มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
ฉบับ มมร. · เล่ม ๑๘ · หน้า ๕๓๐ · ข้อ 346
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

กุศลจิตแม้ที่เป็นไปในภูมิ ๔ ว่าเป็นสัจจะครึ่งหนึ่งเท่านั้น เพราะเมาในพระบาลีว่า สมุทัยสัจ จัดเป็นอกุศล มัคคสัจจัดเป็นกุศล นิโรธสัจ จัดเป็นอัพยากฤต ทุกขสัจบางคราวเป็นกุศล บางคราวเป็นอกุศล บางคราวเป็นอัพยากฤต มิใช่หรือ เมื่อเป็นเช่นนี้ เพราะเหตุไร พระมหาเถระ จึงกล่าวว่ากุศลธรรม เหล่านี้รวมลงในอริยสัจ ๔ เล่า. แก้ว่า เพราะกุศลธรรมเหล่านั้นรวมอยู่ใน

สัจจะทั้งหลาย. จริงอยู่ สิกขาบท ๑๕๐ สิกขาบทที่ให้สำเร็จประโยชน์

ย่อมเป็นอธิสีลสิกขา อย่างหนึ่ง ภิกษุแม้ศึกษาอธิสีลสิกขานั้น พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าทรงแสดงว่า ชื่อว่าศึกษาสิกขา ๓ ดังในพระบาลีนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิกขาบท ๑๕๐ สิกขาบทที่สำเร็จประโยชน์นี้ ย่อมสวดกันทุกกึ่งเดือนที่เหล่า กุลบุตรผู้หวังประโยชน์ ศึกษากันอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิกขา ๓ เหล่านี้ คือ อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา เพราะสิกขาบท ๑๕๐ สิกขาบทนั้น รวมอยู่ในสิกขาทั้งหลาย เปรียบเหมือนรอยเท้าของสัตว์ทั้งหลาย มีสุนัขจิ้งจอก กระต่าย และเนื้อเป็นต้น ย่อมลงในส่วน ๑ ก็ดี ย่อมลงในส่วน ๒-๓-๔ ก็ดี ชื่อว่าใน ๔ ส่วนแห่งรอยเท้าช้างเชือกหนึ่ง ย่อมรวมลงในรอยเท้าช้างทั้ง นั้น ไม่พ้นจากรอยเท้าช้าง เพราะรวมอยู่ในรอยเท้าช้างนั้นเท่านั้น ฉันใด ธรรม ทั้งหลาย ที่นับลงในสัจ ๑ ก็ดี ๒ ก็ดี ๓ ก็ดี ๔ ก็ดี ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อม นับรวมในสัจจะ ๔ ทั้งนั้น เพราะธรรมทั้งหลายรวมอยู่ในสัจจะทั้งหลาย เพราะ เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวถึงกุศลธรรมแม้ที่รวมเข้าในสัจจะครึ่งว่า ธรรมเหล่านั้น ทั้งหมดย่อมรวมลงในอริยสัจ ๔.

คำที่ควรกล่าวในบทอุทเทสว่า ทุกฺเข อริยสจฺเจ เป็นต้น และ ในบทนิทเทสว่า ชาติปิ ทุกฺขา เป็นต้นทั้งหมดได้กล่าวไว้แล้ว ในวิสุทธิมรรค. แต่ในที่นี้พึงทราบเฉพาะลำดับเทศนา อย่างเดียว. เหมือนอย่างว่า ช่างสาน ผู้ฉลาด ได้ไม้ไผ่ที่ดีมาลำ ๑ ตัดเป็น ๑ ท่อน จาก ๔ ท่อนนั้น เว้นไว้ ๓