เหล่านี้ แก่บุคคลผู้เว้นบุคคลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ผู้เสพ
คบ เข้าไปนั่งใกล้บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น ผู้พิจารณาฌาน
และวิโมกข์.
ปัญญินทรีย์ย่อมบริสุทธิ์ด้วยเหตุ ๓ ประการ
เหล่านี้ แก่บุคคลผู้เว้นบุคคลผู้ไม่มีปัญญา ผู้เสพ คบ
เข้าไปนั่งใกล้บุคคลผู้มีปัญญา ผู้พิจารณาญาณจริยา
อันลึกซึ้ง.
ก็บทว่า คมฺภีรญาณจริยํ ปจฺจเวกฺขโต ในพระบาลีนั้น มีความว่า ผู้พิจารณาลำดับขันธ์๑ ลำดับอินทรีย์ พละ และโพชฌงค์ ลำดับมรรค
และลำดับผลอันละเอียดสุขุม. ก็พระโยคาวจรผู้เริ่มบำเพ็ญกรรมฐาน
ไม่กระทำความยึดมั่นด้วยอำนาจแห่งเหตุละ ๓ ๆ เหล่านี้ เริ่มตั้งความ ยึดมั่นในศรัทธาธุระเป็นต้น อบรมให้เจริญขึ้น ในที่สุดละขาดได้ ย่อม
ถือเอาพระอรหัต. พระโยคาวจรนั้น ชื่อว่าเจริญอินทรีย์เหล่านี้จนกระทั่ง
พระอรหัตมรรค. เมื่อบรรลุพระอรหัตผลแล้ว ย่อมชื่อว่าเป็นผู้เจริญ
อินทรีย์. ท่านกล่าวอินทรีย์แม้ทั้ง ๕ นี้ เป็นทั้งโลกิยะและโลกุตระ ด้วย
ประการฉะนี้.
ในสัทธาพละเป็นต้น ศรัทธานั่นแหละเป็นพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหว เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า สัทธาพละ. แม้ใน วิริยพละ เป็นต้น ก็มีนัยเหมือนสัทธาพละนั้นแล. ก็ศรัทธาในอธิการว่าด้วยพละนี้
ย่อมไม่หวั่นไหวด้วยความไม่เชื่อ. ความเพียรย่อมไม่หวั่นไหวด้วยความ
เกียจคร้าน. สติย่อมไม่หวั่นไหวด้วยความหลงลืมสติ. สมาธิย่อมไม่
๑. ฎีกาแก้ว่า ความที่ขันธ์ทั้งหลายเป็นต่าง ๆ กันโดยสภาวะ ชาติ และภูมิเป็นต้น.