มหาวรรค ภาค ๒
ฉบับ มมร. · เล่ม ๗ · หน้า ๑๓๗ · ข้อ 82
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

วิหารมีชื่อนี้ สงฆ์สมมติให้เป็นกัปปิยภูมิแล้ว ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้น จงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้.

สมัยต่อมา ชาวบ้านต้มข้าวต้ม หุงข้าวสวย ต้มแกง สับเนื้อ ผ่า ฟืน ส่งเสียงเซ็งแซ่เกรียวกราว ณ สถานที่กัปปิยภูมิ ที่สงฆ์สมมติไว้นั้นแล.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตื่นบรรทมในเวลาปัจจุสมัยแห่งราตรีได้ ทรงสดับเสียงเซ็งแซ่เกรียวกราว และเสียงการ้องก้อง ครั้นแล้วรับสั่งถามท่าน พระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ เสียงเซ็งแช่เกรียวกราว และเสียงการ้องก้องนั้น อะไรกันหนอ.

ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า บัดนี้ชาวบ้านมาต้ม ข้าวต้ม หุงข้าวสวย ต้มแกง สับเนื้อ ผ่าฟืน ณ สถานที่กัปปิยภูมิ ซึ่งสงฆ์สมมติ ไว้นั้นแล เสียงเซ็งแซ่เกรียวกราว และเสียงการ้องนั่นคือเสียงนั้น พระพุทธ- เจ้าข้า.

พระพุทธานุญาตกัปปิภูมิ ๓ ชนิด

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมมีกถา ในเพราะเหตุเป็น ข้าวต้ม ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้สถานที่กัปปิยภูมิซึ่งสงฆ์สมมติ รูปใดใช้ ต้องอาบัติ ทุกกฏ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสถานที่กัปปิยภูมิ ๓ ชนิด คือ อุสสาว- นันติกา ๑ โคนิสาทิกา ๑ คหปติกา ๑.

พระพุทธานุญาติกัปปิยภูมิ ๔ ชนิด

สมัยต่อมา ท่านพระยโสชะอาพาธ ชาวบ้านนำเภสัชมาถวายท่าน ภิกษุทั้งหลายให้เก็บเภสัชเหล่านั้นไว้ข้างนอก สัตว์กินเสียบ้าง ขโมยลักไป