ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
ฉบับ มมร. · เล่ม ๓๙ · หน้า ๓๕๒ · ข้อ 10
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

พรรณนาคาถาที่ ๘

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้งทรงแสดงเมตตาภาวนาโดยอาการทั้งปวง อย่างนี้ บัดนี้ เมื่อทรงแสดงการเจริญเมตตาภาวนานั้นนั่นแล จึงตรัสว่า เมตฺตญฺจ สพฺพโลกสฺมึ เป็นต้น.

ในคาถานั้น ชื่อว่า มิตร เพราะรักและรักษา อธิบายว่า ห่วงใย เพราะมีอัธยาศัยมุ่งประโยชน์เกื้อกูล และรักษาให้พ้นจากการมาถึงของสิ่งไม่

เป็นประโยชน์. ความเป็นแห่งมิตร ชื่อว่าเมตตา. บทว่า พสฺพโลกสฺมึ

ได้แก่ ในสัตว์โลกไม่เหลือเลย. มีในใจ เหตุนั้น จึงชื่อว่า มานสะ. ก็คำว่า มานสํ นั้น ท่านกล่าวอย่างนี้ก็เพราะประกอบกับจิต บทว่า ภาวเย แปลว่า

ให้เจริญ. ประมาณของมานสะนั้น ไม่มีเหตุนั้นจึงชื่อว่า อปริมาณ. ท่านกล่าว

อย่างนี้ ก็เพราะเมตตามีสัตว์ไม่มีประมาณเป็นอารมณ์. บทว่า อุทฺธํ แปลว่า

เบื้องบน. ทรงถือเอาอรูปภพด้วยบทนั้น. บทว่า อโธ แปลว่า เบื้องล่าง ทรง

ถือเอากามภพด้วยบทนั้น. บทว่า ติริยํ ได้แก่เบื้องขวาง ทรงถือเอารูปภพ

ด้วยบทนั้น. บทว่า อสมฺพาธํ ได้แก่ เว้นจากความคับแคบ. ท่านอธิบายว่า

มีขอบเขตอันแตกแล้ว [ไม่มีขอบเขต]. ข้าศึกท่านเรียกชื่อว่า ขอบเขต อธิบาย ว่า เป็นไปในที่ไม่มีขอบเขตนั้น. บทว่า อเวรํ ได้แก่ เว้นจากเวร อธิบายว่า เว้นจากความปรากฏแห่งเจตนาก่อเวรแม้ในระหว่าง ๆ บทว่า อสปตฺตํ ได้แก่

ปราศจากข้าศึก. จริงอยู่บุคคลผู้อยู่ ด้วยเมตตา ย่อมเป็นที่รักของมนุษย์เป็น

ที่รักของพวกอมนุษย์. ข้าศึกไร ๆ ของเขาย่อมไม่มี. ด้วยเหตุนั้น มานัสสิ่งที่มี

ในใจของเขานั้น ท่านจึงเรียกว่า อสปัตตะ เพราะปราศจากข้าศึก. ก็คำที่ว่า ข้าศึก ศัตรู. เป็นคำโดยปริยาย. การพรรณนาความตามบทมีเท่านี้ ส่วนการ แสดงความที่ประสงค์ในที่นี้ มีดังนี้.