ไ
  36. หน้า 374–385 ฆฏิการสูตร (เริ่มต้น ยังไม่จบในตอนนี้) เริ่มวรรคใหม่ (ราชวรรค) พระพุทธเจ้าเสด็จจาริกในแคว้นโกศลแล้วทรงแย้มพระโอษฐ์อย่างมีเหตุผล พระอานนท์ทูลถามสาเหตุ พระองค์จึงตรัสเล่าเรื่องในอดีตกาลสมัยพระพุทธเจ้ากัสสปะ ณ นิคมเวภฬิคะ ซึ่งมีช่างหม้อชื่อฆฏิการะเป็นอัครอุปัฏฐากผู้เลื่อมใสยิ่ง ฆฏิการะชวนสหายรักชื่อโชติปาลมาณพไปเฝ้าพระกัสสปพุทธเจ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ถูกดูหมิ่นปฏิเสธว่า "จะไปดูสมณะโล้นทำไม" จนในที่สุดฆฏิการะจับผมโชติปาลไว้หลังสระเกล้าเสร็จ โชติปาลตกใจในความกล้าของช่างหม้อที่มีวรรณะต่ำกว่าจึงยอมไปด้วย เมื่อได้ฟังธรรมก็เลื่อมใสจนตัดสินใจออกบ
  37. หน้า 386–387 ฆฏิการสุตตํ (ตอนจบ) ส่วนท้ายของเรื่องฆฏิการะช่างหม้อ ซึ่งพระพุทธเจ้าเล่าให้พระอานนท์ฟัง มีตอนที่ภิกษุต้องขอมุงหลังคากุฏิของพระกัสสปพุทธเจ้าจนต้องรื้อหลังคาบ้านของฆฏิการะไปใช้ โดยพ่อแม่ของฆฏิการะยินดีอนุโมทนาอย่างยิ่ง แม้ภายหลังพระเจ้ากิกิกาสิราชจะส่งข้าวสารมาถวายตอบแทน ฆฏิการะก็ปฏิเสธไม่รับด้วยความสันโดษ เรื่องจบลงด้วยพระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าพระองค์เองคือมาณพโชติปาละในชาตินั้น สอนเรื่องความเสียสละและศรัทธาอันบริสุทธิ์ของฆราวาสที่มีต่อพระศาสนา
  38. หน้า 388–414 รัฏฐปาลสุตตํ กุลบุตรชื่อรัฏฐปาละแห่งเมืองถุลลโกฏฐิตะฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วต้องการบวช แต่พ่อแม่ไม่อนุญาตเพราะเป็นลูกคนเดียว รัฏฐปาละจึงอดอาหารประท้วงจนพ่อแม่ยอมให้บวชโดยมีข้อแม้ว่าต้องกลับมาเยี่ยม เมื่อบวชแล้วไม่นานก็บรรลุอรหัตผล กลับไปเยี่ยมบ้านเกิด บิดาพยายามล่อด้วยกองทรัพย์มหาศาลและอดีตภรรยาให้สึก แต่ท่านปฏิเสธและแสดงธรรมเรื่องความไม่เที่ยงของร่างกายและโภคทรัพย์ ต่อมาท่านแสดงธรรมแก่พระเจ้าโกรัพยะว่าความแก่ ความเจ็บ ความเสื่อมทรัพย์ และการพลัดพรากญาติไม่ใช่เหตุที่ท่านออกบวช แต่เป็นเพราะเข้าใจหลักธรรม ๔ ป
  39. หน้า 415–428 มฆเทวสุตตํ พระพุทธเจ้าประทับที่มิถิลา ทรงแย้มพระโอษฐ์ให้พระอานนท์สงสัย จึงเล่าเรื่องพระเจ้ามฆเทวะในอดีตกาล ผู้เมื่อเห็นผมหงอกเส้นแรกอันเป็นสัญญาณแห่งความชรา ก็สละราชสมบัติให้โอรสแล้วออกบวชบำเพ็ญพรหมวิหารสี่ วางประเพณีอันดีนี้ให้ลูกหลานสืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน จนถึงพระเจ้านิมิผู้เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายในสายที่ได้รับเชิญไปเยือนสวรรค์ดาวดึงส์แต่ทรงเลือกกลับมาครองราชย์ด้วยธรรม ก่อนที่โอรสของพระเจ้านิมิจะตัดขาดประเพณีนี้เสีย พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าพระองค์เองคือพระเจ้ามฆเทวะในอดีตชาตินั้น แต่ทรงชี้ว่าประเพณีนั
  40. หน้า 429–439 มธุรสุตตํ พระเจ้ามธุระ อวันติบุตร แห่งเมืองมธุรา เข้าไปหาพระมหากัจจานะ ทูลถามเรื่องที่พราหมณ์กล่าวอ้างว่าวรรณะพราหมณ์ประเสริฐที่สุด เกิดจากปากพระพรหม พระมหากัจจานะจึงชี้แจงด้วยเหตุผลว่าคำกล่าวนั้นเป็นเพียงคำกล่าวลอยๆ เพราะคนวรรณะใดก็ตามหากมีทรัพย์ก็สามารถใช้คนวรรณะอื่นรับใช้ได้เหมือนกัน หากทำบาปก็ตกนรกเหมือนกัน หากทำดีก็ขึ้นสวรรค์เหมือนกัน หากเป็นโจรก็ถูกลงโทษเหมือนกัน หากบวชก็ได้รับความเคารพเหมือนกันหมดทั้งสี่วรรณะ สรุปว่าทั้งสี่วรรณะเสมอกันโดยแท้ พระเจ้ามธุระเลื่อมใสจะขอถึงพระมหากัจจานะเป็นที่พึ่ง แต่ท่
  41. หน้า 440 โพธิราชกุมารสุตตํ (เริ่มต้น) พระพุทธเจ้าประทับอยู่ในแคว้นภัคคะ ณ ป่าเภสกฬาวัน เมืองสุงสุมารคีระ เจ้าชายโพธิเพิ่งสร้างปราสาทใหม่ชื่อโกกนุทะเสร็จ ยังไม่เคยมีสมณะ พราหมณ์ หรือผู้ใดเข้าไปพักอาศัย จึงส่งมาณพสญชิกาบุตรไปกราบทูลเชิญพระพุทธเจ้าพร้อมภิกษุสงฆ์ให้เสด็จไปฉันภัตตาหารที่ปราสาทของตนในวันรุ่งขึ้น เนื้อหาตอนนี้เพิ่งเริ่มต้นและจะดำเนินเรื่องต่อในหน้าถัดไป
  42. หน้า 441–476 โพธิราชกุมารสูตร: ความสุขที่แท้จริงไม่ได้มาจากการทรมานตน พระผู้มีพระภาคเสด็จไปเสวยภัตตาหารที่นิเวศน์ของโพธิราชกุมารและตรัสเล่าพระประวัติการแสวงหาโพธิญาณของพระองค์เองแก่ราชกุมารผู้ตั้งคำถามว่า "สุขจะได้มาด้วยทุกข์เท่านั้นหรือ" พระองค์ทรงเล่าถึงการศึกษาในสำนักอาฬารดาบสและอุทกดาบส การบำเพ็ญทุกรกิริยาอย่างสุดโต่งจนร่างกายซูบผอม แล้วทรงเปลี่ยนมาเสวยอาหารตามปกติ บำเพ็ญฌานจนบรรลุวิชชาสามและตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรมแก่ปัญจวัคคีย์เป็นกลุ่มแรก และทรงแสดงองค์ห้าประการของภิกษุผู้ตั้งใจเพียร (ปธานิยังคะ) ที่จะบรรลุธรรมได้เร็ว ท้ายเรื่องแม้โพธิราชกุมารจะสร
  43. หน้า 477–488 องคุลิมาลสูตร: จากโจรผู้โหดร้ายสู่พระอรหันต์ เรื่องราวขององคุลิมาล โจรร้ายกาจในแคว้นโกศลผู้ฆ่าคนแล้วร้อยนิ้วเป็นพวงมาลัย พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปในเส้นทางที่องคุลิมาลซุ่มอยู่ทั้งที่ชาวบ้านเตือนให้หลีกเลี่ยง เมื่อองคุลิมาลไล่ตามแต่ไม่อาจทันพระองค์ด้วยฤทธานุภาพ พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ "หยุดแล้ว" คือหยุดการเบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง ทำให้องคุลิมาลสำนึกและขอบวช ต่อมาพระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จมาเพื่อปราบโจรแต่กลับพบว่าองคุลิมาลบวชเป็นภิกษุแล้ว องคุลิมาลบำเพ็ญเพียรจนบรรลุอรหัตผล แม้ยังถูกชาวบ้านขว้างด้วยก้อนดินและท่อนไม้เป็นผลกรรมเก่า ท้ายเรื่องมีคาถาอุ
  44. หน้า 489–495 ปิยชาติกสูตร: ความโศกเกิดจากสิ่งเป็นที่รัก (ตอนต้น) คหบดีผู้หนึ่งสูญเสียบุตรชายอันเป็นที่รักจนโศกเศร้าไม่เป็นอันทำการงานหรือกินอาหาร เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งตรัสว่า "ความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความเสียใจ ความคับแค้นใจ มีสิ่งเป็นที่รักเป็นแดนเกิด" คหบดีไม่พอใจคำสอนนี้และคิดว่าความรักน่าจะนำมาซึ่งความสุขความยินดีมากกว่า จึงลุกจากที่นั่งไปโดยไม่เห็นด้วย ต่อมาเรื่องนี้ทราบถึงพระเจ้าปเสนทิโกศลผู้ทรงเห็นด้วยกับคหบดี พระนางมัลลิกาเทวีจึงส่งพราหมณ์นาฬิชังฆะไปทูลถามพระพุทธเจ้าเพื่อยืนยันคำตรัสนั้น ซึ่งพระองค์ทรงยกตัวอย่างหญิงและชายผู้เสียสติเพราะสูญเสียคน
  45. หน้า 496–497 ปิยชาติกสุตตัง (ตอนจบ) ว่าด้วยความโศกเกิดจากสิ่งเป็นที่รัก ส่วนท้ายของบทสนทนาระหว่างพระเจ้าปเสนทิโกศลกับพระนางมัลลิกา ที่ทรงยกตัวอย่างพระนางเองและแคว้นกาสีโกศลมาทดสอบคำสอนของพระพุทธเจ้าว่า ความโศก ความคร่ำครวญ ความทุกข์ และความคับแค้นใจ ล้วนเกิดจากสิ่งอันเป็นที่รัก เพราะเมื่อสิ่งที่รักแปรปรวนไปหรือพลัดพราก ความทุกข์ใจย่อมเกิดตามมา พระเจ้าปเสนทิทรงตระหนักและซาบซึ้งในพระปัญญาอันหยั่งลึกของพระพุทธเจ้า จึงทรงเปล่งอุทานสรรเสริญพระพุทธคุณสามครั้ง เป็นการปิดท้ายพระสูตรที่ชื่อว่าปิยชาติกสุตตัง
  46. หน้า 498–505 พาหิติยสุตตัง ว่าด้วยการทูลถามพระอานนท์เรื่องความประพฤติที่ควรตำหนิ พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จมาพบพระอานนท์ริมแม่น้ำอจิรวดี ทูลถามว่าพระพุทธเจ้าทรงประพฤติกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมชนิดที่สมณพราหมณ์ผู้รู้จะตำหนิได้หรือไม่ พระอานนท์อธิบายว่าการกระทำที่เป็นอกุศล มีโทษ เบียดเบียนตนและผู้อื่น ก่อทุกข์ ล้วนเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงประพฤติ ส่วนการกระทำที่เป็นกุศล ไม่มีโทษ ไม่เบียดเบียน ก่อสุข พระองค์ทรงประพฤติและสรรเสริญ พระเจ้าปเสนทิทรงปลื้มปีติในคำอธิบายนี้มาก ถึงกับทูลถวายผ้าพาหิติกาที่ได้รับจากพระเจ้าอชาตศัตรูแก่พระอานนท์ ซึ่งพระอานนท์ก็นำไปถวายพระพุทธเจ้าอีกทอดหนึ่
  47. หน้า 506–516 ธัมมเจติยสุตตัง ว่าด้วยเจดีย์แห่งธรรม พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่นิคมเมทฬุปะ ด้วยความเลื่อมใสอย่างสูงสุดถึงกับหมอบกราบจุมพิตพระบาท พระองค์ทรงเล่าถึงเหตุแห่งศรัทธาหลายประการ เช่น เห็นภิกษุประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์ตลอดชีวิต เห็นหมู่สงฆ์อยู่ร่วมกันอย่างสมัครสมานไม่ทะเลาะวิวาท เห็นบริษัทที่ฟังธรรมอย่างสงบเงียบแม้ไม่มีอาญาหรือศาสตรา และเห็นแม้แต่ช่างไม้ผู้เป็นคนสนิทของพระองค์เองยังแสดงความเคารพต่อพระพุทธเจ้ามากกว่าต่อพระองค์ พระพุทธเจ้าทรงสดับแล้วตรัสสอนภิกษุทั้งหลายให้เรียนรู้และทรงจำ "ธรรมเจดีย์" เหล่านี้ไว้ เพราะเป็นเรื
  48. หน้า 517–527 กัณณกัตถลสุตตัง ว่าด้วยวรรณะทั้งสี่และความหมดจดแห่งจิต ที่มิคทายวันกัณณกัตถละ พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จมาเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมนำคำอวยพรจากพระกนิษฐภคินีสองพระองค์มาถวาย แล้วทูลถามเรื่องที่มีผู้กล่าวว่าพระพุทธเจ้าปฏิเสธว่าไม่มีสมณพราหมณ์ใดรู้แจ้งเห็นแจ้งทุกสิ่งได้พร้อมกัน พระพุทธเจ้าทรงยืนยันเช่นนั้นจริง จากนั้นตรัสอธิบายว่าวรรณะทั้งสี่ (กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร) หากประกอบด้วยองค์แห่งความเพียร ๕ ประการแล้วย่อมบรรลุธรรมได้เสมอกัน ไม่มีความแตกต่างในแง่ความหลุดพ้น ดุจไฟที่เกิดจากไม้ต่างชนิดกันก็ไม่มีความต่างกันของเปลวไฟ ท้ายพระสูตรมีการสนทนาระหว่างพระอานน
  49. หน้า 528–547 พรหมายุสุตตัง ว่าด้วยพราหมณ์ชราผู้ตรวจสอบมหาปุริสลักษณะ พราหมณ์ชื่อพรหมายุ ผู้เฒ่าชราอายุ ๑๒๐ ปีและเชี่ยวชาญไตรเพท ได้ยินกิตติศัพท์พระพุทธเจ้าจึงส่งศิษย์ชื่ออุตตระไปตรวจสอบมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ อุตตรมาณพติดตามพระพุทธเจ้าไปทุกอิริยาบถนานถึง ๗ เดือน สังเกตพระจริยาวัตรอันละเอียดประณีตทุกด้าน ทั้งการเดิน การฉันอาหาร การแสดงธรรม แล้วกลับไปรายงานอาจารย์ด้วยความอัศจรรย์ใจ ต่อมาพรหมายุเองได้เข้าเฝ้าตรวจดูด้วยตนเอง พระพุทธเจ้าทรงแสดงลักษณะที่กำบังอยู่ให้ประจักษ์ด้วยฤทธิ์ พรหมายุจึงหมดความสงสัย ทูลถามลักษณะของผู้เป็นพราหมณ์แท้ พระอรหันต์ และพระพุทธเจ้าที่แท
  50. หน้า 548–550 เสลสุตตัง (ตอนต้น) ว่าด้วยเกณิยชฎิลกราบทูลนิมนต์พระพุทธเจ้า เริ่มต้นพราหมณวรรคสูตรใหม่ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จจาริกไปยังแคว้นอังคุตราปะพร้อมภิกษุสงฆ์ ๑,๒๕๐ รูป เกณิยชฎิลได้ยินกิตติศัพท์จึงเข้าเฝ้าฟังธรรมและกราบทูลนิมนต์ฉันภัตตาหารในวันรุ่งขึ้น พระพุทธเจ้าทรงทักท้วงว่าสงฆ์มีจำนวนมากถึงสามครั้ง แต่เกณิยะยืนยันจะจัดถวายจนพระองค์ทรงรับนิมนต์โดยดุษณีภาพ เกณิยะจึงให้ญาติมิตรช่วยจัดเตรียมสถานที่และอาหาร ในตอนท้ายของช่วงนี้ เสลพราหมณ์ผู้เชี่ยวชาญไตรเพทและมีศิษย์สามร้อยคนซึ่งเกณิยะเลื่อมใสอยู่ ได้เดินทางมาพบเกณิยะกำลังขะมักเขม้นเตรียมงานใหญ่ จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
  51. หน้า 551–557 เสลสูตร ตอนพราหมณ์เสลตรวจสอบมหาปุริสลักษณะและบวชเป็นพระอรหันต์ เกณิยชฏิลทูลนิมนต์พระพุทธเจ้าฉันภัตตาหาร แล้วเล่าให้พราหมณ์เสลฟังว่าพระโคตมทรงมีมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ เสลพราหมณ์จึงพาศิษย์ ๓๐๐ คนไปเข้าเฝ้าเพื่อพิสูจน์ลักษณะเหล่านั้นด้วยตนเอง เมื่อยังสงสัยอยู่ ๒ ข้อ (พระคุยหะซ่อนในฝัก และพระชิวหาใหญ่) พระพุทธเจ้าทรงแสดงอิทธาภิสังขารให้เห็นประจักษ์ เสลจึงกล่าวคาถาสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่าทรงเป็นธรรมราชาผู้หมุนล้อธรรม มิใช่จักรพรรดิทางโลก แล้วขอบวชพร้อมศิษย์ทั้งหมดและบรรลุอรหัตตผลในเวลาไม่นาน สอนให้เห็นว่าความเป็นพระพุทธเจ้าวัดกันที่การตรัสรู้และการหมดกิเลส มิใช่
  52. หน้า 558–572 อัสสลายนสูตร ว่าด้วยการหักล้างความเชื่อเรื่องวรรณะพราหมณ์ประเสริฐที่สุด พราหมณ์หนุ่มอัสสลายนะถูกพราหมณ์ในเมืองสาวัตถีวานเป็นตัวแทนไปโต้แย้งกับพระพุทธเจ้า เรื่องความเชื่อว่าพราหมณ์เป็นวรรณะประเสริฐสุด เกิดจากพรหมมาแต่แรก พระพุทธเจ้าทรงหักล้างทีละข้อ เช่น ในดินแดนโยนกและกัมโพชะมีเพียงนายกับทาสสลับกันได้ ไม่ว่าวรรณะใดทำชั่วก็ตกนรก ทำดีก็ไปสวรรค์เหมือนกัน ไฟที่ก่อจากไม้ต่างวรรณะก็ให้แสงสว่างเท่ากัน ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ต่างวรรณะก็เรียกได้ทั้งสองวรรณะ และทรงยกนิทานฤๅษีอสิตเทวละที่หักล้างพราหมณ์ ๗ ตนผู้หลงในชาติกำเนิดจนตอบไม่ได้ว่าตนคือใครแท้จริง ในที่สุดอัสสลายนะจนแต้ม นิ่
  53. หน้า 573–590 โฆฏมุขสูตร ว่าด้วยบุคคล ๔ จำพวกและหนทางพ้นทุกข์ที่แท้จริง พราหมณ์โฆฏมุขะพบพระอุเทนที่เมืองพาราณสี กล่าวว่าไม่มีนักบวชผู้ประพฤติธรรมแท้จริง พระอุเทนจึงแสดงบุคคล ๔ จำพวก คือ ผู้ทรมานตนเอง ผู้เบียดเบียนผู้อื่น ผู้ทำทั้งสองอย่าง และผู้ไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นซึ่งมีจิตสงบเย็น แล้วอธิบายละเอียดถึงพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น การออกบวช การรักษาศีล การสำรวมอินทรีย์ การเจริญฌาน จนถึงการบรรลุวิชชา ๓ อันเป็นทางแห่งบุคคลจำพวกที่สี่ที่แท้จริง โฆฏมุขะเลื่อมใสขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะทั้งที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว และสร้างศาลาอุปัฏฐานถวายสงฆ์ที่เมืองปาฏลิบุตร ซึ่ง
  54. หน้า 591–605 จังกีสูตร ว่าด้วยการรักษาความจริง การรู้แจ้งความจริง และการบรรลุความจริง พราหมณ์จังกีแห่งหมู่บ้านโอปาสาทะถกเถียงกับพราหมณ์อื่นว่าควรไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าหรือไม่ ในที่สุดตัดสินใจไปพร้อมพราหมณ์จำนวนมาก ระหว่างสนทนา มาณพหนุ่มกาปทิกะขัดจังหวะจนถูกพระพุทธเจ้าห้าม แล้วพระองค์ทรงแสดงหลักสำคัญว่าความเชื่อ ความชอบใจ การฟังตามกันมา การตรึกตรองตามเหตุผล และการเพ่งพินิจทิฏฐิ ล้วนอาจให้ผลจริงหรือเท็จก็ได้ในชาตินี้ จึงไม่ควรปักใจเชื่อสิ่งใดว่าจริงแท้แน่นอนเพียงอย่างเดียว ทรงอธิบายขั้นตอนการรักษาความจริง (สัจจานุรักขนา) การรู้แจ้งความจริงด้วยการพิจารณาว่าครูผู้สอนปราศจากโลภ โกรธ หล
  55. หน้า 606–609 จังกีสูตร (ตอนจบ) ว่าด้วยลำดับธรรมที่นำไปสู่การบรรลุสัจจะ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบพราหมณ์หนุ่ม (กาปทิกภารทวาชะ ในที่ประชุมของจังกีพราหมณ์) ถึงลำดับธรรมที่หนุนกันไปสู่การเข้าถึงสัจจะ เริ่มจากศรัทธา นำไปสู่การเข้าไปหาครู การฟังธรรม การทรงจำธรรม การพิจารณาเนื้อความ การเห็นชอบด้วยปัญญาในธรรม ฉันทะ ความอุตสาหะ การชั่งใจไตร่ตรอง และความเพียร ซึ่งท้ายที่สุดจะนำไปสู่การรู้แจ้งสัจจะได้จริง ไม่ใช่การเชื่อตามๆ กันโดยไม่ไตร่ตรอง เมื่อจบพระธรรมเทศนา พราหมณ์เลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต เป็นการจบจังกีสูตร
  56. หน้า 610–622 เอสุการีสูตร ว่าด้วยการรับใช้และวรรณะที่แท้จริงไม่ได้ขึ้นกับชาติกำเนิด เอสุการีพราหมณ์ทูลถามพระพุทธเจ้าเรื่องที่พราหมณ์บัญญัติการรับใช้ (ปาริจริยา) และทรัพย์ประจำวรรณะไว้ตายตัวตามชาติกำเนิด เช่น ศูทรมีหน้าที่รับใช้ศูทรเท่านั้น พระองค์ทรงปฏิเสธมุมมองแบบเหมารวมนี้ โดยชี้ว่าควรพิจารณาว่าการรับใช้หรือการประกอบอาชีพนั้นทำให้ชีวิตดีขึ้นหรือเลวลง ไม่ใช่ตัดสินจากชาติกำเนิด และตรัสว่าทรัพย์ที่แท้จริงของมนุษย์คือธรรมอันประเสริฐเหนือโลก ไม่ใช่ทรัพย์ตามวรรณะ พระองค์ทรงเปรียบเทียบว่าไม่ว่าจะมาจากตระกูลใด เมื่อออกบวชปฏิบัติตามธรรมวินัยของพระองค์แล้วย่อมบรรลุผลได้เท่ากัน ดุจไฟที่
  57. หน้า 623–640 ธนัญชานิสูตร ว่าด้วยความไม่ประมาทและการนำสู่พรหมโลก พระสารีบุตรทราบว่าธนัญชานิพราหมณ์อาศัยอำนาจพระราชาเบียดเบียนพราหมณ์คหบดี และอาศัยพราหมณ์คหบดีเบียดเบียนพระราชา จึงไปเยี่ยมและถามถึงความไม่ประมาท ธนัญชานิอ้างว่าต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ ภรรยาบุตร คนรับใช้ มิตร ญาติ แขก บรรพบุรุษ เทวดา และราชการ จึงไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม พระสารีบุตรจึงซักถามให้เห็นว่าไม่มีใครที่ทำชั่วเพื่อคนเหล่านี้แล้วจะรอดพ้นนรกได้ และชี้ว่ามีอาชีวะที่ชอบธรรมซึ่งเลี้ยงดูคนเหล่านั้นได้โดยไม่ต้องทำบาป ต่อมาเมื่อธนัญชานิป่วยหนักใกล้ตาย ได้ขอให้พระสารีบุตรไปเยี่ยม ท่านจึงแสดงลำดับภพภูมิที่ป
  58. หน้า 641–649 วาเสฏฐสูตร ว่าด้วยความเป็นพราหมณ์ที่แท้จริงเกิดจากกรรมไม่ใช่ชาติกำเนิด มาณพหนุ่มสองคนคือวาเสฏฐะและภารทวาชะโต้เถียงกันว่าอะไรทำให้คนเป็นพราหมณ์ ฝ่ายภารทวาชะเห็นว่าต้องเกิดในตระกูลบริสุทธิ์เจ็ดชั่วโคตร ส่วนวาเสฏฐะเห็นว่าอยู่ที่ศีลและข้อวัตรปฏิบัติ เมื่อตกลงกันไม่ได้จึงไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงแสดงด้วยคาถายาวว่าสัตว์และพืชต่างชนิดมีลักษณะบ่งบอกชาติกำเนิดต่างกันชัดเจน แต่มนุษย์ไม่มีลักษณะเช่นนั้นเลย คนเป็นชาวนา ช่างฝีมือ พ่อค้า คนรับใช้ โจร นักรบ ปุโรหิต หรือกษัตริย์ก็ด้วยการกระทำ (กรรม) ของตน ไม่ใช่ชาติกำเนิด และทรงนิยามพราหมณ์ที่แท้จริงว่าคือผู้ตัดกิเลสเครื่องผู
  59. หน้า 650–660 สุภสูตร (ตอนต้น) ว่าด้วยการหักล้างข้ออ้างของพราหมณ์เรื่องคฤหัสถ์-บรรพชิตและปัญจธรรม สุภมาณพ บุตรโตเทยยพราหมณ์ เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เชตวันตามคำแนะนำของเจ้าบ้าน แล้วทูลถามว่าพราหมณ์กล่าวว่าคฤหัสถ์เท่านั้นที่ประสบผลสำเร็จในธรรม ส่วนบรรพชิตไม่ประสบผลสำเร็จ จริงหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสตอบแบบแยกแยะ (วิภัชวาท) ว่าไม่ได้ขึ้นกับสถานภาพ แต่ขึ้นกับว่าปฏิบัติถูกทางหรือผิดทาง ทรงเปรียบการทำนากับการค้าขายเพื่อแสดงว่ากิจใหญ่อาจไร้ผลถ้าล้มเหลว ส่วนกิจเล็กอาจได้ผลมากถ้าสำเร็จ เมื่อสุภมาณพยกอ้างธรรมห้าประการที่พราหมณ์ถือว่านำมาซึ่งบุญ (สัจจะ ตบะ พรหมจรรย์ การท่องมนต์ และจาคะ) พระองค์ทรงชี้ว่าไม่
  60. หน้า 661–666 สุภสูตร (ตอนจบ) - ทางไปเกิดร่วมกับพรหมและการประกาศตนเป็นอุบาสกของสุภมาณพ พระพุทธเจ้าตรัสตอบสุภมาณพ โตเทยยบุตร ต่อจากเรื่องบุญกิริยาวัตถุ ๕ ประการที่พราหมณ์บัญญัติไว้ (พูดความจริง มีตบะ ประพฤติพรหมจรรย์ สาธยายมาก และเสียสละมาก) ว่าธรรมเหล่านี้พบมากในผู้บวชมากกว่าคฤหัสถ์ เพราะคฤหัสถ์มีภาระมาก ส่วนนักบวชมีภาระน้อยจึงรักษาได้เต็มที่ และแท้จริงแล้วธรรมทั้งหมดนี้เป็นเครื่องอบรมจิตให้ไม่มีเวรไม่เบียดเบียนผู้อื่น เมื่อสุภมาณพถามถึงทางไปเกิดเป็นเพื่อนกับพรหม พระพุทธเจ้าทรงสอนการแผ่เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาไปทั่วทุกทิศอย่างไม่มีประมาณ ว่าเป็นทางนั้น สุภมาณพเลื่อมใสจึงประกา
  61. หน้า 667–689 สคารวสูตร - พระพุทธเจ้าทรงเล่าประวัติการแสวงหาทางตรัสรู้แก่สคารวมาณพ ที่หมู่บ้านปัจจลกัปปะ นางพราหมณีธนัญชานีผู้เลื่อมใสในพระรัตนตรัยเปล่งอุทานนอบน้อมพระพุทธเจ้า ทำให้สคารวมาณพผู้เรียนจบไตรเพทไม่พอใจ จนมารดาอธิบายว่าเขายังไม่รู้จักคุณธรรมของพระพุทธเจ้า เมื่อพระองค์เสด็จมาถึง สคารวมาณพจึงเข้าเฝ้าทูลถามเรื่องสมณพราหมณ์ที่อ้างว่าบรรลุธรรมขั้นสูงสุดในชาตินี้ พระพุทธเจ้าทรงจำแนกเป็นสามพวกคือ พวกเชื่อตามตำรา พวกเชื่อตามการคาดคะเนเอาเอง และพวกที่รู้แจ้งด้วยตนเองในธรรมที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนซึ่งพระองค์ทรงจัดพระองค์อยู่ในพวกหลังนี้ จากนั้นพระองค์ทรงเล่าประวัติการออกผนวชทั้ง