สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค
บาลีสยามรัฐ · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๑๘ · ๔๘๙ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๖๑ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๗ อนิจฺจวคฺโค ปฐโม พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าอายตนะภายในทั้งหก (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) และอายตนะภายนอกทั้งหก (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์) ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน ไม่ควรยึดถือว่าเป็นเรา เป็นของเรา เมื่อเห็นตามความเป็นจริงเช่นนี้ อริยสาวกย่อมเบื่อหน่ายคลายกำหนัดและหลุดพ้น พระธรรมเทศนานี้ยังขยายการพิจารณาไปถึงอายตนะในอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นการปูพื้นฐานหลักไตรลักษณ์ที่จะใช้ตลอดทั้งสังยุตต์นี้ (เล่มนี้เปิดต้นด้วยชื่อ "สฬายตนวคฺโค" ภาคที่สี่ของสังยุตตนิกาย ไม่ได้ต่อเนื้อหาขันธวรรคจากเล่มก่อน)
- หน้า ๘–๑๐ ปุพฺเพสมฺโพธสูตร (การพิจารณาก่อนตรัสรู้) พระพุทธเจ้าทรงย้อนเล่าถึงสมัยยังเป็นพระโพธิสัตว์ก่อนตรัสรู้ ทรงพิจารณาหาคำตอบว่าอะไรคือคุณ (อัสสาทะ) โทษ (อาทีนวะ) และทางออก (นิสสรณะ) ของอายตนะภายในและภายนอกทั้งหก ทรงพบว่าสุขโสมนัสที่เกิดจากอายตนะคือคุณ ความไม่เที่ยงแปรปรวนคือโทษ และการกำจัดฉันทราคะคือทางออก การหยั่งรู้ครบทั้งสามด้านนี้เองที่ทำให้ทรงกล้าประกาศพระองค์เป็นผู้ตรัสรู้ชอบในโลก
- หน้า ๑๐–๑๒ อสฺสาทปริเยสนสูตร พระพุทธเจ้าตรัสเล่าว่าพระองค์ได้เสาะแสวงหาคุณ โทษ และทางออกของอายตนะภายในและภายนอกด้วยพระองค์เองจนทรงเห็นแจ้งด้วยปัญญา การรู้แจ้งครบทั้งสามด้านนี้คือที่มาของญาณทัสสนะและวิมุตติอันไม่กำเริบ เป็นการยืนยันหลักการเดียวกับพระสูตรก่อนหน้าแต่เน้นย้ำประสบการณ์ตรงส่วนพระองค์
- หน้า ๑๒–๑๖ โน เจทํ สูตร (เหตุที่สัตว์ติดใจ เบื่อหน่าย และหลุดพ้นได้) ทรงแสดงเหตุผลว่าเพราะเหตุใดสัตว์ทั้งหลายจึงยังยินดีติดใจ เบื่อหน่าย และปลีกตัวออกจากอายตนะได้ คือเพราะอายตนะมีทั้งคุณ โทษ และทางออกอยู่จริง หากไม่มีคุณสัตว์ก็จะไม่ติดใจ หากไม่มีโทษสัตว์ก็จะไม่เบื่อหน่าย หากไม่มีทางออกสัตว์ก็จะไม่มีทางหลุดพ้นได้เลย พระสูตรนี้อธิบายกลไกทางจิตที่ทำให้สัตว์ยังเวียนว่ายอยู่กับอายตนะทั้งหก
- หน้า ๑๖–๑๗ อภินนฺทสูตร ผู้ใดเพลิดเพลินในอายตนะไม่ว่าภายในหรือภายนอก ผู้นั้นชื่อว่าเพลิดเพลินในทุกข์ และย่อมไม่พ้นจากทุกข์ ในทางตรงข้าม ผู้ไม่เพลิดเพลินในอายตนะย่อมไม่เพลิดเพลินในทุกข์และย่อมพ้นจากทุกข์ได้ พระสูตรสั้นนี้ชี้ให้เห็นว่าความเพลิดเพลินยินดี (นันทิ) นั่นเองคือรากเหง้าที่ผูกมัดสัตว์ไว้กับทุกข์
- หน้า ๑๗–๑๘ อุปฺปาทสูตร (ความเกิดความดับแห่งอายตนะ) ความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ บังเกิด ปรากฏของอายตนะทั้งหก คือความเกิดขึ้นของทุกข์ ความตั้งอยู่ของโรค และความปรากฏของชราและมรณะ ส่วนความดับ ความสงบระงับของอายตนะ คือความดับของทุกข์ ความสงบของโรค และความสิ้นไปของชราและมรณะ แสดงให้เห็นความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างอายตนะกับการเกิดและการดับแห่งทุกข์ จบวรรคที่สอง (ยมกวคฺโค) ที่หน้านี้
- หน้า ๑๙ สัพพสูตร (นิยามคำว่า "สิ่งทั้งปวง") พระพุทธเจ้าทรงให้นิยามคำว่า "สิ่งทั้งปวง" (สัพพัง) ไว้ชัดเจนว่าหมายถึงอายตนะภายในหกและอายตนะภายนอกหกเท่านั้น คือ ตา-รูป หู-เสียง จมูก-กลิ่น ลิ้น-รส กาย-โผฏฐัพพะ ใจ-ธรรมารมณ์ ทรงเตือนว่าผู้ใดอ้างว่าจะปฏิเสธสิ่งทั้งปวงนี้แล้วบัญญัติสิ่งอื่นขึ้นแทน คำพูดนั้นเป็นเพียงลมปากเพราะพิสูจน์ไม่ได้ พระสูตรนี้วางกรอบสำคัญว่าประสบการณ์ทั้งหมดของมนุษย์ไม่พ้นไปจากอายตนะสิบสอง
- หน้า ๑๙–๒๑ สพฺพปหานธรรมสูตร ทรงแสดงธรรมว่าด้วยการละสิ่งทั้งปวง คือควรละอายตนะภายในหก อายตนะภายนอกหก วิญญาณที่เกิดจากอายตนะ ผัสสะ และเวทนาที่เกิดจากผัสสะนั้นทั้งหมด เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเหตุแห่งความยึดติด ในพระสูตรที่สองทรงย้ำหลักการเดียวกันโดยเพิ่มมิติของการรู้ยิ่งและกำหนดรู้ (อภิญญาปริญญา) เข้ามาประกอบการละ
- หน้า ๒๑–๒๓ อนภิชานสูตร (รู้/ไม่รู้สิ่งทั้งปวง) ผู้ใดไม่รู้ยิ่ง ไม่กำหนดรู้ ไม่คลายกำหนัด ไม่ละสิ่งทั้งปวงคืออายตนะทั้งหมด ย่อมไม่สามารถสิ้นทุกข์ได้ ส่วนผู้ที่รู้ยิ่ง กำหนดรู้ คลายกำหนัด และละได้ ย่อมสามารถสิ้นทุกข์ได้ พระสูตรชุดนี้ย้ำเรื่องเดียวกันซ้ำในหลายรูปแบบเพื่อเน้นว่าการรู้แจ้งอายตนะอย่างรอบด้านเป็นเงื่อนไขจำเป็นของการหลุดพ้นจากทุกข์
- หน้า ๒๓–๒๕ อาทิตตปริยายสูตร (พระธรรมเทศนาเรื่องไฟไหม้) ที่คยาสีสะ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุพันรูป (อดีตชฎิลบูชาไฟ) ว่าอายตนะทั้งปวง ตา รูป จักขุวิญญาณ สัมผัสทางตา และเวทนาที่เกิดขึ้น ล้วน "ลุกเป็นไฟ" อยู่ตลอดเวลา ไฟนั้นคือไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ รวมถึงไฟแห่งชาติ ชรา มรณะ โศก และความคับแค้นใจ เมื่ออริยสาวกเห็นดังนี้ย่อมเบื่อหน่ายคลายกำหนัดและหลุดพ้น เมื่อจบพระธรรมเทศนานี้ ภิกษุทั้งพันรูปก็บรรลุอรหัตตผลพร้อมกันทันที นี่คือพระสูตรที่มีชื่อเสียงมากในการบ่งชี้ธรรมชาติของกิเลสที่แผดเผาใจ
- หน้า ๒๕–๒๖ อนฺธภูตสูตร ทรงแสดงว่าอายตนะทั้งปวงเป็น "ของมืดบอด" เพราะถูกครอบงำด้วยชาติ ชรา มรณะ โศก และความคับแค้นใจ ทำให้สัตว์ไม่สามารถเห็นความจริงตามที่เป็นได้ เมื่ออริยสาวกเห็นเช่นนี้ย่อมเบื่อหน่ายคลายกำหนัดจนหลุดพ้นเช่นเดียวกับอาทิตตปริยายสูตรก่อนหน้า
- หน้า ๒๖–๓๑ สพฺพมญฺญิตสมุคฺฆาตสูตร (ปฏิปทาถอนความสำคัญมั่นหมาย) ทรงแสดงข้อปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับถอนความสำคัญมั่นหมาย (มัญญนา) ในอายตนะทั้งปวง คือไม่สำคัญมั่นหมายว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องเป็นเรา เป็นของเรา หรือมีอยู่ในตน เพราะความสำคัญมั่นหมายนั่นเองที่ทำให้สัตว์โลกยึดติดในภพและเพลิดเพลินในภพ พระสูตรท้ายวรรคใช้วิธีถามตอบแบบไตรลักษณ์ (นิจจัง-อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา) นำภิกษุไปสู่ข้อสรุปเดียวกันคือการไม่ยึดถืออายตนะใดๆ ว่าเป็นตัวตนจนหลุดพ้นในที่สุด จบวรรคที่สาม (สพฺพวคฺโค) ที่หน้านี้
- หน้า ๓๒–๓๓ ชาติธมฺมวคฺโค จตุตฺโถ ชุดพระสูตรสั้นๆ ซ้ำรูปแบบเดียวกันต่อเนื่องกันสิบเรื่อง แสดงว่าอายตนะทั้งปวงมีธรรมดาคือต้องเกิด ต้องแก่ ต้องเจ็บป่วย ต้องตาย ต้องเศร้าโศก ต้องเศร้าหมอง ต้องสิ้นไป ต้องเสื่อมไป มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา และมีความดับไปเป็นธรรมดา เมื่อเห็นตามความเป็นจริงเช่นนี้ อริยสาวกย่อมเบื่อหน่ายในอายตนะทั้งปวงจนหลุดพ้น เนื้อหาถูกย่อสั้นมากในสูตรหลังๆ เพราะซ้ำโครงสร้างเดียวกับสูตรแรก จบวรรคที่สี่ที่หน้านี้
- หน้า ๓๔–๓๖ อนิจฺจวคฺโค ปญฺจโม ชุดพระสูตรสั้นในทำนองเดียวกับวรรคก่อน แสดงว่าอายตนะทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ควรรู้ยิ่ง ควรกำหนดรู้ ควรละ ควรทำให้แจ้ง ถูกเบียดเบียนและถูกกลุ้มรุมด้วยชาติชราพยาธิมรณะ เป็นการย้ำหลักไตรลักษณ์ในหลากหลายแง่มุมเพื่อให้ภิกษุพิจารณาได้รอบด้าน ท้ายวรรคมีบทสรุปว่าจบปัณณาสกะแรก คือห้าสิบสูตรแรกของสฬายตนวรรค
- หน้า ๓๗–๓๙ อวิชฺชาวคฺโค ปฐโม (การละอวิชชา สังโยชน์ อาสวะ อนุสัย) ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามว่ารู้เห็นอย่างไรอวิชชาจึงจะถูกละและวิชชาจึงจะเกิดขึ้น พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าเมื่อรู้เห็นอายตนะทั้งหกโดยความเป็นของไม่เที่ยงเท่านั้น อวิชชาก็จะถูกละและวิชชาก็จะเกิด พระสูตรต่อๆ มาซ้ำโครงสร้างเดียวกันแต่เปลี่ยนหัวข้อเป็นการละสังโยชน์ อาสวะ และอนุสัย ด้วยการรู้เห็นอายตนะโดยความไม่เที่ยงหรือความเป็นอนัตตา แสดงให้เห็นว่าการเห็นไตรลักษณ์ในอายตนะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำลายอวิชชาและกิเลสได้ทุกระดับ
- หน้า ๓๙–๔๒ สพฺพูปาทานปริญฺญาสูตร ทรงแสดงธรรมเพื่อกำหนดรู้และทำให้อุปาทานทั้งปวงหมดสิ้น โดยอาศัยหลักปฏิจจสมุปบาท คือ ตาอาศัยรูปเกิดจักขุวิญญาณ การประจวบกันของทั้งสามเป็นผัสสะ ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา เมื่ออริยสาวกเห็นเช่นนี้ย่อมเบื่อหน่ายในทุกขั้นตอนจนถึงเวทนาแล้วหลุดพ้น พร้อมรู้ว่าอุปาทานถูกกำหนดรู้และทำให้หมดสิ้นแล้ว พระสูตรสุดท้ายในกลุ่มนี้ใช้วิธีถามตอบแบบไตรลักษณ์เพื่อยืนยันหลักการเดียวกันอีกครั้ง จบวรรคที่หนึ่ง (อวิชฺชาวคฺโค) ที่หน้านี้
- หน้า ๔๓–๔๖ มิคชาลสูตร (ผู้อยู่ผู้เดียวที่แท้จริง) พระมิคชาละทูลถามความหมายของการ "อยู่ผู้เดียว" (เอกวิหารี) และ "อยู่กับเพื่อนสอง" (สทุติยวิหารี) พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าภิกษุที่ยังเพลิดเพลินติดใจในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์อันน่าใคร่ ชื่อว่ามีตัณหาเป็นเพื่อนสอง แม้อยู่ในป่าคนเดียวก็ไม่ใช่ผู้อยู่ผู้เดียวที่แท้จริง ส่วนผู้ไม่เพลิดเพลินติดใจ แม้อยู่ท่ามกลางหมู่คนก็ชื่อว่าเป็นผู้อยู่ผู้เดียวเพราะละตัณหาซึ่งเป็นเพื่อนแท้ได้แล้ว จากนั้นทรงแสดงธรรมโดยย่อแก่พระมิคชาละว่าความเพลิดเพลิน (นันทิ) เป็นเหตุเกิดทุกข์และความดับนันทิเป็นเหตุดับทุกข์ พระม
- หน้า ๔๖–๔๘ สมิทธิสูตร (มาร สัตว์ ทุกข์ โลก คืออะไร) พระสมิทธิทูลถามความหมายของคำว่า "มาร" พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าที่ใดมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และอารมณ์ที่เกี่ยวข้อง ที่นั่นย่อมมีมารหรือบัญญัติเรื่องมารได้ ที่ใดไม่มีอายตนะเหล่านั้น ที่นั่นก็ไม่มีมาร จากนั้นทรงตอบคำถามในทำนองเดียวกันสำหรับคำว่า "สัตว์" "ทุกข์" และ "โลก" ว่าล้วนเป็นเพียงบัญญัติที่อาศัยอายตนะทั้งหกเป็นฐานเช่นกัน ชี้ให้เห็นว่าแนวคิดนามธรรมต่างๆ ที่มนุษย์ยึดถือล้วนไม่พ้นไปจากประสบการณ์ทางอายตนะ
- หน้า ๔๘–๕๐ อุปเสนสูตร (งูพิษกัด) ขณะพระอุปเสนถูกงูพิษกัด ท่านสั่งให้หามร่างออกไปนอกที่พักเพราะรู้ว่าร่างกายจะแตกสลายคาที่ พระสารีบุตรสังเกตว่าร่างกายและอินทรีย์ของท่านยังไม่มีความผิดปกติใดๆ พระอุปเสนอธิบายว่าผู้ที่ยังยึดถือว่า "นี่ตาของเรา นี่ใจของเรา" เท่านั้นจึงจะมีความแปรปรวนทางกายเมื่อประสบภัย ส่วนท่านเองไม่มีความสำคัญมั่นหมายเช่นนั้นเพราะถอนอหังการมมังการได้หมดสิ้นแล้ว หลังจากนั้นร่างกายของท่านก็แตกสลายไปเหมือนแกลบตามที่ทำนายไว้ เป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการไม่ยึดถือขันธ์แม้ในยามใกล้ตาย
- หน้า ๕๐–๕๒ อุปวาณสูตร (สันทิฏฐิกธรรม) พระอุปวาณทูลถามความหมายของ "ธรรมที่เห็นได้ด้วยตนเอง" (สันทิฏฐิกธรรม) พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าเมื่อภิกษุเห็นรูปด้วยตา ลิ้มรสด้วยลิ้น หรือรู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ แล้วรู้ชัดว่าขณะนั้นมีราคะเกิดขึ้นภายในหรือไม่มี การรู้ชัดตามความเป็นจริงในขณะนั้นเองคือสันทิฏฐิกธรรม ไม่ประกอบด้วยกาล เรียกให้มาพิสูจน์ได้ ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ทรงแสดงทั้งกรณีที่มีราคะและไม่มีราคะเพื่อให้เห็นหลักการตรวจสอบจิตตนเองได้ทันทีในทุกขณะที่รับรู้อารมณ์
- หน้า ๕๒–๕๕ อนสฺสาสสูตร (ผัสสายตนะหกกับที่พึ่งทางใจ) ภิกษุรูปหนึ่งสารภาพว่ารู้สึกไม่สบายใจหมดที่พึ่ง เมื่อได้ฟังว่าผู้ไม่รู้ความเกิด ความดับ คุณ โทษ และทางออกของผัสสายตนะทั้งหกตามความเป็นจริง ยังห่างไกลจากพระธรรมวินัย พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามด้วยวิธีตอบโต้ทีละขั้นให้ภิกษุนั้นพิจารณาด้วยตนเองว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ใช่ตัวตน จนเห็นชัดและคลายความไม่สบายใจ ส่วนภิกษุอีกรูปหนึ่งที่ทูลว่าตนมีที่พึ่งอยู่แล้วก็ได้รับการยืนยันเช่นกันผ่านคำถามชุดเดียวกัน จนในที่สุดผัสสายตนะทั้งหกถูกละได้ทีละอย่างเพื่อความไม่กลับมาเกิดอีก พระสูตรนี้จบวรรคที่สอง (มิคชาลวคฺโค
- หน้า ๕๖–๕๙ คิลานสูตร ว่าด้วยภิกษุอาพาธ (๒ สูตร) พระผู้มีพระภาคเสด็จไปเยี่ยมภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งที่อาพาธหนักตามคำกราบทูลของภิกษุอีกรูป ทรงตรัสถามอาการและความไม่เดือดร้อนใจของภิกษุนั้น เมื่อภิกษุยืนยันว่าไม่มีความรำคาญใจเพราะเข้าใจถูกต้องว่าพระธรรมที่ทรงแสดงมีจุดมุ่งหมายเพื่อคลายกำหนัด (ราควิราคะ) หรือเพื่อดับสนิทโดยไม่ยึดมั่น (อนุปาทาปรินิพพาน) พระองค์จึงตรัสสอนความไม่เที่ยงของอายตนะทั้งหกจนภิกษุนั้นเกิดดวงตาเห็นธรรม สองสูตรนี้มีโครงสร้างเดียวกันทุกประการ ต่างกันเพียงคำตอบเรื่องจุดมุ่งหมายของพรหมจรรย์เท่านั้น
- หน้า ๖๐–๖๑ ราธสูตร ว่าด้วยสิ่งที่ควรละฉันทะ (๓ นัย) พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโดยย่อแก่พระราธะตามคำขอ ตรัสว่าสิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ หรือเป็นอนัตตา สิ่งนั้นควรละฉันทะ (ความพอใจ) เสีย แล้วทรงไล่แสดงอายตนะภายในหก อารมณ์ วิญญาณ ผัสสะ และเวทนาที่เกิดจากผัสสะว่าล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตาตามลำดับสามสูตร คำสอนนี้ชี้ว่ารากเหง้าของทุกข์คือความพอใจติดใจในสิ่งที่ปรวนแปร การเห็นไตรลักษณ์นี้เป็นบันไดสู่การละวางความยึดถือ
- หน้า ๖๑–๖๓ อวิชชาปหานสูตร ว่าด้วยธรรมข้อเดียวที่ละอวิชชา (๒ สูตร) ภิกษุทูลถามว่ามีธรรมข้อเดียวหรือไม่ที่เมื่อละได้แล้วอวิชชาจะดับและวิชชาจะเกิด พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าคืออวิชชานั่นเอง ผู้รู้เห็นอายตนะทั้งหกโดยความเป็นของไม่เที่ยงย่อมละอวิชชาได้ ในสูตรที่สองทรงเสริมว่าผู้ที่ได้สดับว่าธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นย่อมรู้ยิ่ง กำหนดรู้ และเห็นสิ่งทั้งปวงรวมทั้งนิมิตทั้งหลายโดยความเป็นอย่างอื่นไม่ใช่ตัวตน ทั้งสองสูตรชี้ว่าความไม่รู้ตามเป็นจริงในอายตนะคือรากเหง้าของอวิชชา และปัญญาเห็นความไม่เที่ยงคือทางออก
- หน้า ๖๓–๖๔ ปริพาชกปัญหาสูตร ว่าด้วยจุดมุ่งหมายแห่งพรหมจรรย์ ภิกษุกลุ่มหนึ่งกราบทูลว่าถูกนักบวชลัทธิอื่นถามว่าประพฤติพรหมจรรย์ในพระสมณโคดมเพื่ออะไร และตนตอบว่าเพื่อกำหนดรู้ทุกข์ จึงทูลถามว่าตอบถูกต้องหรือไม่ พระพุทธเจ้าทรงรับรองว่าถูกต้อง แล้วทรงสอนต่อว่าหากถูกถามว่าทุกข์นั้นคืออะไร พึงตอบว่าคืออายตนะทั้งหกพร้อมอารมณ์ วิญญาณ ผัสสะ และเวทนาที่เกิดตามมา แสดงให้เห็นว่าแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคือการกำหนดรู้ทุกข์ซึ่งได้แก่ประสบการณ์ทางอายตนะทั้งหมดนั่นเอง
- หน้า ๖๔–๖๕ โลกสูตร ว่าด้วยเหตุที่เรียกว่าโลก ภิกษุทูลถามความหมายของคำว่า "โลก" พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าที่เรียกว่าโลกเพราะเป็นสิ่งที่แตกสลายได้ (ลุชฺชติ) แล้วทรงชี้ว่าอายตนะภายในหก อารมณ์ วิญญาณ ผัสสะ และเวทนาล้วนแตกสลายได้ทั้งสิ้น คำสอนนี้ให้ความหมายทางธรรมแก่คำว่า "โลก" ว่าไม่ได้หมายถึงโลกภายนอกอย่างเดียว แต่หมายถึงประสบการณ์ทางอายตนะทั้งหมดที่ไม่เที่ยงแท้ถาวร
- หน้า ๖๕–๖๖ ผัคคุนสูตร ว่าด้วยไม่มีสิ่งใดบัญญัติพระพุทธเจ้าผู้ปรินิพพานแล้วได้ พระผัคคุนะทูลถามว่ามีตา ลิ้น หรือใจอันจะใช้บัญญัติพระพุทธเจ้าในอดีตผู้ปรินิพพานแล้ว ตัดปปัญจะ ตัดวัฏฏะ สิ้นทุกข์แล้วหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสปฏิเสธซ้ำในทุกกรณีว่าไม่มีตา ลิ้น หรือใจเช่นนั้นที่จะบัญญัติได้ สูตรนี้ชี้ว่าผู้บรรลุปรินิพพานพ้นจากการกำหนดบัญญัติด้วยอายตนะทั้งปวงอย่างสิ้นเชิง ไม่อาจเอ่ยถึงด้วยภาษาหรือแนวคิดใดๆ ได้อีก ปิดท้ายคิลานวรรคที่ ๓
- หน้า ๖๗ โลกสูตร (พระอานนท์) ว่าด้วยสิ่งที่มีสภาพปรวนแปร พระอานนท์ทูลถามความหมายของคำว่าโลก พระพุทธเจ้าตรัสว่าสิ่งใดมีสภาพปรวนแปรแตกสลาย (ปโลกธรรม) สิ่งนั้นเรียกว่าโลกในวินัยของพระอริยะ แล้วทรงแสดงว่าอายตนะทั้งหก อารมณ์ วิญญาณ ผัสสะ และเวทนาล้วนเป็นปโลกธรรมทั้งสิ้น เป็นการเปิดวรรคใหม่คือฉันนวรรคที่ ๔ ด้วยคำสอนสั้นๆ ที่ตอกย้ำว่าโลกคือกระบวนการรับรู้ที่ไม่เที่ยงนั่นเอง
- หน้า ๖๗–๖๘ สุญญโลกสูตร ว่าด้วยโลกว่างเปล่า พระอานนท์ทูลถามว่าเหตุใดจึงกล่าวว่า "โลกว่างเปล่า" พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าเพราะโลก คืออายตนะทั้งหกพร้อมอารมณ์ วิญญาณ ผัสสะ และเวทนา ว่างเปล่าจากตัวตนหรือจากสิ่งที่เป็นของตัวตน คำสอนนี้เป็นรากฐานสำคัญของหลักอนัตตาที่แสดงว่าประสบการณ์ทางอายตนะทั้งหมดไม่มีแก่นสารที่เป็นตัวตนให้ยึดถือ
- หน้า ๖๘–๖๙ สังขิตตธรรมสูตร (พระอานนท์) ว่าด้วยความไม่เที่ยงแห่งอายตนะ พระอานนท์ทูลขอพระธรรมเทศนาโดยย่อเพื่อนำไปปฏิบัติผู้เดียว พระพุทธเจ้าทรงแสดงสูตรมาตรฐานว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พร้อมอารมณ์ วิญญาณ ผัสสะ และเวทนาล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ควรเห็นว่าเป็นตัวตน เมื่อเห็นดังนี้อริยสาวกย่อมเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และหลุดพ้น เป็นแม่บทคำสอนที่ปรากฏซ้ำหลายครั้งในสังยุตต์นี้เพื่อเน้นย้ำไตรลักษณ์
- หน้า ๖๙–๗๕ ฉันนสูตร ว่าด้วยพระฉันนะปลงชีวิตด้วยศัสตรา พระฉันนะอาพาธหนักทุกข์ทรมานแสนสาหัส เมื่อพระสารีบุตรและพระมหาจุนทะไปเยี่ยม ท่านแสดงเจตนาจะใช้ศัสตราปลงชีวิตตนเองเพราะทนทุกข์ไม่ไหว พระมหาจุนทะจึงสอนว่าไม่พึงเห็นตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พร้อมอารมณ์และวิญญาณว่าเป็นตัวตนของตน เมื่อจิตไม่ยึดติดสิ่งใดย่อมสงบระงับ พระฉันนะยืนยันว่าเห็นเช่นนั้นอยู่แล้วแต่หลังทั้งสองจากไปก็ยังใช้ศัสตราปลงชีวิต เมื่อพระสารีบุตรทูลถามคติของท่าน พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ทิ้งกายนี้แล้วยึดถือกายอื่นต่อไปเท่านั้นที่ควรตำหนิ ส่วนพระฉันนะปลงชีวิตโดยไม่มีความยึดติดเหลืออยู่จึงไม่ควรถ
- หน้า ๗๕–๘๐ ปุณณสูตร ว่าด้วยพระปุณณะไปเผยแผ่ธรรมที่สุนาปรันตะ พระปุณณะทูลขอพระธรรมเทศนาโดยย่อ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าเมื่อภิกษุยินดีเพลิดเพลินในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์อันน่าปรารถนา ความเพลิดเพลินย่อมเกิดขึ้นและเป็นเหตุแห่งทุกข์ ตรงข้ามหากไม่เพลิดเพลินทุกข์ย่อมดับ เมื่อพระปุณณะทูลลาไปจำพรรษาที่แคว้นสุนาปรันตะซึ่งผู้คนขึ้นชื่อว่าดุร้าย พระพุทธเจ้าทรงถามทดสอบใจท่านทีละขั้นหากถูกด่า ถูกทำร้ายด้วยมือ ก้อนดิน ไม้ ศัสตรา จนถึงถูกฆ่า ท่านตอบด้วยความสงบมั่นคงทุกครั้งว่าจะเห็นเป็นความดีที่ไม่ต้องทนทุกข์มากไปกว่านั้น พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญและอนุญาต ท่านไปเผ
- หน้า ๘๐–๘๑ พาหิยสูตร ว่าด้วยการแสดงธรรมโดยย่อแก่พระพาหิยะ พระพาหิยะทูลขอพระธรรมเทศนาโดยย่อ พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักไตรลักษณ์มาตรฐานว่าอายตนะทั้งหกพร้อมอารมณ์ วิญญาณ ผัสสะ และเวทนาล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน เมื่อเห็นดังนี้ย่อมเบื่อหน่ายคลายกำหนัดและหลุดพ้น พระพาหิยะนำไปปฏิบัติอย่างไม่ประมาทจนบรรลุอรหัตตผลในเวลาไม่นาน
- หน้า ๘๑–๘๔ เอชาสูตร ว่าด้วยการไม่สำคัญมั่นหมายในอายตนะ พระพุทธเจ้าตรัสว่าตัณหาความหวั่นไหว (เอชา) เป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศรปักใจ พระตถาคตจึงดำรงอยู่โดยปราศจากเอชาและถอนลูกศรได้แล้ว ทรงสอนว่าภิกษุไม่ควรสำคัญมั่นหมายในตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และอารมณ์ต่างๆ ไม่ว่าโดยความเป็นสิ่งนั้น อยู่ในสิ่งนั้น มาจากสิ่งนั้น หรือเป็นของตน เพราะการสำคัญมั่นหมายเช่นนี้เองทำให้สรรพสิ่งกลายเป็นไปตามที่คิด และทำให้สัตว์โลกติดอยู่ในภพยินดีในภพ ผู้ไม่สำคัญมั่นหมายเช่นนี้ย่อมไม่ยึดถือสิ่งใดในโลกและปรินิพพานได้ในที่สุด
- หน้า ๘๔–๘๗ ทวยสูตร ว่าด้วยธรรมคู่และวิญญาณอาศัยธรรมคู่เกิด พระพุทธเจ้าทรงแสดง "คู่" (ทฺวยํ) คืออายตนะภายในหกกับอารมณ์ภายนอกหก และตรัสว่าผู้ใดอ้างจะละคู่นี้แล้วบัญญัติคู่ใหม่ขึ้นแทนย่อมเป็นไปไม่ได้เพราะเกินวิสัย ในสูตรถัดมาทรงอธิบายว่าวิญญาณแต่ละอย่าง เช่น จักขุวิญญาณ เกิดขึ้นได้เพราะอาศัยคู่นั้นๆ กระทบกัน ทั้งอายตนะ อารมณ์ และวิญญาณล้วนไม่เที่ยงแปรปรวน ผัสสะคือการประชุมกันของธรรมสามอย่างนี้ ปิดท้ายฉันนวรรคที่ ๔ ด้วยการเชื่อมโยงกระบวนการรับรู้ทั้งหมดเข้ากับความไม่เที่ยง
- หน้า ๘๘–๘๙ สังวรสูตรและอสังวรสูตร (ผัสสายตนะ) พร้อมคาถาสรุป พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าผัสสายตนะทั้งหกหากไม่ฝึก ไม่คุ้มครอง ไม่รักษา ไม่สำรวม ย่อมนำไปสู่ความทุกข์ แต่หากฝึกดี คุ้มครองดี รักษาดี สำรวมดี ย่อมนำไปสู่ความสุข จากนั้นทรงแสดงคาถาขยายความว่าเมื่อเห็นรูปที่ชอบใจหรือไม่ชอบใจ ได้ยินเสียง ได้กลิ่น ลิ้มรส หรือถูกต้องสัมผัสใด ก็ไม่พึงยินดียินร้ายจนเอนเอียง หากภิกษุอบรมใจให้มั่นคงต่ออายตนะทั้งหกได้ ย่อมข้ามพ้นชาติและมรณะ เปิดวรรคใหม่คือฉฬวรรคที่ ๕
- หน้า ๘๙–๙๕ มาลุกยปุตตสูตร ว่าด้วยเห็นสักว่าเห็น พระมาลุกยบุตรผู้ชราภาพทูลขอพระธรรมเทศนาโดยย่อ พระพุทธเจ้าทรงถามว่าในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์ที่ยังไม่เคยรับรู้มาก่อนนั้น มีความพอใจหรือกำหนัดอยู่หรือไม่ ท่านตอบว่าไม่มี พระองค์จึงสอนหลักสำคัญว่า "ในสิ่งที่เห็นก็สักว่าเห็น ในสิ่งที่ได้ยินก็สักว่าได้ยิน" ไม่ปรุงแต่งเพิ่มเติม เมื่อทำได้เช่นนี้ย่อมไม่มีตัวตนติดข้องในสิ่งที่รับรู้ นับเป็นที่สุดแห่งทุกข์ พระมาลุกยบุตรแสดงความเข้าใจด้วยคาถาว่าผู้มีสติหลงลืมเมื่อเห็นสิ่งอันเป็นที่รักย่อมเกิดเวทนาพอกพูนทุกข์ ส่วนผู้มีสติสมบูรณ์ย่อมไม่ติดข้อ
- หน้า ๙๕–๙๗ ปริหานสูตรและอภิภายตนสูตร ว่าด้วยความเสื่อมและความไม่เสื่อมจากกุศลธรรม พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าเมื่อภิกษุเห็นรูปเป็นต้นแล้วเกิดอกุศลวิตกที่ผูกมัดใจ แล้วยอมให้ครอบงำใจไม่ละทิ้ง นั่นคือความเสื่อมจากกุศลธรรม แต่หากละทิ้งขจัดออกไปได้ นั่นคือความไม่เสื่อม จากนั้นทรงแสดง "อภิภายตนะ" คือภาวะที่อกุศลธรรมไม่เกิดขึ้นเลยเมื่อกระทบอารมณ์ทางอายตนะทั้งหก ซึ่งเรียกว่าอายตนะที่ถูกครอบงำแล้ว คำสอนนี้ชี้ทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการรักษาจิตไม่ให้อกุศลธรรมเติบโตเมื่อกระทบอารมณ์
- หน้า ๙๗–๙๘ ปมาทวิหารีสูตร ว่าด้วยผู้อยู่ด้วยความประมาทและไม่ประมาท พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าภิกษุผู้ไม่สำรวมอินทรีย์เมื่อกระทบอารมณ์ จิตย่อมกระจัดกระจาย ปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิไม่เกิด จิตไม่ตั้งมั่น ธรรมทั้งหลายไม่ปรากฏ เรียกว่าผู้อยู่ด้วยความประมาท ในทางตรงข้ามผู้สำรวมอินทรีย์ดีย่อมเกิดปราโมทย์ ปีติ ความสงบกาย สุข จิตตั้งมั่น และธรรมปรากฏ เรียกว่าผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท แสดงห่วงโซ่เหตุปัจจัยจากการสำรวมอินทรีย์ไปสู่สมาธิและปัญญา
- หน้า ๙๘–๙๙ สังวรสูตร ว่าด้วยความสำรวมและไม่สำรวม พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าเมื่อภิกษุพบรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือธรรมารมณ์ที่น่าปรารถนาแล้วยินดีเพลิดเพลินติดใจอยู่ ถือเป็นความเสื่อมจากกุศลธรรมเพราะขาดความสำรวม แต่หากไม่ยินดีเพลิดเพลินติดใจ ถือเป็นความไม่เสื่อมเพราะมีความสำรวม สูตรนี้เน้นว่าความสำรวมมิใช่การหลีกเลี่ยงการรับรู้อารมณ์ แต่คือการไม่ปล่อยใจให้ไหลตามความยินดีในอารมณ์นั้น
- หน้า ๙๙–๑๐๐ สมาธิสูตรและปฏิสัลลานสูตร ว่าด้วยการเจริญสมาธิและความสงัด พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ภิกษุเจริญสมาธิ เพราะผู้มีจิตตั้งมั่นย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พร้อมอารมณ์ วิญญาณ ผัสสะ และเวทนาล้วนไม่เที่ยง ในสูตรถัดมาทรงสอนให้ภิกษุประกอบความเพียรในความสงัด (ปฏิสัลลานะ) ด้วยเหตุผลเดียวกันคือผู้สงัดย่อมรู้ชัดความไม่เที่ยงแห่งอายตนะทั้งปวงเช่นกัน ทั้งสองสูตรชี้ว่าสมาธิและความสงัดเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ปัญญาเห็นไตรลักษณ์แจ่มชัดขึ้น
- หน้า ๑๐๐–๑๐๓ อนัตตธัมมสูตร ว่าด้วยอายตนะไม่ใช่ของเรา พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ภิกษุละทิ้งสิ่งที่ไม่ใช่ของตน ได้แก่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พร้อมอารมณ์ วิญญาณ ผัสสะ และเวทนาทั้งหลาย เพราะการละสิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุข ทรงเปรียบเทียบด้วยอุปมาเรื่องหญ้า ไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ในพระเชตวันที่ผู้คนอาจเก็บไปเผาหรือใช้ประโยชน์ตามใจชอบ ซึ่งภิกษุย่อมไม่คิดว่า "เขาเอาของเราไป" เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ตัวตนหรือของตน ฉันใดอายตนะทั้งหกก็ไม่ใช่ของเราฉันนั้น มีการแสดงซ้ำสองสูตรทั้งแบบพิสดารและแบบย่อ
- หน้า ๑๐๓–๑๐๔ อุทกสูตร ว่าด้วยการอ้างตนเป็นผู้บรรลุเท็จของอุทกดาบส พระพุทธเจ้าทรงยกคำกล่าวของอุทกดาบสบุตรพระราม ผู้อ้างตนว่าเป็นผู้ถึงญาณ เป็นผู้ออกบวชแท้ และถอนรากหัวฝีได้แล้ว ทั้งที่ความจริงยังไม่เป็นเช่นนั้น มาเป็นตัวอย่างของการกล่าวเท็จโดยไม่รู้ตัว แล้วทรงแสดงเกณฑ์ที่แท้จริงว่าผู้ใดรู้ชัดความเกิด ความดับ คุณ โทษ และทางออกจากผัสสายตนะทั้งหกตามความเป็นจริง ผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้ถึงญาณและออกบวชแท้ และเมื่อตัณหา (รากหัวฝี) ถูกถอนได้หมดสิ้น จึงชื่อว่าถอนรากหัวฝีได้จริง ปิดท้ายฉฬวรรคที่ ๕ และปัณณาสก์ที่สอง
- หน้า ๑๐๕ โยคักเขมีสูตร ว่าด้วยเหตุที่ตถาคตชื่อว่าผู้เกษมจากโยคะ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่ารูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์อันน่าปรารถนาที่พระองค์ทรงละได้เด็ดขาดจนไม่มีทางเกิดขึ้นอีก และทรงแสดงหนทางละสิ่งเหล่านั้นแก่ผู้อื่นด้วย จึงเป็นเหตุให้พระตถาคตได้รับพระนามว่า "โยคักเขมี" คือผู้เกษมพ้นจากเครื่องผูกพัน เปิดวรรคใหม่คือโยคักเขมิวรรคที่ ๑
- หน้า ๑๐๕–๑๐๖ สุขทุกขสูตร ว่าด้วยเหตุเกิดสุขทุกข์ภายใน พระพุทธเจ้าตรัสถามว่าเมื่อมีสิ่งใดอยู่ สุขทุกข์ภายในจึงเกิดขึ้นโดยอาศัยสิ่งนั้น ภิกษุทูลว่าธรรมทั้งหลายมีพระผู้มีพระภาคเป็นต้นเค้า พระองค์จึงทรงเฉลยว่าเมื่อมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สุขทุกข์ภายในจึงเกิดขึ้นโดยอาศัยสิ่งเหล่านั้น แล้วทรงนำไปสู่คำถามว่าอายตนะที่ไม่เที่ยงแปรปรวนนี้จะเป็นเหตุให้เกิดสุขทุกข์โดยปราศจากความยึดถือได้หรือไม่ ซึ่งคำตอบคือไม่ได้ ชี้ว่าสุขทุกข์ทั้งปวงล้วนอิงอาศัยอายตนะที่ไม่เที่ยงและการเข้าไปยึดถือเป็นเหตุ
- หน้า ๑๐๖–๑๐๘ ทุกขสมุทยสูตร ว่าด้วยเหตุเกิดและเหตุดับแห่งทุกข์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าเหตุเกิดแห่งทุกข์คือกระบวนการที่อายตนะและอารมณ์กระทบกันเกิดวิญญาณ การประชุมกันทั้งสามเรียกว่าผัสสะ ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา นี่คือเหตุเกิดแห่งทุกข์ ส่วนเหตุดับแห่งทุกข์คือเมื่อตัณหานั้นดับไปโดยสิ้นเชิงปราศจากความกำหนัด อุปาทาน ภพ ชาติ และชรามรณะทั้งปวงก็ดับตามไปด้วย เป็นการแสดงปฏิจจสมุปบาททั้งสายเกิดและสายดับผ่านกระบวนการรับรู้ทางอายตนะทั้งหก
- หน้า ๑๐๘–๑๐๙ โลกสมุทยสูตร ว่าด้วยเหตุเกิดและเหตุดับแห่งโลก พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักปฏิจจสมุปบาทเต็มสายในนามของ "โลก" แทนคำว่า "ทุกข์" โดยเริ่มจากผัสสะที่อาศัยอายตนะ นำไปสู่เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ จนถึงชรามรณะและความโศกเศร้าคร่ำครวญทั้งปวง คือเหตุเกิดแห่งโลก ส่วนการดับตัณหาโดยสิ้นเชิงย่อมทำให้สายทั้งหมดดับตามไปจนถึงการดับกองทุกข์ทั้งสิ้น คือเหตุดับแห่งโลก แสดงให้เห็นว่า "โลก" ในความหมายทางธรรมไม่ต่างจาก "ทุกข์" เพราะเกิดจากกระบวนการเดียวกัน
- หน้า ๑๐๙–๑๑๐ มานสูตร ว่าด้วยเหตุเกิดความถือตัว พระพุทธเจ้าตรัสถามว่าเมื่อมีสิ่งใดอยู่ อาศัยและยึดถือสิ่งใด บุคคลจึงมีความสำคัญตนว่า "เราดีกว่าเขา เราเสมอเขา หรือเราด้อยกว่าเขา" คำตอบคือเมื่อมีอายตนะทั้งหกอยู่และเข้าไปยึดถืออายตนะเหล่านั้น ความถือตัวสามแบบจึงเกิดขึ้น เมื่อพิจารณาเห็นว่าอายตนะเหล่านั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ แปรปรวน ย่อมไม่มีทางที่ความถือตัวจะเกิดขึ้นได้อีกโดยปราศจากความยึดถือ อริยสาวกผู้เห็นดังนี้ย่อมเบื่อหน่ายคลายกำหนัดและหลุดพ้น
- หน้า ๑๑๐ สัญโญชนสูตร ว่าด้วยธรรมเป็นเครื่องผูกและตัวเครื่องผูก พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นธรรมที่เป็นเครื่องผูก (สัญโญชนิยธรรม) ส่วนฉันทราคะ (ความพอใจกำหนัด) ที่มีต่ออายตนะเหล่านั้นต่างหากคือตัวเครื่องผูก (สัญโญชนะ) เอง สูตรนี้แยกแยะชัดเจนระหว่างวัตถุที่ถูกยึดติดกับกิเลสที่เป็นตัวการแท้จริงของการผูกมัด ชี้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่อายตนะเอง แต่อยู่ที่ความกำหนัดยินดีต่ออายตนะนั้น
- หน้า ๑๑๐ อุปาทานสูตร ว่าด้วยธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นและตัวความยึดมั่น (เนื้อหาถูกตัดที่ท้ายช่วงข้อมูล) เนื้อหาส่วนนี้เพิ่งเริ่มต้นเป็นสูตรคู่ขนานกับสัญโญชนสูตรก่อนหน้า โดยพระพุทธเจ้าตรัสว่าจะทรงแสดงธรรมที่เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน (อุปาทานิยธรรม) และตัวอุปาทานเอง เมื่อพิจารณาจากรูปแบบสูตรก่อนหน้า คาดว่าจะทรงอธิบายว่าอายตนะทั้งหกเป็นอุปาทานิยธรรม ส่วนฉันทราคะที่มีต่ออายตนะเหล่านั้นคือตัวอุปาทาน แต่เนื้อหาส่วนขยายความและบทสรุปถูกตัดขาดไป
- หน้า ๑๑๑ อุปาทานสูตรและสูตรว่าด้วยการรู้ยิ่ง-ละอายตนะ (ต่อจากตอนก่อนหน้า) เนื้อหาต่อเนื่องจากไฟล์ก่อนหน้า เป็นส่วนท้ายที่อธิบายว่าฉันทราคะที่มีอยู่ในอายตนะ ๖ นั่นเองเรียกว่า 'อุปาทาน' ความยึดมั่นถือมั่น จากนั้นทรงแสดงว่าผู้ไม่รู้ยิ่ง ไม่กำหนดรู้ ไม่คลายกำหนัด และไม่ละอายตนะภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ย่อมไม่อาจสิ้นทุกข์ได้ แล้วทรงแสดงหลักเดียวกันซ้ำกับอายตนะภายนอก (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์) ย้ำว่าการดับทุกข์ต้องอาศัยปัญญารู้แจ้งและปล่อยวางอายตนะทั้งภายในภายนอก
- หน้า ๑๑๑–๑๑๓ อุปัสสุติสูตร (จบโยคักเขมิวรรคที่ ๑) ขณะประทับในที่สงัด ณ หมู่บ้านญาติกะ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงหลักปฏิจจสมุปบาทโดยย่อผ่านอายตนะ ๖ ว่าอาศัยตาและรูปเกิดจักขุวิญญาณ การประจวบกันเป็นผัสสะ ผัสสะให้เกิดเวทนา เวทนาให้เกิดตัณหา สืบเนื่องจนถึงชาติชรามรณะอันเป็นเหตุเกิดกองทุกข์ทั้งมวล และเมื่อตัณหาดับ กองทุกข์ก็ดับตามลำดับ มีภิกษุรูปหนึ่งแอบยืนฟังอยู่นอกที่ประทับ เมื่อทรงทราบจึงตรัสให้ภิกษุนั้นเรียน ทรงจำ และรักษาธรรมบรรยายนี้ไว้เพราะเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์
- หน้า ๑๑๔–๑๑๖ สูตรว่าด้วยบ่วงมาร (โลกกามคุณวรรค) พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่าภิกษุที่เพลิดเพลินยินดียึดติดในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ที่น่าปรารถนา ชื่อว่าเข้าไปสู่ที่อยู่ของมาร ตกอยู่ในอำนาจมาร ถูกบ่วงมารคล้องไว้ มารบันดาลให้เป็นไปตามใจปรารถนาได้ ส่วนผู้ไม่เพลิดเพลินย่อมพ้นจากบ่วงมารเป็นอิสระ ทรงแสดงเนื้อความเดียวกันซ้ำอีกครั้งด้วยสำนวนต่างออกไป เพื่อย้ำว่าความยินดีพอใจในอารมณ์คือเครื่องผูกมัดที่แท้จริง
- หน้า ๑๑๖–๑๒๑ โลกสูตร (พระอานนท์อธิบายความหมายของ 'โลก') พระผู้มีพระภาคตรัสสั้นๆ ว่าจะรู้เห็นถึงที่สุดโลกด้วยการเดินทางไม่ได้ แต่ก็จะทำที่สุดทุกข์โดยไม่ถึงที่สุดโลกไม่ได้เช่นกัน แล้วเสด็จเข้าที่ประทับโดยไม่ทรงขยายความ ภิกษุทั้งหลายจึงไปหาพระอานนท์ผู้เป็นที่ยกย่องของพระศาสดาให้ช่วยอธิบาย พระอานนท์แสดงว่า 'โลก' ในอริยวินัยหมายถึงสิ่งที่ทำให้เกิดความสำคัญหมายว่าเป็นโลก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นเอง เมื่อนำไปกราบทูล พระพุทธองค์ทรงรับรองว่าพระอานนท์เป็นบัณฑิตมีปัญญามาก และจะตรัสตอบเช่นเดียวกันหากถูกถาม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นซ้ำสองรอบด้วยรูปแบบเดียวกัน
- หน้า ๑๒๑–๑๒๗ สูตรว่าด้วยที่ดับแห่งอายตนะ ๖ (พระอานนท์อธิบายสฬายตนนิโรธ) พระผู้มีพระภาคตรัสถึงพระองค์เองก่อนตรัสรู้ว่าเคยมีจิตใฝ่ไปในกามคุณ ๕ ที่เคยสัมผัส จึงทรงเห็นความจำเป็นต้องมีสติคุ้มครองจิตไม่ให้หวนคิดถึง แล้วตรัสสั้นๆ ว่าที่ดับพึงทราบได้ในที่ซึ่งตาดับและความสำคัญหมายในรูปคลายไป (หมายถึงพระนิพพาน) แล้วเสด็จเข้าที่ประทับโดยไม่ขยายความ ภิกษุจึงไปหาพระอานนท์ให้อธิบาย พระอานนท์ยืนยันว่าหมายถึง 'สฬายตนนิโรธ' คือความดับแห่งอายตนะ ๖ ทั้งหมด เหตุการณ์เกิดซ้ำสองรอบเช่นเดียวกับสูตรก่อน และพระพุทธเจ้าทรงรับรองคำอธิบายของพระอานนท์
- หน้า ๑๒๗–๑๓๐ สักกปัญหาและปัญจสิขปัญหา ว่าด้วยเหตุแห่งการปรินิพพานในปัจจุบัน ท้าวสักกะจอมเทพ และต่อมาปัญจสิขคนธรรพบุตร ต่างทูลถามเหตุที่สัตว์บางพวกปรินิพพานในชาตินี้ได้ บางพวกไม่ได้ พระผู้มีพระภาคทรงตอบว่าภิกษุที่เพลิดเพลินยึดติดในอารมณ์ทางอายตนะ ๖ ที่น่าใคร่น่าพอใจ ย่อมมีวิญญาณอาศัยและถือมั่นในอารมณ์นั้น เป็นผู้ยังมีอุปาทานจึงไม่ปรินิพพาน ส่วนผู้ไม่เพลิดเพลินวิญญาณย่อมไม่อาศัยไม่ถือมั่น จึงปรินิพพานได้ ชี้ให้เห็นว่าความหลุดพ้นขึ้นอยู่กับท่าทีของจิตต่ออารมณ์ มิใช่ตัวอารมณ์เอง
- หน้า ๑๓๐–๑๓๒ พระสารีบุตรสอนเรื่องการคุ้มครองอินทรีย์ มีภิกษุมาแจ้งพระสารีบุตรว่าสัทธิวิหาริกของท่านลาสิกขากลับไปเป็นคฤหัสถ์ พระสารีบุตรอธิบายว่าเหตุนี้ย่อมเกิดแก่ผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ ไม่รู้จักประมาณในการบริโภค และไม่ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่ จึงไม่อาจดำรงพรหมจรรย์บริสุทธิ์ตลอดชีวิตได้ ท่านอธิบายรายละเอียดสามข้อ คือ การสำรวมอินทรีย์ไม่ยึดนิมิตหรืออนุพยัญชนะเมื่อรับรู้อารมณ์ทางทวารทั้งหก การบริโภคอาหารด้วยปัญญาเพียงเพื่อยังชีพ และการเจริญสมณธรรมทั้งกลางวันกลางคืน เป็นหลักปฏิบัติพื้นฐานของบรรพชิต
- หน้า ๑๓๒–๑๓๕ ราหุลสูตร พระผู้มีพระภาคทรงเห็นว่าธรรมเครื่องบ่มวิมุตติของพระราหุลแก่กล้าแล้ว จึงพาไปยังป่าอันธวันเพื่อสอนให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นในการสิ้นอาสวะ ทรงให้พิจารณาว่าตา รูป จักขุวิญญาณ จักขุสัมผัส และเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณที่เกิดจากผัสสะนั้นเที่ยงหรือไม่ เป็นทุกข์หรือไม่ ควรยึดว่าเป็นตัวตนหรือไม่ แล้วขยายไปถึงหู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อเห็นตามจริงเช่นนี้ อริยสาวกย่อมเบื่อหน่ายคลายกำหนัด จิตหลุดพ้น เกิดญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว พระราหุลบรรลุอรหัตตผลพร้อมเทวดาจำนวนมากได้ดวงตาเห็นธรรมในคราวเดียวกัน
- หน้า ๑๓๕–๑๓๖ สัญโญชนิยธรรมและอุปาทานิยธรรม (จบโลกกามคุณวรรคที่ ๒) พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่ารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ที่น่าใคร่น่าพอใจ ชื่อว่า 'สัญโญชนิยธรรม' ส่วนฉันทราคะที่มีอยู่ในสิ่งเหล่านั้นต่างหากที่ชื่อว่า 'สังโยชน์' ที่แท้จริง จากนั้นทรงแสดงหลักเดียวกันอีกครั้งโดยเปลี่ยนเป็น 'อุปาทานิยธรรม' และ 'อุปาทาน' ชี้ให้เห็นว่าเครื่องผูกมัดที่แท้จริงมิใช่วัตถุอารมณ์ภายนอก แต่คือกิเลสในจิตของผู้รับรู้ สูตรนี้ปิดท้ายโลกกามคุณวรรคที่ ๒
- หน้า ๑๓๗–๑๓๙ อุคคคหบดี (๒ ท่าน) และอุบาลีคหบดี ถามเหตุแห่งการปรินิพพาน (คหปติวรรค) คหบดีสามท่านต่างทูลถามคำถามเดียวกันว่าเหตุใดสัตว์บางพวกปรินิพพานในชาตินี้ได้ บางพวกไม่ได้ อุคคคหบดีชาวเวสาลีได้รับคำตอบแบบเต็มว่าภิกษุที่เพลิดเพลินยึดติดในอารมณ์ทางอายตนะ ๖ ย่อมมีวิญญาณอาศัยและถือมั่น จึงไม่ปรินิพพาน ส่วนผู้ไม่เพลิดเพลินย่อมปรินิพพานได้ อุคคคหบดีชาวหัตถิคามและอุบาลีคหบดีชาวนาฬันทาทูลถามคำถามเดียวกันในเวลาต่อมา ได้รับคำตอบแบบย่ออ้างอิงสูตรก่อนหน้า แสดงว่าธรรมนี้เป็นคำสอนมาตรฐานที่ทรงแสดงแก่คฤหัสถ์หลายท่าน
- หน้า ๑๓๙–๑๔๓ พระเจ้าอุเทนถามพระปิณโฑลภารทวาชะ (และโสณคหบดีบุตรถามเหตุแห่งการปรินิพพานโดยย่อ) พระเจ้าอุเทนทูลถามพระปิณโฑลภารทวาชะว่าเหตุใดภิกษุหนุ่มจึงประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์ตลอดชีวิตได้โดยไม่หวนไปเสพกาม พระเถระอธิบายสามข้อคือตั้งจิตคิดว่าหญิงเป็นดังมารดาพี่สาวน้องสาวหรือธิดาตามวัย พิจารณาร่างกายว่าเต็มไปด้วยของไม่สะอาด ๓๒ อาการ และสำรวมอินทรีย์ทั้งหก เมื่อพระเจ้าอุเทนแย้งว่าความโลภยังเกิดได้ พระเถระยกประสบการณ์ตรงของพระองค์เองมาอธิบายว่าการสำรวมกายวาจาใจช่วยป้องกันความโลภได้ พระเจ้าอุเทนเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสก ท้ายตอนมีโสณคหบดีบุตรทูลถามคำถามมาตรฐานเรื่องเหตุแห่งการปรินิพพานแบบย่อใ
- หน้า ๑๔๓–๑๔๔ โฆสิตคหบดีถามพระอานนท์เรื่องความต่างแห่งธาตุ (ธาตุนานัตตะ) โฆสิตคหบดีทูลถามพระอานนท์ว่าคำว่า 'ธาตุนานัตตะ' ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้หมายความว่าอย่างไร พระอานนท์อธิบายว่าเมื่อมีจักขุธาตุและมีรูปที่น่าพอใจ ผัสสะที่เป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนาย่อมเกิดสุขเวทนา หากรูปไม่น่าพอใจย่อมเกิดทุกขเวทนา หากเป็นกลางย่อมเกิดอทุกขมสุขเวทนา และแสดงหลักเดียวกันตลอดหู จมูก ลิ้น กาย ใจ สรุปว่าความหลากหลายของธาตุเป็นเหตุให้เกิดเวทนาที่หลากหลายตามมา
- หน้า ๑๔๕–๑๔๖ หาลิททกานิคหบดีถามพระมหากัจจานะเรื่องธาตุนานัตตะ ผัสสนานัตตะ เวทนานานัตตะ หาลิททกานิคหบดีทูลถามพระมหากัจจานะถึงความสัมพันธ์ว่าอาศัยความต่างแห่งธาตุจึงเกิดความต่างแห่งผัสสะ อาศัยความต่างแห่งผัสสะจึงเกิดความต่างแห่งเวทนาได้อย่างไร พระเถระอธิบายว่าเมื่อภิกษุรู้ชัดว่ารูปที่เห็นทางตาน่าพอใจ ผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนาย่อมเกิดสุขเวทนา หากไม่น่าพอใจเกิดทุกขเวทนา หากเป็นกลางเกิดอทุกขมสุขเวทนา และแสดงหลักเดียวกันสำหรับหู จมูก ลิ้น กาย ใจ อธิบายว่าความรู้สึกต่างกันเกิดจากลักษณะของอารมณ์ที่รับรู้ผ่านผัสสะในแต่ละอายตนะ
- หน้า ๑๔๖–๑๔๗ นกุลปิตาคหบดีถามเหตุแห่งการปรินิพพาน นกุลปิตาคหบดีทูลถามคำถามมาตรฐานเดียวกันว่าเหตุใดสัตว์บางพวกปรินิพพานในชาตินี้ได้ บางพวกไม่ได้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงคำตอบแบบเต็มอีกครั้งว่าภิกษุที่เพลิดเพลินยึดติดในอารมณ์ทางอายตนะ ๖ ย่อมมีวิญญาณอาศัยและถือมั่น เป็นผู้มีอุปาทานจึงไม่ปรินิพพาน ส่วนผู้ไม่เพลิดเพลินย่อมปราศจากอุปาทานจึงปรินิพพานได้ เป็นการย้ำคำสอนเดิมแก่คฤหัสถ์อีกท่านหนึ่ง
- หน้า ๑๔๗–๑๕๒ พระมหากัจจานะกับพราหมณ์โลหิจจะและมาณพศิษย์ มาณพศิษย์ของพราหมณ์โลหิจจะพากันมาส่งเสียงอึกทึกดูหมิ่นภิกษุขณะพระมหากัจจานะพักในกุฎีป่า ท่านจึงกล่าวคาถาสอนว่าพราหมณ์แต่ก่อนที่แท้จริงสำรวมทวารและอดกลั้นความโกรธ ยินดีในธรรมและฌาน มิใช่ถือชาติกำเนิดแล้วประพฤติไม่เที่ยงธรรม มาณพโกรธไปฟ้องพราหมณ์โลหิจจะ แต่ท่านกลับมาสอบถามด้วยตนเองอย่างสุภาพ เมื่อฟังคาถาแล้วถามความหมายของ 'ทวารที่ไม่คุ้มครอง' และ 'ทวารที่คุ้มครอง' พระเถระอธิบายว่าผู้ไม่คุ้มครองทวารคือผู้ยินดีขัดเคืองต่ออารมณ์ทางอายตนะ ๖ ขาดสติ จิตคับแคบ ส่วนผู้คุ้มครองทวารคือผู้มีสติตั้งมั่น จิตไม
- หน้า ๑๕๒–๑๕๖ พระอุทายีกับนางพราหมณีเวรหัญจานีโคตร (จบคหปติวรรคที่ ๓) มาณพศิษย์ของนางพราหมณีเวรหัญจานีโคตรฟังธรรมจากพระอุทายีแล้วเลื่อมใส จึงเชิญท่านมาฉันภัตตาหาร ครั้งแรกนางนั่งอาสนะสูงคลุมศีรษะสั่งให้แสดงธรรมด้วยท่าทีไม่เคารพ พระอุทายีจึงลากลับ เมื่อมาณพอธิบายเรื่องความเคารพธรรม นางสำนึกและเชิญท่านมาอีกครั้งด้วยความเคารพ แล้วทูลถามว่าอาศัยอะไรพระอรหันต์จึงบัญญัติสุขทุกข์ พระอุทายีตอบว่าอาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นเองที่พระอรหันต์บัญญัติสุขและทุกข์ได้ นางเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสิกา ปิดท้ายคหปติวรรคที่ ๓
- หน้า ๑๕๗–๑๕๘ ความไม่ประมาทในผัสสายตนะ ๖ สำหรับเสขะและอเสขะ (เปิดเทวทหวรรคที่ ๔) พระผู้มีพระภาคตรัสว่ามิได้ทรงสอนให้ภิกษุทุกรูปเจริญความไม่ประมาทในผัสสายตนะ ๖ เท่ากันหมด สำหรับพระอรหันตขีณาสพผู้สิ้นอาสวะแล้วไม่จำเป็นต้องทำอีกเพราะไม่มีทางประมาทได้ แต่สำหรับภิกษุผู้ยังเป็นเสขะ ยังปรารถนาความเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม ยังจำเป็นต้องเจริญความไม่ประมาท เพราะเมื่ออารมณ์ทั้งที่ชอบและไม่ชอบใจกระทบแล้วไม่อาจครอบงำจิตได้ ความเพียร สติ ความสงบกาย และสมาธิย่อมตั้งมั่นอยู่ได้ นี่คือผลของความไม่ประมาทที่ยังจำเป็นสำหรับเสขบุคคล
- หน้า ๑๕๘–๑๕๙ นรกและสวรรค์อันเกิดจากผัสสายตนะ ๖ พระผู้มีพระภาคตรัสว่าทรงเห็นแล้วซึ่ง 'นรกอันเกิดจากผัสสายตนะ ๖' คือภาวะที่ไม่ว่าจะรับรู้อารมณ์ทางทวารใดในหกทวาร ล้วนพบแต่สิ่งที่ไม่น่าปรารถนาไม่น่าใคร่ไม่น่าพอใจไปทั้งหมด และทรงเห็น 'สวรรค์อันเกิดจากผัสสายตนะ ๖' คือภาวะที่พบแต่สิ่งน่าปรารถนาน่าใคร่น่าพอใจไปทั้งหมด ทรงยกย่องว่าเป็นลาภอันประเสริฐที่ภิกษุได้พบพระธรรมวินัยนี้ ซึ่งสอนให้พ้นจากสภาวะสุดโต่งทั้งสองได้
- หน้า ๑๕๙–๑๖๑ เทวดาและมนุษย์เพลิดเพลินในอารมณ์ ต่างจากพระตถาคต พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเทวดาและมนุษย์มักยินดีเพลิดเพลินในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ เมื่อสิ่งเหล่านี้แปรผันดับไปจึงต้องประสบทุกข์ ส่วนพระตถาคตทรงทราบชัดถึงความเกิด ความดับ คุณ โทษ และทางออกจากอารมณ์เหล่านั้นตามจริง จึงไม่เพลิดเพลิน ทรงอยู่เป็นสุขแม้อารมณ์แปรผันดับไป มีคาถาแสดงว่าสิ่งที่ชาวโลกเห็นเป็นสุข พระอริยะกลับเห็นเป็นทุกข์ และความดับแห่งสักกายะที่ชาวโลกเห็นเป็นทุกข์ พระอริยะกลับเห็นเป็นสุข สูตรถัดมาแสดงเนื้อความเดียวกันซ้ำแบบร้อยแก้วไม่มีคาถา
- หน้า ๑๖๑–๑๖๓ สิ่งใดไม่ใช่ของเธอ จงละสิ่งนั้นเสีย พระผู้มีพระภาคตรัสสอนว่าสิ่งใดไม่ใช่ของพวกเธอ พึงละสิ่งนั้นเสีย จะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ตนเอง ทรงยกตัวอย่างหญ้าท่อนไม้กิ่งไม้ใบไม้ในเชตวันซึ่งไม่ใช่ของภิกษุ หากถูกเผาหรือทำอย่างไรภิกษุย่อมไม่ทุกข์ร้อนเพราะไม่ยึดว่าเป็นตนหรือของตน ทรงเทียบเคียงว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เช่นเดียวกัน พึงละความยึดถือเสีย และในสูตรถัดมาทรงแสดงหลักเดียวกันกับอารมณ์ภายนอกคือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
- หน้า ๑๖๓–๑๖๕ อนิจจตา ทุกขตา อนัตตาแห่งอายตนะภายในและภายนอก (จบเทวทหวรรคที่ ๔) ชุดสูตรสุดท้ายแสดงว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ล้วนไม่เที่ยง เพราะเหตุปัจจัยที่ทำให้อายตนะเหล่านั้นเกิดขึ้นก็ไม่เที่ยงเช่นกัน สิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัยไม่เที่ยงจะเที่ยงได้อย่างไร ในทำนองเดียวกันทรงแสดงว่าอายตนะเหล่านั้นเป็นทุกข์และเป็นอนัตตาเพราะเหตุปัจจัยที่ให้เกิดก็เป็นทุกข์และอนัตตาเช่นกัน เมื่อเห็นเช่นนี้อริยสาวกย่อมเบื่อหน่ายคลายกำหนัดจนหลุดพ้น จากนั้นทรงแสดงไตรลักษณ์ชุดเดียวกันซ้ำกับอารมณ์ภายนอกคือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ปิดท้ายเทวทหวรรคที่ ๔
- หน้า ๑๖๖–๑๖๗ ปุราณกัมมสูตร (กรรมเก่า กรรมใหม่ ความดับกรรม ทางถึงความดับกรรม) พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่มีอยู่ในปัจจุบันคือ "กรรมเก่า" ที่ถูกปรุงแต่งไว้แล้วและรอรับผล ส่วนการกระทำทางกาย วาจา ใจ ในปัจจุบันคือ "กรรมใหม่" ความดับกรรมคือความหลุดพ้นจากการปรุงแต่งกรรมทั้งสามทาง และทางที่นำไปสู่ความดับกรรมคือมรรคมีองค์แปด ท้ายสูตรทรงเตือนภิกษุให้ใช้โคนไม้และเรือนว่างเป็นที่บำเพ็ญเพียรอย่างไม่ประมาท เพราะนี่คือคำสอนที่พระองค์ทรงแสดงด้วยความเอ็นดูอนุเคราะห์แล้ว
- หน้า ๑๖๗–๑๗๐ นิพพานสัปปายปฏิปทาสูตร (๔ สูตรต่อเนื่อง) ทรงแสดงข้อปฏิบัติที่เกื้อกูลต่อการบรรลุนิพพาน โดยให้เห็นอายตนะภายในและภายนอกทั้งหกพร้อมวิญญาณ ผัสสะ และเวทนาที่เกิดจากผัสสะนั้นว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา ตามลำดับในแต่ละสูตรที่ซ้ำโครงสร้างเดียวกัน สูตรสุดท้ายในกลุ่มนี้ขยายความด้วยการถาม-ตอบซึ่งนำไปสู่ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดและหลุดพ้น หลักสำคัญคือการเห็นไตรลักษณ์ในอายตนะเป็นทางตรงสู่นิพพาน
- หน้า ๑๗๐–๑๗๒ อนันเตวาสิกสูตร ทรงสอนว่าพรหมจรรย์นี้ไม่ต้องมีศิษย์คอยรับใช้และไม่ต้องมีอาจารย์คอยกำกับ ภิกษุที่ยังมีอกุศลธรรมเกิดขึ้นครอบงำใจเมื่อกระทบอารมณ์ทางตาเป็นต้น ชื่อว่ายังมี "ศิษย์" และ "อาจารย์" อยู่ภายในตน เพราะอกุศลธรรมนั้นเองคอยบงการ ส่วนภิกษุที่ไม่มีอกุศลธรรมเกิดขึ้นเมื่อกระทบอารมณ์ทางทวารทั้งหก ชื่อว่าไม่มีศิษย์ไม่มีอาจารย์ อยู่เป็นสุขสบาย คำสอนนี้ชี้ว่าอิสรภาพที่แท้จริงอยู่ที่การไม่ถูกกิเลสในใจตนเองครอบงำ
- หน้า ๑๗๒–๑๗๓ อัญญติตถิยปริพาชกสูตร ทรงสอนวิธีตอบหากนักบวชลัทธิอื่นถามว่าพรหมจรรย์ในพระศาสนานี้มีไว้เพื่ออะไร คำตอบคือเพื่อกำหนดรู้ทุกข์โดยรอบคอบ และเมื่อถูกถามต่อว่าทุกข์นั้นคืออะไร ให้ตอบว่าคือตา รูป วิญญาณทางตา ผัสสะทางตา และเวทนาที่เกิดจากผัสสะนั้น เช่นเดียวกันตลอดอายตนะทั้งหก แก่นของสูตรคือการยืนยันว่าจุดหมายของการบวชและปฏิบัติธรรมทั้งหมดคือความเข้าใจแจ่มแจ้งในทุกข์อันเกิดจากอายตนะ
- หน้า ๑๗๓–๑๗๖ ปริยายสูตร (ทางตา ทางลิ้น ทางใจ) ทรงแสดงเหตุที่ภิกษุจะพยากรณ์อรหัตผลได้โดยไม่ต้องอาศัยศรัทธา ความชอบใจ การฟังตามกันมา การตรึกตรองเอาเอง หรือความเห็นชอบใจในทิฏฐิ นั่นคือเมื่อเห็นรูปทางตา รสทางลิ้น หรือธรรมารมณ์ทางใจ แล้วรู้ชัดด้วยตนเองว่าราคะ โทสะ โมหะภายในมีอยู่หรือไม่มีอยู่ ความรู้ชนิดนี้เป็นความรู้ที่เห็นด้วยปัญญาโดยตรง ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น สูตรนี้เน้นว่าการตรัสรู้ธรรมต้องอาศัยการประจักษ์แจ้งด้วยปัญญาของตนเอง
- หน้า ๑๗๖ อินทรียสัมปันนสูตร ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามความหมายของคำว่า "ผู้สมบูรณ์ด้วยอินทรีย์" พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่าคือภิกษุผู้ตามเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในอินทรีย์ทั้งหก จนเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้น และรู้แจ้งว่าไม่มีกิจอื่นที่ต้องทำอีก คำสอนชี้ว่าความสมบูรณ์แห่งอินทรีย์ไม่ได้อยู่ที่ความแข็งแรงของประสาทสัมผัส แต่อยู่ที่ปัญญาที่เห็นไตรลักษณ์ในอินทรีย์เหล่านั้น
- หน้า ๑๗๖–๑๗๘ ธัมมกถิกสูตร (จบนวปุราณวรรคที่ ๕) ภิกษุทูลถามความหมายของ "ผู้แสดงธรรม" (ธรรมกถึก) ที่แท้จริง พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ใดแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ดับไปแห่งอายตนะทั้งหก ผู้นั้นควรเรียกว่าธรรมกถึกได้ ผู้ปฏิบัติเพื่อจุดหมายนั้นเรียกว่าผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม และผู้หลุดพ้นแล้วไม่ยึดมั่นเรียกว่าผู้บรรลุนิพพานในปัจจุบัน จบวรรคที่ห้าพร้อมคาถาสรุปหัวข้อ ตามด้วยคาถาสรุปปัณณาสก์ที่สามซึ่งเป็นเพียงบัญชีหัวข้อปิดท้ายหมวดใหญ่ ไม่มีเนื้อหาธรรมใหม่
- หน้า ๑๗๙–๑๘๑ นันทิกขยวรรค: นันทิกขยสูตรและการโยนิโสมนสิการ เปิดวรรคใหม่ด้วยหลักธรรมว่า เมื่อภิกษุเห็นตา ลิ้น ใจ (และรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์) ว่าไม่เที่ยงอยู่เสมอ ความเห็นนั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อเห็นชอบก็เบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่ายความเพลิน (นันทิ) ก็สิ้นไป ราคะก็สิ้นไปตามกัน จิตจึงหลุดพ้นได้ดี สองสูตรถัดมาเสริมว่าการมนสิการโดยแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) ต่อความไม่เที่ยงของอายตนะภายในและภายนอกก็นำไปสู่ผลเดียวกัน หลักใหญ่คือความเพลินเป็นรากของราคะ และการเห็นไตรลักษณ์คือทางตัดรากนั้น
- หน้า ๑๘๑–๑๘๒ สมาธิสูตรและปฏิสัลลานสูตร สองสูตรสั้นๆ ที่ตรัส ณ ชีวกัมพวัน ให้ภิกษุเจริญสมาธิและหมั่นหลีกเร้น (ปฏิสัลลาน) เพราะผู้มีจิตตั้งมั่นและหลีกเร้นแล้วย่อมเห็นตามความเป็นจริง คือเห็นตา รูป วิญญาณทางตา ผัสสะ และเวทนาที่เกิดจากผัสสะ (เช่นเดียวกันทางลิ้น ใจ) ว่าไม่เที่ยง หลักธรรมชี้ว่าสมาธิและความสงบวิเวกเป็นฐานที่ทำให้ปัญญาเห็นความจริงได้ชัดเจน
- หน้า ๑๘๒–๑๘๔ โกฏฐิกสูตร (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) พระมหาโกฏฐิกะทูลขอฟังธรรมโดยย่อเพื่อไปปฏิบัติในที่สงัด พระพุทธเจ้าตรัสว่าสิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นอนัตตา พึงละความพอใจ (ฉันทะ) ในสิ่งนั้นเสีย โดยไล่แจกแจงตลอดอายตนะทั้งหกภายในพร้อมวิญญาณ ผัสสะ และเวทนา หลักคำสอนคือรากเหง้าของทุกข์คือความพอใจติดใจในสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน การละฉันทะจึงเป็นหัวใจของการปฏิบัติ
- หน้า ๑๘๔–๑๘๖ มิจฉาทิฏฐิ สักกายทิฏฐิ อัตตานุทิฏฐิสูตร (จบนันทิกขยวรรค) สามสูตรสั้นตอบคำถามว่าจะละมิจฉาทิฏฐิ สักกายทิฏฐิ และอัตตานุทิฏฐิได้อย่างไร คำตอบคือการรู้เห็นอายตนะทั้งหกตามความเป็นจริง เห็นเป็นของไม่เที่ยงจึงละมิจฉาทิฏฐิได้ เห็นเป็นทุกข์จึงละสักกายทิฏฐิได้ และเห็นเป็นอนัตตาจึงละอัตตานุทิฏฐิได้ ปิดท้ายนันทิกขยวรรคพร้อมคาถาสรุป แสดงว่าความเห็นผิดต่างๆ มีรากมาจากการไม่เห็นไตรลักษณ์ในอายตนะ
- หน้า ๑๘๗–๑๙๕ สัฏฐิเปยยาล (หมวดสูตรซ้ำ ๖๐ สูตร) เป็นหมวดสูตรสั้นจำนวน ๖๐ สูตรที่ซ้ำโครงสร้างเดียวกันโดยเปลี่ยนคำเพียงเล็กน้อยตามแบบเปยยาล สอนว่าสิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ หรือเป็นอนัตตา พึงละฉันทะ ราคะ และฉันทราคะในสิ่งนั้น โดยไล่ผ่านอายตนะภายในหก อายตนะภายนอกหก และคาบเกี่ยวกาลทั้งสาม (อดีต อนาคต ปัจจุบัน) ทั้งแบบเดี่ยวและแบบรวมเข้ากับหลักไตรลักษณ์ "สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา" การซ้ำเช่นนี้เป็นกลวิธีฝึกให้เข้าใจหลักธรรมครอบคลุมทุกแง่มุมโดยไม่มีข้อยกเว้น
- หน้า ๑๙๖–๑๙๗ สมุททสูตร (คู่ที่หนึ่งและสอง) พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่าคำว่า "สมุทร" ในทางพระวินัยของพระอริยะไม่ได้หมายถึงมหาสมุทรจริง แต่หมายถึงตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่มีกำลังแรงแห่งอารมณ์ (เวคะ) พัดพา ผู้ใดอดทนต่อกำลังนั้นได้ชื่อว่าข้ามสมุทรนี้ไปถึงฝั่ง สูตรที่สองเสริมว่ารูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์ที่น่าใคร่น่าพอใจนั่นเองคือสมุทรที่ทำให้สัตว์โลกเวียนว่ายไม่พ้นทุกข์ ผู้สิ้นราคะ โทสะ โมหะเท่านั้นจึงข้ามพ้นได้
- หน้า ๑๙๗–๑๙๙ พาฬิสิกสูตร (เบ็ดหกอัน) ทรงเปรียบรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์ที่น่าใคร่น่าพอใจว่าเป็นเบ็ดหกอันในโลกที่ล่อสัตว์ให้ถึงความพินาศ เหมือนปลาที่กลืนเบ็ดพร้อมเหยื่อย่อมตกอยู่ในเงื้อมมือของพราน ภิกษุที่เพลิดเพลินยินดีในอารมณ์เหล่านี้ชื่อว่ากลืนเบ็ดของมาร ส่วนภิกษุที่ไม่เพลิดเพลินชื่อว่าทำลายเบ็ดของมารได้ คำสอนนี้ชี้ให้เห็นอันตรายของความเพลิดเพลินในกามคุณ
- หน้า ๑๙๙–๒๐๓ ราคะโทสะโมหะที่ยังไม่ละ กับอุปมาต้นไม้มียาง ทรงสอนว่าผู้ใดยังมีราคะ โทสะ โมหะที่ยังไม่ละในอารมณ์ทั้งหกทาง แม้อารมณ์ที่มากระทบเพียงเล็กน้อยก็สามารถครอบงำจิตได้ เปรียบเหมือนต้นไม้มียางอ่อนที่ฟันตรงไหนก็มียางไหลออกมา ส่วนผู้ที่ละราคะ โทสะ โมหะได้แล้ว แม้อารมณ์ที่รุนแรงมากก็ไม่อาจครอบงำจิตได้ เปรียบเหมือนต้นไม้แห้งที่ฟันเท่าไรก็ไม่มียางไหล หลักคำสอนคือกิเลสที่ถูกละอย่างสิ้นเชิงเท่านั้นทำให้จิตพ้นจากการถูกอารมณ์ครอบงำได้จริง
- หน้า ๒๐๓–๒๐๖ สาริปุตตโกฏฐิกสูตร (เครื่องผูกมัด) พระมหาโกฏฐิกะถามพระสารีบุตรว่าตาเป็นเครื่องผูกรูปหรือรูปเป็นเครื่องผูกตา พระสารีบุตรตอบว่าไม่ใช่ทั้งสองอย่าง แต่ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยทั้งสองสิ่งนั้นต่างหากที่เป็นเครื่องผูก เปรียบเหมือนโคดำกับโคขาวที่ผูกติดกันด้วยเชือก ไม่ใช่โคตัวหนึ่งผูกอีกตัวหนึ่ง แต่เชือกต่างหากที่ผูก และยกตัวอย่างพระพุทธเจ้าผู้มีอินทรีย์ทำงานตามปกติแต่ไม่มีฉันทราคะจึงมีจิตหลุดพ้นดีแล้ว หลักธรรมนี้ชี้ว่าตัวการที่แท้จริงของการเวียนว่ายตายเกิดคือกิเลสในใจ ไม่ใช่ตัวอายตนะหรืออารมณ์เอง
- หน้า ๒๐๖–๒๐๙ กามภูสูตรและอุทายีสูตร พระอานนท์สนทนากับพระกามภูซ้ำคำสอนเรื่องฉันทราคะเป็นเครื่องผูก (มิใช่ตาหรือรูป) ด้วยอุปมาโคดำโคขาวเช่นเดิม จากนั้นพระอุทายีถามพระอานนท์ว่าวิญญาณสามารถแสดงว่าเป็นอนัตตาได้เหมือนกายหรือไม่ พระอานนท์ยืนยันว่าได้ เพราะวิญญาณทางตา ทางลิ้น ทางใจ ล้วนอาศัยเหตุปัจจัย (อายตนะกับอารมณ์) เกิดขึ้น หากเหตุปัจจัยนั้นดับไปโดยสิ้นเชิง วิญญาณก็ไม่ปรากฏได้อีก แสดงว่าวิญญาณไม่ใช่ตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวรเช่นกัน
- หน้า ๒๐๙–๒๑๐ อุปมาต้นกล้วย (ไม่มีแก่น) ทรงเปรียบว่าผู้แสวงหาแก่นไม้ที่ตัดต้นกล้วยลงมาผ่าดูย่อมไม่พบแม้แต่กระพี้ นับประสาอะไรกับแก่น ฉันใด ภิกษุผู้ไม่เห็นอายตนะทั้งหกว่าเป็นตัวตนหรือเป็นของตน ย่อมไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดในโลก เมื่อไม่ยึดมั่นก็ไม่หวาดกลัว เมื่อไม่หวาดกลัวก็ดับกิเลสเฉพาะตนได้ อุปมานี้สื่อว่าเมื่อพิจารณาให้ลึกซึ้ง อายตนะทั้งหกไม่มีแก่นสารที่เป็นตัวตนให้ยึดถือได้เลย
- หน้า ๒๑๐–๒๑๔ อาทิตตปริยายสูตร (คบไฟลุกโพลง) พระพุทธเจ้าตรัสว่ายอมให้อินทรีย์แต่ละทางถูกเผาด้วยเหล็กแหลมที่ลุกแดง ยังดีกว่าการถือเอานิมิตและอนุพยัญชนะในอารมณ์นั้นด้วยความกำหนัด เพราะหากตายไปขณะจิตยังติดใจในอารมณ์ ย่อมมีคติเป็นนรกหรือกำเนิดสัตว์เดรัจฉาน ทรงย้ำว่าชีวิตที่คิดทำลายสงฆ์นั้นไร้ประโยชน์ ส่วนพระอริยสาวกผู้ได้ฟังคำสอนนี้จะพิจารณาความไม่เที่ยงของอายตนะแต่ละทางแทนความหวั่นไหว จนเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดและหลุดพ้นได้ในที่สุด นี่คือธรรมบรรยายที่ทรงเรียกว่า "อาทิตตปริยาย"
- หน้า ๒๑๔–๒๑๖ หัตถปาทูปมาสูตร (มือเท้ามีอยู่ จบสมุททวรรคที่ ๓) ทรงเปรียบว่าเมื่อมีมือมีเท้าจึงปรากฏการหยิบจับวางและการก้าวเดิน เมื่อมีข้อต่อจึงปรากฏการคู้เหยียด เมื่อมีท้องจึงปรากฏความหิวกระหาย ฉันใด เมื่อมีตา ลิ้น ใจ ก็ย่อมปรากฏสุขทุกข์ภายในที่เกิดจากผัสสะทางนั้นๆ ฉันนั้น และเมื่อไม่มีอายตนะเหล่านั้น สุขทุกข์ภายในก็ไม่ปรากฏ สูตรทั้งสี่วนซ้ำหลักการเดียวกันทั้งแบบ "มี" และ "ไม่มี" ปิดท้ายสมุททวรรคที่สาม
- หน้า ๒๑๖–๒๑๙ อาสีวิสูปมาสูตร (อสรพิษสี่ตัว) เป็นอุปมาใหญ่ที่ทรงเปรียบธาตุทั้งสี่เหมือนอสรพิษดุร้ายสี่ตัวที่ต้องคอยเอาใจใส่ ขันธ์ห้าที่ยึดมั่นเหมือนเพชฌฆาตห้าคนไล่ตามล่า นันทิราคะเหมือนเพชฌฆาตลับที่แฝงมาด้วย หมู่บ้านร้างเหมือนอายตนะภายในหกที่ว่างเปล่าไม่มีแก่นสาร โจรปล้นบ้านเหมือนอายตนะภายนอกที่มากระทบทำให้เจ็บปวด ห้วงน้ำใหญ่เหมือนโอฆะทั้งสี่ (กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา) ฝั่งใกล้อันตรายเหมือนสักกายะ ฝั่งไกลปลอดภัยเหมือนนิพพาน แพเหมือนมรรคมีองค์แปด และการพายแพด้วยมือเท้าเหมือนความเพียร ผู้ข้ามถึงฝั่งได้อย่างปลอดภัยคือพระอรหันต์ อุปมานี้สรุปภาพรวมข
- หน้า ๒๒๐ สูตรว่าด้วยธรรมสามประการ (คุ้มครองทวารอินทรีย์) — เนื้อหาขาดตอนท้ายไฟล์ เริ่มสูตรใหม่กล่าวถึงภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรมสามประการย่อมอยู่เป็นสุขสำราญในปัจจุบันและมีทางแห่งความสิ้นอาสวะที่เริ่มต้นไว้ดี คือความเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภค และความเป็นผู้ประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่ เนื้อหาเริ่มอธิบายการคุ้มครองทวารอินทรีย์ (ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ) พร้อมอุปมารถม้าอาชาไนยที่สารถีฝึกดีแล้วบังคับได้ตามต้องการ แต่เนื้อหาถูกตัดขาดกลางสูตรที่ท้ายไฟล์นี้ ยังไม่จบสมบูรณ์
- หน้า ๒๒๑–๒๒๒ รถสูตร (ส่วนท้าย, ขาดต้น) ส่วนท้ายของพระสูตรที่กล่าวถึงคุณสมบัติของภิกษุผู้สำรวมอินทรีย์ รู้ประมาณในการบริโภคอาหารเพื่อดำรงชีวิตมิใช่เพื่อมัวเมาหรือประดับตกแต่ง และหมั่นเพียรเป็นผู้ตื่นอยู่ทั้งกลางวันและตลอดสามยามแห่งราตรีด้วยการเดินจงกรมและนั่งชำระจิตจากธรรมที่กั้นความดี ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรมสามประการนี้ย่อมอยู่เป็นสุขในปัจจุบันและมีฐานที่มั่นคงเพื่อความสิ้นอาสวะ
- หน้า ๒๒๒–๒๒๓ กุมมสูตร (เรื่องเต่ากับสุนัขจิ้งจอก) พระพุทธเจ้าทรงเปรียบภิกษุผู้สำรวมอินทรีย์กับเต่าที่หดอวัยวะทั้งห้าเข้ากระดองเมื่อสุนัขจิ้งจอกมาหาช่องจู่โจม ทำให้สุนัขจิ้งจอกหมดหวังจะทำร้าย เช่นเดียวกับมารผู้คอยหาช่องเข้าครอบงำจิตใจภิกษุทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หากภิกษุสำรวมอินทรีย์ไม่เปิดช่องให้ มารก็ไม่อาจหาโอกาสได้ พระสูตรจึงสอนให้เห็นความสำคัญของการสำรวมอินทรีย์เป็นเกราะป้องกันกิเลสและมาร
- หน้า ๒๒๓–๒๒๖ ปฐมทารุกขันธสูตร (พร้อมเรื่องนันทโคปาลก) พระพุทธเจ้าทรงเห็นท่อนไม้ใหญ่ลอยไปตามกระแสน้ำแม่น้ำคงคา ตรัสว่าท่อนไม้จะไหลไปถึงทะเลได้หากไม่เกยฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ไม่จมกลางน้ำ ไม่ค้างบนบก ไม่ถูกมนุษย์หรืออมนุษย์ฉวยไป ไม่ติดวังวน และไม่ผุเน่าภายใน อุปมานี้หมายถึงหนทางสู่นิพพานของภิกษุที่ต้องไม่ติดข้องในอายตนะภายในภายนอก ไม่เพลิดเพลิน ไม่ถือตัว ไม่ติดกามคุณ และไม่ทุศีล เมื่อภิกษุรูปหนึ่งทูลถามความหมายแต่ละคำ พระองค์ทรงอธิบายโดยละเอียด และในตอนท้ายมีเรื่องนันทะผู้เลี้ยงโคที่ฟังธรรมนี้แล้วขอบวชและบรรลุอรหัตตผลในเวลาไม่นาน
- หน้า ๒๒๖–๒๒๗ ทุติยทารุกขันธสูตร (กิมิลสูตร) ทรงแสดงอุปมาท่อนไม้ลอยน้ำแบบเดียวกันแก่พระกิมิละ โดยเน้นอธิบายความหมายของ "ความเน่าภายใน" (อันโตปูติภาวะ) ว่าหมายถึงภิกษุผู้ต้องอาบัติแล้วไม่รู้จักวิธีออกจากอาบัตินั้น พระสูตรนี้เตือนให้ภิกษุตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาศีลให้บริสุทธิ์และรีบแก้ไขความผิดพลาดทันทีที่รู้ตัว มิให้หมักหมมจนกลายเป็นความเสื่อมเสียภายใน
- หน้า ๒๒๗–๒๓๓ สัณฐาคารสูตร (อวัสสุตปริยายและอนวัสสุตปริยาย) เมื่อชาวกบิลพัสดุ์สร้างศาลาประชุมใหม่เสร็จ ทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าเสด็จไปทรงใช้เป็นปฐมฤกษ์ พระองค์ทรงแสดงธรรมแก่ชาวสักกะตลอดคืนแล้วมอบหมายให้พระมหาโมคคัลลานะแสดงธรรมต่อเนื่องเพราะประชวรปวดหลัง พระมหาโมคคัลลานะจึงแสดง "อวัสสุตปริยาย" คือลักษณะภิกษุผู้ยังหวั่นไหว ยึดติดในสิ่งที่ชอบใจและขัดเคืองในสิ่งที่ไม่ชอบใจทางอายตนะทั้งหก เป็นช่องให้มารเข้าครอบงำได้ง่ายดุจไฟที่หาเชื้อเผาไหม้ได้ง่าย และ "อนวัสสุตปริยาย" คือภิกษุผู้มีสติกำกับไม่หวั่นไหว จึงเป็นช่องที่มารไม่อาจเข้าถึงได้ดุจไฟที่หาเชื้อไม่ได้ พระพุท
- หน้า ๒๓๓–๒๓๗ ทุกขธรรมสูตร (อังคารกาสูปมาและกัณฏกสูตร) ทรงแสดงอุปมาว่าภิกษุผู้เห็นภัยในกามเปรียบเหมือนคนที่เห็นหลุมถ่านไฟลุกโชนแล้วไม่ยอมพลิกกายลงไป เพราะรู้ว่าจะถึงตายหรือทุกข์แสนสาหัส กามจึงเปรียบเสมือนหลุมถ่านไฟที่ภิกษุพึงหลีกเลี่ยง และเปรียบการดำเนินชีวิตท่ามกลางอารมณ์อันน่าใคร่เหมือนเดินฝ่าป่าหนาม ต้องมีสติระวังไม่ให้หนามคือกิเลสทิ่มแทง นอกจากนี้ยังตรัสว่าแม้พระราชา มิตร ญาติจะมาล่อลวงให้ภิกษุผู้มีจิตน้อมไปในความสงัดสึกออกไปครองเรือนเพื่อโภคทรัพย์ ก็เป็นไปไม่ได้ เปรียบเหมือนแม่น้ำคงคาที่ไหลลาดไปทางทิศตะวันออกอย่างมั่นคง ไม่มีใครเปลี่ยนทิศทางให้
- หน้า ๒๓๘–๒๔๒ กิงสุกสูตร ภิกษุหลายรูปถามกันเป็นทอดๆ ว่าอะไรทำให้ "ความเห็น" ของภิกษุบริสุทธิ์ยิ่ง ได้คำตอบต่างกันตามอายตนะหก ขันธ์ห้า ธาตุสี่ และความเป็นของเกิดดับทั้งปวง แต่ละคนไม่พอใจคำตอบจึงไปถามรูปอื่นต่อ จนสุดท้ายทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเปรียบด้วยเรื่องต้นทองกวาวที่คนแต่ละคนเห็นในเวลาต่างกัน (ใบร่วง ใบอ่อนสีแดง ฝักแตก และใบดกหนา) จึงบรรยายไม่ตรงกันทั้งที่เป็นต้นเดียวกัน และเปรียบด้วยเรื่องนครชายแดนที่มีนายประตูผู้ฉลาดคอยนำสารถึงเจ้าเมืองซึ่งนั่งอยู่ ณ ทางแพร่งกลางเมือง สื่อว่าคำสอนแต่ละแบบล้วนเป็นมุมมองที่ถูกต้
- หน้า ๒๔๒–๒๔๕ วีณาสูตร ทรงสอนให้ภิกษุยับยั้งจิตทันทีที่ความพอใจ ความโกรธ หรือความหลงเกิดขึ้นจากอารมณ์ทั้งหก เพราะเป็นหนทางที่มีภัย มีหนาม ไม่ใช่ทางของสัตบุรุษ พร้อมอุปมาด้วยโคที่กินข้าวกล้าถูกเฆี่ยนซ้ำๆ จนเข็ดหลาบไม่กล้าเข้าไปกินอีก และอุปมาสำคัญคือพิณที่เมื่อแยกส่วนประกอบออกจนหมดก็หาไม่พบ "เสียง" ที่แท้จริง ฉันใด เมื่อภิกษุพิจารณาแสวงหาที่ไปของรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณอย่างละเอียดก็ไม่พบสิ่งที่ควรยึดถือว่า "เรา" หรือ "ของเรา" ฉันนั้น
- หน้า ๒๔๕–๒๔๙ ฉัปปาณสูตร ทรงเปรียบภิกษุผู้ไม่เจริญกายคตาสติว่าเหมือนบุรุษที่จับสัตว์หกชนิด (งู จระเข้ นก สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก ลิง) มาผูกติดเชือกเดียวกัน แต่ละตัวจะดิ้นรนไปหาที่อยู่อาศัยของตน แย่งกันจนตัวที่แข็งแรงที่สุดลากตัวอื่นตามไป เปรียบได้กับอายตนะทั้งหกที่ดึงจิตไปตามอารมณ์ต่างๆ หากไม่มีสติคุมกาย แต่ถ้าผูกเชือกนั้นไว้กับหลักที่มั่นคง สัตว์ทั้งหกก็หมดแรงดิ้นจนต้องหมอบอยู่กับหลัก เปรียบได้กับภิกษุผู้เจริญกายคตาสติดีแล้ว จิตจะไม่ถูกอารมณ์ทั้งหกฉุดกระชากไปมา
- หน้า ๒๔๙–๒๕๐ ยวกลาปิสูตร ทรงเปรียบปุถุชนผู้ไม่ได้สดับว่าถูกกระทบด้วยอารมณ์ที่พอใจและไม่พอใจทางอายตนะทั้งหก เหมือนฟ่อนข้าวเหนียวที่ถูกคนหกคนตีจนแหลก และหากยังปรารถนาภพใหม่ต่อไปอีกก็เหมือนถูกคนที่เจ็ดตีซ้ำเข้าไปอีก ยิ่งบอบช้ำหนักขึ้น สื่อถึงอันตรายของการปล่อยใจให้หวั่นไหวไปตามกระแสโลกโดยไม่มีสติปัญญากำกับ
- หน้า ๒๕๐–๒๕๓ เทวาสุรสังคามสูตร (เรื่องเวปจิตติและหมวดว่าด้วยมานะ) ทรงเล่าเรื่องสงครามระหว่างเทวดากับอสูรที่ท้าวเวปจิตติอสุรินทร์พ่ายแพ้ถูกจองจำด้วยเครื่องพันธนาการที่คอนำไปยังสภาของท้าวสักกะ แต่เป็นเครื่องพันธนาการประหลาด คือเมื่อเวปจิตติคิดว่าเทวดายุติธรรมก็รู้สึกหลุดพ้นและเสวยกามคุณเป็นสุข แต่พอคิดว่าอสูรถูกต้องกว่าก็รู้สึกถูกมัดอีก แสดงว่าเครื่องพันธนาการของมารที่ผูกมัดใจคนคือความยึดถือ (มัญญนา) ละเอียดยิ่งกว่านั้นอีก ตราบใดที่ยังคิดปรุงแต่งว่า "เรามี" "เราเป็น" "เราจักเป็น" ก็ยังตกอยู่ในบ่วงของมาร ตามด้วยหมวดธรรมสั้นๆ ห้าเรื่องซ้ำรูปแบบกันที่สอนว่าความคิดป
- หน้า ๒๕๔ ปฐม-ทุติยเวทนาสูตร (เปิดเวทนาสังยุตต์) เปิดเวทนาสังยุตต์ด้วยการแสดงเวทนาสามอย่างคือสุข ทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ พร้อมคาถาสรุปว่าสาวกของพระพุทธเจ้าผู้มีสติสัมปชัญญะย่อมรู้แจ้งเวทนาและเหตุเกิดของเวทนา รู้ทางดับเวทนา เมื่อสิ้นเวทนาแล้วย่อมหมดความหิวกระหายและดับกิเลสสนิท อีกสูตรหนึ่งเสริมว่าเวทนาทุกชนิดไม่ว่าภายในหรือภายนอกล้วนเป็นทุกข์ เป็นของลวงและแตกสลายได้ เมื่อรู้เช่นนี้พึงคลายกำหนัดในเวทนานั้นทุกขณะที่สัมผัส
- หน้า ๒๕๔–๒๕๕ ตติยเวทนาสูตร (ว่าด้วยอนุสัย) ทรงสอนว่าเวทนาแต่ละชนิดมีอนุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องในจิต) ประจำอยู่ คือราคานุสัยในสุขเวทนา ปฏิฆานุสัยในทุกขเวทนา และอวิชชานุสัยในอทุกขมสุขเวทนา ภิกษุผู้ละอนุสัยทั้งสามนี้ได้จึงชื่อว่าผู้เห็นถูกต้อง ตัดตัณหา คลายสังโยชน์ และทำที่สุดทุกข์ได้ด้วยการรู้แจ้งมานะโดยชอบ
- หน้า ๒๕๕–๒๕๖ ปาตาลสูตร ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับกล่าวถึง "เหวในมหาสมุทร" ทั้งที่ไม่มีจริง พระพุทธเจ้าตรัสว่าคำนี้เป็นเพียงชื่อเรียกเวทนาทางกายที่เจ็บปวดรุนแรง ปุถุชนเมื่อถูกทุกขเวทนาทางกายกระทบจะเศร้าโศก คร่ำครวญ หลงใหล เหมือนจมลงในเหวนั้นไม่โผล่ขึ้นมาได้ ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับเมื่อถูกทุกขเวทนากระทบจะไม่เศร้าโศก จึงเปรียบเหมือนผู้ที่ยืนหยัดขึ้นจากเหวได้และหาที่ยันได้มั่นคง
- หน้า ๒๕๖–๒๕๗ สัลลสูตร (เห็นเวทนาโดยชอบ) ทรงสอนให้เห็นสุขเวทนาโดยความเป็นทุกข์ เห็นทุกขเวทนาโดยความเป็นดังลูกศรที่ปักอยู่ และเห็นอทุกขมสุขเวทนาโดยความไม่เที่ยง ภิกษุผู้เห็นเวทนาทั้งสามด้วยปัญญาถูกต้องเช่นนี้ ย่อมชื่อว่าผู้เห็นถูก ตัดตัณหา คลายสังโยชน์ และทำที่สุดทุกข์ได้
- หน้า ๒๕๗–๒๖๐ สัลลสูตร (เรื่องลูกศรสองดอก) พระสูตรที่มีชื่อเสียงเปรียบปุถุชนผู้ไม่ได้สดับเมื่อถูกทุกขเวทนากระทบว่าเสวยเวทนาสองชนิดพร้อมกันคือทางกายและทางใจ เหมือนถูกยิงด้วยลูกศรสองดอกซ้อนกัน เพราะมีความยินร้ายและหันไปแสวงหากามสุขเป็นทางออกซึ่งยิ่งเพิ่มราคานุสัย ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับเมื่อถูกทุกขเวทนากระทบย่อมเสวยเวทนาทางกายเพียงอย่างเดียว ไม่มีความยินร้ายทางใจ เหมือนถูกยิงเพียงลูกศรดอกเดียว เพราะรู้ทางออกจากทุกข์นอกเหนือจากกามสุข จึงไม่ถูกกิเลสครอบงำในเวทนาทั้งสาม
- หน้า ๒๖๐–๒๖๔ คิลานสูตรที่ ๑ (สติสัมปชัญญะ ว่าด้วยกาย) ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เมืองเวสาลี พระพุทธเจ้าเสด็จไปโรงพยาบาลสงฆ์และตรัสสอนภิกษุให้มีสติสัมปชัญญะรอคอยเวลาตาย โดยอธิบายความมีสติคือการพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม และความมีสัมปชัญญะคือความรู้ตัวทั่วพร้อมในทุกอิริยาบถและกิจวัตร เมื่อภิกษุผู้มีสติสัมปชัญญะเสวยเวทนาใดๆ พึงพิจารณาว่าเวทนานั้นอาศัยกายซึ่งไม่เที่ยงเป็นเหตุปัจจัย จึงเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมสิ้น ความคลายกำหนัด ความดับ และการสละคืนของเวทนานั้น ทำให้ละอนุสัยที่แฝงอยู่ในเวทนาแต่ละชนิดได้ เมื่อกายแตกดับเวทนาทั้งปวงก็ดับเย็นสนิทไม่มีอะไรน
- หน้า ๒๖๔–๒๖๖ คิลานสูตรที่ ๒ (สติสัมปชัญญะ ว่าด้วยผัสสะ) พระสูตรเดียวกับก่อนหน้าแต่ทรงแสดงซ้ำโดยเปลี่ยนจากการอาศัย "กาย" เป็นการอาศัย "ผัสสะ" เป็นเหตุปัจจัยแห่งเวทนา ภิกษุผู้มีสติสัมปชัญญะพิจารณาเห็นผัสสะและเวทนาโดยความไม่เที่ยงเช่นเดียวกัน ย่อมละอนุสัยได้ และเมื่อสิ้นชีวิตเวทนาทั้งปวงก็ดับเย็นสนิท เปรียบเหมือนประทีปน้ำมันที่ดับไปเมื่อน้ำมันและไส้หมดสิ้น
- หน้า ๒๖๖–๒๖๗ เวทนาสูตร (ว่าด้วยความไม่เที่ยงและผัสสะเป็นเหตุ) ทรงสรุปว่าเวทนาทั้งสามเป็นสภาวะไม่เที่ยง ถูกปรุงแต่ง อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเสื่อมไปเป็นธรรมดา และล้วนเกิดจากผัสสะ มีผัสสะเป็นมูล เมื่อผัสสะชนิดใดดับ เวทนาที่เกิดจากผัสสะชนิดนั้นก็ดับตามไปด้วย เปรียบเหมือนความร้อนที่เกิดจากไม้สองท่อนเสียดสีกัน เมื่อแยกไม้ออกจากกันความร้อนนั้นก็ดับไป จบสคาถาวรรคที่ ๑ แห่งเวทนาสังยุตต์
- หน้า ๒๖๘–๒๗๐ รโหคตสูตร ภิกษุรูปหนึ่งครุ่นคิดขณะหลีกเร้นอยู่ผู้เดียวถึงพุทธพจน์ที่ว่า "สิ่งใดที่บุคคลเสวยแล้ว สิ่งนั้นนับเนื่องในทุกข์ทั้งสิ้น" จึงทูลถามความหมาย พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่าพระดำรัสนี้มุ่งหมายถึงความไม่เที่ยงของสังขารทั้งปวง มิใช่ว่าเวทนาทุกอย่างเป็นทุกข์โดยตรง แล้วทรงแสดงลำดับการดับสังขารตามฌานขั้นต่างๆ ไปจนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธที่สัญญาและเวทนาดับสนิท และภิกษุขีณาสพผู้สิ้นราคะ โทสะ โมหะแล้วก็มีความสงบระงับในลักษณะเดียวกัน
- หน้า ๒๗๐–๒๗๒ วาตสูตรและอาคันตุกาคารสูตร ทรงเปรียบเวทนาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกายกับลมนานาชนิดที่พัดในอากาศ ทั้งลมตะวันออก ตะวันตก เหนือ ใต้ ลมมีฝุ่นและไม่มีฝุ่น ลมร้อนและลมเย็น ลมแรงและลมอ่อน แสดงถึงความหลากหลายของสุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนาที่ผลัดเปลี่ยนเกิดขึ้นในกาย (แสดงซ้ำสองสูตร) และทรงเปรียบอีกครั้งด้วยเรือนรับรองแขกที่มีคนทุกทิศทุกวรรณะแวะเวียนเข้าพัก ฉันใด เวทนาทั้งที่มีอามิส (เจืออาศัยกาม) และไม่มีอามิส (บริสุทธิ์ทางจิต) ก็ผลัดเปลี่ยนเกิดขึ้นในกายฉันนั้น
- หน้า ๒๗๒–๒๗๕ อานันทสูตรและหมวดถามตอบเรื่องเวทนา (ตัดตอนท้ายบท) พระอานนท์และภิกษุกลุ่มต่างๆ ทูลถามพระพุทธเจ้าซ้ำหลายครั้งด้วยชุดคำถามเดียวกันว่าเวทนาคืออะไร อะไรเป็นเหตุเกิด เหตุดับ ทางดับ คุณ โทษ และทางออกจากเวทนา พระองค์ทรงตอบเป็นแบบแผนเดียวกันทุกครั้งว่าเวทนามีสามคือสุข ทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ เกิดจากผัสสะ ดับเมื่อผัสสะดับ มรรคมีองค์แปดเป็นทางดับ สุขโสมนัสที่เกิดจากเวทนาเป็นคุณ ความไม่เที่ยงแปรปรวนเป็นโทษ และการนำออกซึ่งฉันทราคะเป็นทางออก พร้อมแสดงลำดับการดับสังขารในฌานต่างๆ ซ้ำอีกครั้ง
- หน้า ๒๗๖–๒๘๒ ปัญจกังคสูตร ว่าด้วยความขัดแย้งเรื่องจำนวนเวทนา และลำดับความสุขที่ประณีตยิ่งขึ้น เนื้อหาเริ่มต้นด้วยท่อนท้ายสั้นๆ ของพระสูตรก่อนหน้า (ราว 6 บรรทัด) ที่ยังพูดถึงเวทนาตามสูตรมาตรฐานว่าเกิดจากผัสสะ ก่อนต่อด้วยพระสูตรใหม่คือเรื่องปัญจกังคช่างไม้ถามพระอุทายีว่าพระพุทธเจ้าตรัสเวทนาไว้กี่อย่าง (2 หรือ 3) จนเกิดความเห็นไม่ลงรอยกัน พระอานนท์นำความไปกราบทูล พระพุทธเจ้าจึงอธิบายว่าพระองค์ทรงแสดงเวทนาไว้หลายปริยาย (2, 3, 5, 6, 18, 36, 108 อย่าง) ตามแง่มุมต่างๆ ซึ่งไม่ขัดแย้งกัน แล้วทรงแสดงลำดับความสุขที่ประณีตขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่กามคุณ ฌานที่ 1-4 อรูปฌาน จนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธซึ่งทรงถือว่
- หน้า ๒๘๓–๒๘๔ เวทนาปริยายสูตร ฉบับย่อแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย และจบวรรครโหคตะ พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักธรรมเดียวกับพระสูตรก่อนหน้าซ้ำอีกครั้งแต่ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายโดยตรง ว่าทรงแสดงเวทนาไว้หลายปริยายเพื่อมิให้เกิดการทะเลาะวิวาทกันในหมู่สงฆ์เรื่องถ้อยคำที่ต่างกัน ผู้ไม่ยอมรับคำพูดดีของกันและกันจะบาดหมางกัน ส่วนผู้ยอมรับกันจะอยู่ร่วมกันอย่างสามัคคี จบวรรคที่ 2 (รโหคตวรรค) ของเวทนาสังยุตต์ พร้อมคาถาสรุปหัวข้อพระสูตรทั้ง 10 สูตรในวรรคนี้
- หน้า ๒๘๕–๒๘๘ สีวกสูตร ว่าด้วยเหตุแห่งเวทนาไม่ได้มาจากกรรมเก่าเพียงอย่างเดียว ปริพาชกโมฬิยสีวกทูลถามพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับความเชื่อของสมณพราหมณ์บางกลุ่มที่ว่าสุข ทุกข์ หรือความรู้สึกเฉยๆ ทุกอย่างล้วนมีสาเหตุจากกรรมเก่าเท่านั้น พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าความรู้สึกเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ดี เสมหะ ลม การประชุมกันของธาตุ การเปลี่ยนฤดู การรักษาตัวไม่สม่ำเสมอ อุบัติเหตุ และผลของกรรม ผู้เชื่อว่าทุกอย่างเป็นเพราะกรรมเก่าอย่างเดียวจึงกล่าวเกินทั้งที่รู้เองและที่โลกยอมรับ ถือเป็นความเห็นผิด สีวกปริพาชกเลื่อมใสจนขอถึงพระรัตนตรัยเป็นอุบาสกตลอดชีวิต
- หน้า ๒๘๘ อัฏฐสตปริยายสูตร ว่าด้วยการจำแนกเวทนาออกเป็น 108 อย่าง พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมบรรยายที่เรียกว่า อัฏฐสตปริยาย คือการจำแนกเวทนาตามมุมมองต่างๆ ได้แก่ 2 อย่าง (ทางกายและทางใจ) 3 อย่าง (สุข ทุกข์ เฉยๆ) 5 อย่าง (ตามอินทรีย์) 6 อย่าง (ตามทวารสัมผัส) 18 อย่าง (โสมนัส โทมนัส อุเบกขาที่เกี่ยวกับอารมณ์ 6) 36 อย่าง (แบ่งฝ่ายอิงเรือนกับฝ่ายอิงเนกขัมมะ) และ 108 อย่าง (คูณด้วยกาลอดีต อนาคต ปัจจุบัน) แสดงให้เห็นว่าเวทนาสามารถวิเคราะห์ได้ละเอียดหลายชั้นตามแต่มุมมองที่ใช้
- หน้า ๒๘๘–๒๙๑ สูตรสั้นหลายสูตรว่าด้วยคำถามมาตรฐานเรื่องเวทนา และการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ช่วงนี้มีพระสูตรสั้นหลายสูตรที่ใช้ชุดคำถามมาตรฐานเดียวกันคือ เวทนาคืออะไร อะไรเป็นเหตุเกิด ทางที่นำไปสู่เหตุเกิด อะไรเป็นความดับ ทางที่นำไปสู่ความดับ และอะไรเป็นคุณ โทษ ทางออกของเวทนา เริ่มจากภิกษุรูปหนึ่งทูลถาม ต่อมาพระพุทธเจ้าทรงเล่าว่าก่อนตรัสรู้เมื่อครั้งยังเป็นโพธิสัตว์ก็เคยทรงพิจารณาคำถามชุดเดียวกันนี้ และเมื่อทรงรู้แจ้งก็เกิดจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่างขึ้นในธรรมที่ไม่เคยทรงสดับมาก่อน สุดท้ายภิกษุกลุ่มหนึ่งทูลถามคำถามชุดเดียวกันอีกครั้งและได้รับคำตอบเดิมคือ เวทนาเกิดจากผัสสะ ดับด้วยการด
- หน้า ๒๙๑–๒๙๒ สูตรว่าด้วยเกณฑ์ตัดสินสมณพราหมณ์แท้จากความเข้าใจเรื่องเวทนา มีพระสูตรสั้นหลายสูตรติดต่อกันสอนว่าสมณะหรือพราหมณ์ผู้ใดไม่รู้แจ้งตามความเป็นจริงถึงเหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และทางออกของเวทนาทั้งสาม จะไม่นับว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะหรือพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์อย่างแท้จริง และไม่อาจบรรลุประโยชน์แห่งความเป็นสมณะหรือพราหมณ์ได้ด้วยตนเองในปัจจุบันชาติ ส่วนผู้ที่รู้แจ้งเรื่องนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นสมณพราหมณ์ที่แท้จริงและบรรลุประโยชน์นั้นได้ เนื้อหาส่วนนี้ทวนคำสอนเดียวกันซ้ำหลายครั้งในรูปแบบใกล้เคียงกันจนถึงสูตรที่กล่าวถึงเวทนาโดยตรงเพียงสั้นๆ
- หน้า ๒๙๒–๒๙๕ สูตรว่าด้วยปีติ สุข อุเบกขา และวิโมกข์ ฝ่ายมีอามิสและฝ่ายไม่มีอามิส พระพุทธเจ้าทรงจำแนกปีติ สุข อุเบกขา และวิโมกข์ออกเป็นสามระดับ คือ ฝ่ายมีอามิส (เกิดจากกามคุณทางโลก) ฝ่ายไม่มีอามิส (เกิดจากฌานสมาบัติ) และฝ่ายไม่มีอามิสที่ยิ่งกว่า (เกิดจากการที่พระขีณาสพพิจารณาเห็นจิตหลุดพ้นจากราคะ โทสะ โมหะ) แสดงลำดับขั้นความสุขทางจิตที่ประณีตขึ้นเรื่อยๆ จากความสุขทางโลกไปจนถึงความสุขจากการหลุดพ้นโดยสิ้นเชิง ท้ายวรรคนี้ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปหัวข้อพระสูตรทั้งหมดในวรรคที่ 3 และเป็นการจบเวทนาสังยุตต์ทั้งหมด
- หน้า ๒๙๖–๓๐๓ มาตุคามสังยุตต์ เปยยาลวรรค ว่าด้วยคุณสมบัติของหญิงที่น่าพอใจ และเหตุนำไปสู่นรกหรือสวรรค์ เริ่มสังยุตต์ใหม่ว่าด้วยเรื่องผู้หญิง กล่าวถึงคุณสมบัติ 5 ประการที่ทำให้หญิงเป็นที่พอใจหรือไม่พอใจของชาย (และในทางกลับกัน) คือ รูปงาม มีทรัพย์ มีศีล ขยัน และมีบุตร จากนั้นกล่าวถึงทุกข์เฉพาะตัว 5 ประการที่หญิงต้องประสบซึ่งชายไม่ต้องประสบ ได้แก่ การจากญาติไปอยู่ตระกูลสามีตั้งแต่เด็ก การมีระดู การตั้งครรภ์ การคลอดบุตร และการปรนนิบัติสามี ต่อมาพระอนุรุทธ์ทูลถามถึงคุณสมบัติที่ทำให้หญิงตายแล้วไปนรกหรือสวรรค์ พระพุทธเจ้าทรงแจกแจงเป็นชุดๆ ซ้ำกันหลายสูตรว่าหญิงที่ขาดศรัทธา หิริ โอตตัปปะ และมีความชั่วต่าง
- หน้า ๓๐๔–๓๐๙ มาตุคามสังยุตต์ พลวรรค ว่าด้วยกำลัง 5 ประการของหญิง พระพุทธเจ้าทรงแสดงกำลัง 5 ประการของหญิง คือ กำลังรูป กำลังทรัพย์ กำลังญาติ กำลังบุตร และกำลังศีล หญิงที่มีกำลังเหล่านี้ครบถ้วนย่อมอยู่ครองเรือนอย่างกล้าหาญและอาจข่มสามีได้ แต่หากขาดกำลังศีลแม้จะมีกำลังอื่นครบก็ยังไม่สมบูรณ์ ถึงกับถูกขับออกจากตระกูล ในขณะที่กำลังศีลเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอให้ดำรงอยู่ในตระกูลได้แม้ขาดกำลังอื่น แสดงว่าศีลเป็นกำลังสำคัญที่สุดของหญิง ตอนท้ายกล่าวถึงฐานะที่หาได้ยากหรือง่ายสำหรับหญิงตามบุญที่ทำไว้ และความเจริญ 5 ประการของอริยสาวิกา ปิดท้ายด้วยการจบมาตุคามสังยุตต์ทั้งหม
- หน้า ๓๑๐–๓๒๐ ชัมพุขาทกสังยุตต์ ปริพาชกถามปัญหาธรรมกับพระสารีบุตร ปริพาชกชื่อชัมพุขาทกเข้าไปหาพระสารีบุตรและตั้งคำถามธรรมะต่อเนื่องกันหลายข้อ เช่น นิพพานคืออะไร อรหัตตผลคืออะไร ใครเป็นผู้กล่าวธรรมแท้และปฏิบัติดี จุดประสงค์ของการประพฤติพรหมจรรย์คืออะไร ผู้ถึงความเบาใจและเบาใจอย่างยิ่งคือใคร รวมถึงความหมายของเวทนา อาสวะ อวิชชา ตัณหา โอฆะ อุปาทาน ภพ ทุกข์ และสักกายะ ตลอดจนสิ่งที่ยากในธรรมวินัยนี้ (การบวช การยินดีในบรรพชา และการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม) พระสารีบุตรตอบทุกคำถามด้วยรูปแบบเดียวกันคือให้คำจำกัดความแล้วชี้ว่าอริยมรรคมีองค์แปดเป็นทางปฏิบัติเพื่อบรรลุหรือล
- หน้า ๓๒๑–๓๒๒ สามัณฑกสังยุตต์ ปริพาชกถามปัญหาธรรมกับพระสารีบุตรซ้ำรูปแบบเดียวกัน ปริพาชกอีกคนหนึ่งชื่อสามัณฑกเข้าไปหาพระสารีบุตรที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาแล้วตั้งคำถามเรื่องนิพพานและสิ่งที่ยากในธรรมวินัยนี้เช่นเดียวกับที่ชัมพุขาทกเคยถาม พระสารีบุตรตอบด้วยคำตอบแบบเดียวกันทุกประการคือ นิพพานคือความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ และมีอริยมรรคมีองค์แปดเป็นทางปฏิบัติเพื่อบรรลุ ส่วนสิ่งที่ยากคือการบวช การยินดีในเพศบรรพชิต และการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ตำรานี้ระบุว่าคาถาสรุปหัวข้อของสังยุตต์นี้เหมือนกับสังยุตต์ก่อนหน้า แสดงว่าเป็นการแสดงธรรมเดียวกันซ้ำกับปริพาชกอีกคน
- หน้า ๓๒๓–๓๓๐ โมคคัลลานสังยุตต์ ว่าด้วยการบรรลุฌานและสมาธิขั้นต่างๆ ของพระมหาโมคคัลลานะ พระมหาโมคคัลลานะเล่าแก่ภิกษุทั้งหลายว่าขณะหลีกเร้นอยู่ผู้เดียว ท่านพิจารณาว่าฌานแต่ละขั้นคืออะไร เมื่อเข้าฌานนั้นได้แล้วแต่จิตยังแล่นไปสู่อารมณ์เก่าที่เคยชิน พระพุทธเจ้าก็เสด็จมาปรากฏด้วยฤทธิ์ตักเตือนมิให้ประมาทและให้ตั้งจิตให้มั่นในฌานนั้นๆ จนท่านสามารถเข้าฌานนั้นได้อย่างสมบูรณ์และได้รับคำชมจากพระศาสดา เนื้อหาดำเนินไปตามลำดับตั้งแต่ฌานที่ 1 ถึง 4 อรูปฌานทั้ง 4 และอนิมิตตเจโตสมาธิ ตอนท้ายที่ตัดตอนมานี้ยังกล่าวถึงพระมหาโมคคัลลานะหายตัวจากพระเชตวันไปปรากฏในหมู่เทวดาชั้นดาวดึงส์ เนื้อหาส่วนนี้ถูกตั
- หน้า ๓๓๑–๓๔๖ สักกเทวานมินทร์และเทวบุตรต่างๆ ทูลถามพระมหาโมคคัลลานะ (ท้ายโมคคัลลานสังยุตต์) เนื้อหาต่อเนื่องมาจากตอนก่อนหน้า (ถูกตัดตอนต้น) เป็นชุดบทสนทนาซ้ำรูปแบบเดียวกันระหว่างท้าวสักกะ (พร้อมเทวดาจำนวนต่างๆ ตั้งแต่ ๕๐๐ ถึง ๘๐,๐๐๐ องค์) กับพระมหาโมคคัลลานะ ซึ่งแสดงธรรมเรื่องการถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และการสมบูรณ์ด้วยศีลที่พระอริยะพอใจ พร้อมชี้ว่าเหตุเหล่านี้ทำให้เทวดาบางพวกเหนือกว่าเทวดาอื่นด้วยฐานะ ๑๐ ประการ (อายุทิพย์ วรรณะทิพย์ เป็นต้น) จากนั้นแบบแผนเดียวกันนี้ถูกแสดงซ้ำแก่เทพบุตรจันทนะ สุยาม สันตุสิต สุนิมมิต และวสวัตดี ซึ่งเป็น
- หน้า ๓๔๗–๓๔๙ สังโยชนสูตร (จิตตคหปติปุจฉาสังยุตต์ สูตรที่ ๑) เริ่มต้นสังยุตต์ใหม่ว่าด้วยคำถามของจิตตคหปติ ณ หมู่บ้านมัจฉิกาสัณฑ์ เหล่าพระเถระถกกันว่า "สังโยชน์" กับ "ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์" มีความหมายอย่างเดียวกันหรือต่างกัน เมื่อจิตตคหปติมาถามซ้ำแต่พระเถระนิ่งเฉย ท่านจึงอุปมาด้วยโคดำและโคขาวที่ถูกผูกด้วยเชือกเส้นเดียวกัน ว่าโคดำมิใช่เครื่องผูกของโคขาว โคขาวก็มิใช่เครื่องผูกของโคดำ แต่เชือกที่ผูกทั้งสองไว้ต่างหากคือเครื่องผูก ฉันใดก็ฉันนั้น ตาไม่ใช่เครื่องผูกของรูป รูปก็ไม่ใช่เครื่องผูกของตา แต่ฉันทราคะที่เกิดขึ้นอาศัยตาและรูปทั้งสองนั่นเองคือสังโ
- หน้า ๓๔๙–๓๕๑ ธาตุนานัตตสูตร (สูตรที่ ๒) จิตตคหปติเชิญพระเถระไปฉันภัตตาหารที่บ้าน แล้วถามว่า "ความต่างแห่งธาตุ" ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้มีเนื้อความเพียงใด แต่พระเถระนิ่งเฉยถึงสามครั้งเพราะไม่อาจตอบได้ พระอิสิทัตตะซึ่งเป็นภิกษุใหม่ที่สุดในหมู่สงฆ์นั้นจึงขออนุญาตตอบแทน โดยอธิบายว่าความต่างแห่งธาตุหมายถึงธาตุ ๑๘ คือ จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ ฯลฯ จนถึงมโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ พระเถระชื่นชมคำตอบและแนะให้อิสิทัตตะตอบปัญหาเช่นนี้ต่อไปในอนาคต
- หน้า ๓๕๑–๓๕๖ ทิฏฐิสูตรและสักกายทิฏฐิ (สูตรที่ ๓) จิตตคหปติมาเยี่ยมและเชิญพระเถระฉันภัตอีกครั้ง แล้วถามว่าทิฏฐิต่างๆ เช่น โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด มีขึ้นเพราะอะไร และไม่มีเพราะอะไร พระเถระนิ่งเฉยสามครั้งอีกเช่นเคย พระอิสิทัตตะจึงตอบว่าทิฏฐิเหล่านี้มีขึ้นเพราะมีสักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่ามีตัวตนในขันธ์ ๕) และไม่มีเพราะไม่มีสักกายทิฏฐินั้น พร้อมอธิบายรายละเอียดว่าสักกายทิฏฐิเกิดขึ้นอย่างไรและดับไปอย่างไร จิตตคหปติจำพระอิสิทัตตะได้ว่าอาจเป็นคนบ้านเดียวกันจากแคว้นอวันตี แต่ท่านนิ่งไม่ยอมรับ สุดท้ายหลังได้รับคำชมจากพระเถระ พระอิสิทัตตะก็จากมั
- หน้า ๓๕๖–๓๕๘ มหกสูตร (สูตรที่ ๔) จิตตคหปติเชิญพระสงฆ์ไปฉันข้าวปายาสที่คอกโคของตน หลังฉันเสร็จอากาศร้อนอบอ้าวจนพระเถระเดินเซื่องซึม พระมหกะซึ่งเป็นภิกษุใหม่ที่สุดจึงขออนุญาตบันดาลลมเย็นและฝนปรอยด้วยฤทธิ์เพื่อให้พระเถระสบายขึ้น เมื่อจิตตคหปติทราบว่าภิกษุบวชใหม่มีฤทธิ์เช่นนี้ก็ขอให้ท่านแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ พระมหกะจึงบันดาลไฟลุกออกจากช่องดาลและช่องกลอนประตูเผาไหม้เฉพาะฟ่อนหญ้าโดยไม่ไหม้ผ้าสังฆาฏิที่วางอยู่ใกล้กัน สร้างความอัศจรรย์ใจแก่จิตตคหปติ ก่อนที่พระมหกะจะจากมัจฉิกาสัณฑ์ไปโดยไม่กลับมาอีกเช่นกันเพื่อเลี่ยงลาภสักการะ
- หน้า ๓๕๙–๓๖๐ กามภูสูตรที่ ๑ - ปริศนารถ (สูตรที่ ๕) จิตตคหปติไปหาพระกามภู ผู้กล่าวคาถาปริศนาที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้เกี่ยวกับ "รถอันไม่มีเสียงเอี๊ยดอ๊าด" เมื่อพระกามภูถามความหมาย จิตตคหปติอธิบายว่า ล้อไม่มีเสียงหมายถึงศีล เครื่องปกคลุมสีขาวหมายถึงวิมุตติ ล้อเดียวหมายถึงสติ การแล่นไปหมายถึงการเดินหน้าถอยหลัง ตัวรถหมายถึงกายอันประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวลคือพระขีณาสพผู้ละราคะโทสะโมหะได้แล้ว แสดงให้เห็นว่าฆราวาสก็สามารถแทงตลอดพุทธพจน์อันลึกซึ้งได้
- หน้า ๓๖๐–๓๖๔ กามภูสูตรที่ ๒ - สังขารและสัญญาเวทยิตนิโรธ (สูตรที่ ๖) จิตตคหปติถามพระกามภูต่อเนื่องหลายประเด็นเรื่องสังขาร ๓ คือ กายสังขาร วจีสังขาร และจิตตสังขาร จากนั้นถามถึงการเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ (ภาวะดับสัญญาและเวทนาโดยสิ้นเชิง) ว่าเข้าอย่างไร ออกอย่างไร ธรรมใดดับก่อนดับหลัง ต่างจากคนตายอย่างไร ผัสสะชนิดใดกระทบเมื่อออกจากสมาบัติ และจิตน้อมไปทางใด จบด้วยคำถามว่าธรรมใดมีอุปการะมากที่สุดต่อสมาบัตินี้ คือสมถะและวิปัสสนา
- หน้า ๓๖๔–๓๖๗ โคทัตตสูตร - เจโตวิมุตติ ๔ ประการ (สูตรที่ ๗) จิตตคหปติถามพระโคทัตตะว่า เจโตวิมุตติอันหาประมาณมิได้ (อัปปมาณา) เจโตวิมุตติอันไม่มีอะไรกังวล (อากิญจัญญา) เจโตวิมุตติที่ว่างเปล่า (สุญญตา) และเจโตวิมุตติที่ไม่มีนิมิต (อนิมิตตา) มีความหมายต่างกันหรือความหมายเดียวกัน ท่านตอบทั้งสองแง่มุม คือ ในแง่วิธีเจริญที่ต่างกัน ธรรมทั้งสี่จึงต่างกันทั้งเนื้อความและพยัญชนะ แต่ในแง่ผลสูงสุดคือเจโตวิมุตติอันไม่กำเริบ (อกุปปา) ซึ่งว่างจากราคะโทสะโมหะเช่นเดียวกันทั้งหมด ธรรมทั้งสี่จึงมีเนื้อความเดียวกัน ต่างกันเพียงพยัญชนะเท่านั้น
- หน้า ๓๖๗–๓๖๙ นิคัณฐสูตร - โต้ตอบกับนิครนถ์นาฏบุตร (สูตรที่ ๘) นิครนถ์นาฏบุตรผู้เป็นเจ้าลัทธิมาถึงมัจฉิกาสัณฑ์และถามจิตตคหปติว่าเชื่อหรือไม่ว่าพระสมณโคดมมีสมาธิที่ปราศจากวิตกวิจารได้ จิตตคหปติตอบว่าตนไม่ได้เชื่อด้วยศรัทธาแต่รู้เองเพราะเคยเข้าฌานทั้งสี่ด้วยตนเอง นิครนถ์ชมเชยความตรงไปตรงมาของจิตตคหปติต่อหน้าบริษัทของตน แต่เมื่อจิตตคหปติชี้แจงว่าญาณประเสริฐกว่าศรัทธาและยืนยันประสบการณ์ของตนอย่างมั่นคง นิครนถ์กลับพูดตำหนิว่าจิตตคหปติไม่ซื่อตรงต่อหน้าบริษัทเดียวกัน จิตตคหปติจึงชี้ให้เห็นความย้อนแย้งด้วยปัญหาสหธรรมิก ๑๐ ข้อ แล้วลุกจากที่นั่งจากไปโดยไม่รอคำตอบ
- หน้า ๓๗๐–๓๗๒ อเจลกัสสปสูตร (สูตรที่ ๙) อเจลกัสสปะ ผู้เป็นสหายเก่าครั้งเป็นคฤหัสถ์ของจิตตคหปติมาถึงมัจฉิกาสัณฑ์ จิตตคหปติถามว่าบวชมา ๓๐ ปีแล้วได้บรรลุธรรมวิเศษอันใดบ้าง กัสสปะตอบว่าไม่ได้บรรลุอะไรเลยนอกจากการเปลือยกายและโกนผมถอนขน จิตตคหปติจึงอัศจรรย์ใจในธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดี เมื่อกัสสปะย้อนถามว่าจิตตคหปติเป็นอุบาสกมา ๓๐ ปีได้บรรลุอะไรบ้าง จิตตคหปติตอบว่าตนแม้เป็นฆราวาสก็สามารถเข้าฌานทั้งสี่ได้ตามปรารถนา อเจลกัสสปะเกิดความเลื่อมใสอย่างยิ่งจึงขอบวชในธรรมวินัยนี้ จิตตคหปติอุปถัมภ์ปัจจัย ๔ ให้ ไม่นานกัสสปะก็บรรลุเป็นพระอรหันต์
- หน้า ๓๗๒–๓๗๕ คิลานทัสสนสูตร - จิตตคหปติป่วยหนักและมรณภาพ (สูตรที่ ๑๐, จบจิตตสังยุตต์) เมื่อจิตตคหปติป่วยหนักใกล้ตาย เทวดาประจำอาราม ป่า ต้นไม้ และสมุนไพรพากันมาปรากฏกายเชิญชวนให้ตั้งความปรารถนาเป็นพระเจ้าจักรพรรดิในอนาคต จิตตคหปติตอบว่าแม้ความเป็นจักรพรรดินั้นก็ไม่เที่ยง ต้องละทิ้งไปในที่สุด ญาติมิตรที่ได้ยินเข้าใจผิดคิดว่าท่านเพ้อ จิตตคหปติจึงอธิบายว่าตนพูดอย่างมีสติดีและให้โอวาทสุดท้ายแก่ญาติมิตรให้มีความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัยและมีจาคะเจือด้วยศีลอันงาม แล้วท่านก็ถึงแก่กรรม จบจิตตคหปติปุจฉาสังยุตต์พร้อมคาถาสรุปท้ายบท
- หน้า ๓๗๖–๓๗๗ จัณฑสูตร (คามณิสังยุตต์ สูตรที่ ๑) เริ่มต้นคามณิสังยุตต์ว่าด้วยบทสนทนากับผู้ใหญ่บ้านต่างๆ จัณฑคามณีทูลถามพระพุทธเจ้าว่าอะไรเป็นเหตุให้บางคนได้ชื่อว่า "คนดุร้าย" และบางคนได้ชื่อว่า "คนสงบเสงี่ยม" พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า ผู้ใดยังละราคะ โทสะ โมหะไม่ได้ เมื่อถูกผู้อื่นย่ำยีก็แสดงความโกรธออกมา ผู้นั้นได้ชื่อว่าดุร้าย ส่วนผู้ใดละกิเลสเหล่านั้นได้แล้ว แม้ถูกย่ำยีก็ไม่แสดงความโกรธ ผู้นั้นได้ชื่อว่าสงบเสงี่ยม จัณฑคามณีเลื่อมใสจึงประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
- หน้า ๓๗๗–๓๘๐ ตาลปุตตสูตร - นักแสดงกับนรกปหาสะ (สูตรที่ ๒) ตาลปุตตะ หัวหน้าคณะนักแสดงทูลถามพระพุทธเจ้าตามคำสอนของอาจารย์รุ่นก่อนว่านักแสดงที่ทำให้คนหัวเราะสนุกสนานด้วยเรื่องโกหกปลอมบนเวทีจะได้ไปเกิดในหมู่เทวดาปหาสะ (เทวดาแห่งความรื่นเริง) หลังพระองค์ปฏิเสธจะตอบถึงสามครั้ง ในที่สุดจึงตรัสความจริงว่า นักแสดงที่ปลุกเร้ากิเลสราคะโทสะโมหะในใจคนดูเพื่อความบันเทิง ตายไปย่อมเกิดในนรกชื่อปหาสะ ไม่ใช่สวรรค์ ตาลปุตตะร้องไห้ด้วยความเสียใจที่ถูกอาจารย์รุ่นก่อนหลอกลวงมานาน จึงขอบวชและไม่นานก็บรรลุอรหัตผล
- หน้า ๓๘๐–๓๘๒ โยธาชีวสูตร - ทหารกับนรกสรชิตะ (สูตรที่ ๓) โยธาชีวคามณี (ผู้ใหญ่บ้านที่เป็นทหาร) ทูลถามคำสอนของอาจารย์รุ่นก่อนทำนองเดียวกันว่า ทหารที่เพียรพยายามในสงครามจนถูกข้าศึกฆ่าตายจะได้ไปเกิดในหมู่เทพผู้มีชัย พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าใจของทหารที่กำลังรบนั้นถูกครอบงำด้วยความคิดชั่วร้ายอยากให้ผู้อื่นถูกฆ่าถูกทำลายไว้ก่อนแล้ว เมื่อตายไปในสภาพจิตเช่นนั้นย่อมเกิดในนรกชื่อสรชิตะ มิใช่สวรรค์ โยธาชีวะร้องไห้เสียใจที่ถูกอาจารย์รุ่นก่อนหลอกลวงมานาน จึงประกาศตนถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
- หน้า ๓๘๒ หัตถาโรหสูตร (สูตรที่ ๔ ย่อ) หัตถาโรหคามณี (ผู้ใหญ่บ้านที่เป็นควาญช้าง) เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า สูตรนี้ถูกย่อไว้ด้วยคำว่า "ฯเปฯ" แสดงว่ามีเนื้อหาทำนองเดียวกับสูตรว่าด้วยทหารและพลม้าก่อนหน้าและถัดไป และจบลงด้วยการที่หัตถาโรหคามณีประกาศตนถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะเช่นเดียวกับผู้ใหญ่บ้านคนอื่นๆ ในสังยุตต์นี้
- หน้า ๓๘๒–๓๘๔ อัสสาโรหสูตร - พลม้ากับนรกสรชิตะ (สูตรที่ ๕) อัสสาโรหคามณี (ผู้ใหญ่บ้านที่เป็นพลม้า) ทูลถามคำสอนของอาจารย์รุ่นก่อนแบบเดียวกับสูตรทหารว่า พลม้าที่ตายในสงครามจะได้ไปเกิดในหมู่เทพผู้มีชัย พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธตอบสามครั้งก่อนจะตรัสอธิบายว่า จิตที่มุ่งร้ายอยากให้ผู้อื่นถูกฆ่าตายก่อนออกรบนั้นเป็นเหตุให้ตายไปเกิดในนรกชื่อสรชิตะ มิใช่สวรรค์ตามความเชื่อเดิม อัสสาโรหะร้องไห้เสียใจเช่นเดียวกับโยธาชีวะ แล้วประกาศตนถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
- หน้า ๓๘๔–๓๘๕ อสิพันธกปุตตสูตร - พิธีกรรมพราหมณ์ส่งผู้ตายขึ้นสวรรค์ (สูตรที่ ๖, เริ่มต้น - ถูกตัดตอนท้ายบท) เนื้อหาเริ่มสูตรใหม่แต่ถูกตัดตอนท้ายไฟล์นี้ อสิพันธกปุตตคามณีทูลถามพระพุทธเจ้าว่า พราหมณ์ชาวปัจฉาภูมิที่ประกอบพิธีกรรมสามารถทำพิธีนำผู้ตายขึ้นสู่สวรรค์ได้ พระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เองย่อมทำได้ยิ่งกว่าให้คนทั้งโลกไปสวรรค์หลังตายได้หรือไม่ พระพุทธเจ้าทรงย้อนถามด้วยอุปมาว่า คนที่ทำบาปทุกอย่าง แม้มีคนหมู่มากมาสวดอ้อนวอนขอให้ไปสวรรค์ ก็ไม่อาจไปสวรรค์ได้ เปรียบเหมือนก้อนหินหนักที่จมอยู่ในน้ำลึก เนื้อหาจบลงตรงที่พระพุทธเจ้ากำลังจะตรัสถึงกรณีตรงข้ามคือผู้เว้นจากบาปทั้งปวง (เนื้อหาขาดตอนเพราะจบไฟล์)
- หน้า ๓๘๖–๓๘๗ ตอนท้ายสูตรอสิพันธกปุตตะ (สูตรที่ ๖ คามณิสังยุตต์) - อุปมาน้ำมันเนยลอยน้ำ ไม่มีใครตกนรกหรือขึ้นสวรรค์เพราะคำอ้อนวอนของผู้อื่น เนื้อหาช่วงนี้เป็นตอนท้ายของพระสูตรที่เริ่มก่อนหน้าจุดตัดของไฟล์นี้ พระพุทธเจ้าตรัสสอนอสิพันธกปุตตคามณีด้วยอุปมาว่า คนทำชั่วแม้มหาชนจะมาชุมนุมกันอ้อนวอนขอร้องให้เขาไปสุคติ เขาก็ยังต้องไปอบายเหมือนก้อนหินที่จมน้ำ ส่วนคนทำดีแม้มหาชนจะแช่งขอให้ตกนรก เขาก็ยังลอยขึ้นสวรรค์ได้เหมือนน้ำมันเนยที่ลอยน้ำเสมอ ชี้ให้เห็นว่าคติหลังตายขึ้นอยู่กับกรรมของตนเอง ไม่ใช่คำอธิษฐานหรือความปรารถนาของผู้อื่น เมื่อจบพระธรรมเทศนา อสิพันธกปุตตคามณีประกาศตนถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
- หน้า ๓๘๗–๓๙๐ อุปมานาเขตสามชนิดและหม้อน้ำสามใบ - เหตุที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่แต่ละกลุ่มต่างกัน อสิพันธกปุตตคามณีทูลถามว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าผู้ทรงเมตตาสัตว์ทั้งปวงเสมอกัน จึงทรงแสดงธรรมโดยเอาใจใส่แก่บางกลุ่มมากกว่าบางกลุ่ม พระองค์ตรัสตอบด้วยอุปมาชาวนาที่มีนาสามชนิด (ดี กลาง เลว) ย่อมหว่านพืชในนาดีก่อน และอุปมาหม้อน้ำสามใบ (ไม่รั่วใช้ได้ดี รั่วบ้างพอใช้ได้ รั่วมาก) คนย่อมเทน้ำใส่หม้อดีก่อน ฉันนั้นพระองค์จึงทรงแสดงธรรมอันไพเราะทั้งเบื้องต้นท่ามกลางที่สุดแก่ภิกษุภิกษุณีก่อน รองลงมาแก่อุบาสกอุบาสิกา และแม้แก่นักบวชนอกศาสนาก็ยังทรงแสดงด้วยหวังว่าเขาจะเข้าใจแม้เพียงบทเดียวอันจะเป็นประโยชน์สุขแก่เ
- หน้า ๓๙๐–๓๙๘ หักล้างคำสอนนิครนถ์นาฏบุตรเรื่องกรรม และการเจริญพรหมวิหารสี่เป็นเครื่องลบล้างกรรมจำกัด อสิพันธกปุตตคามณีซึ่งเป็นศิษย์นิครนถ์เล่าคำสอนของนิครนถ์นาฏบุตรว่า ผู้ใดฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม หรือพูดเท็จแม้ครั้งเดียว ย่อมตกนรกทั้งสิ้น พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นความขัดแย้งในคำสอนนี้ด้วยการให้พิจารณาว่าตลอดวันคืนหนึ่ง เวลาที่คนทำบาปเหล่านั้นน้อยกว่าเวลาที่ไม่ได้ทำมากนัก ถ้าเชื่อตามนิครนถ์ก็จะไม่มีใครไม่ตกนรกเลย จากนั้นทรงแสดงคำสอนที่ถูกต้อง คือเมื่อพระตถาคตอุบัติขึ้นและติเตียนบาปกรรม สาวกผู้เลื่อมใสย่อมพิจารณาทบทวนกรรมชั่วที่เคยทำแล้วรังเกียจ ละเว้นต่อไป นี้คือการละกรรมชั่วอย่างแท้จ
- หน้า ๓๙๘–๔๐๑ นิครนถ์ยุยงให้ท้าพระพุทธเจ้าด้วยปัญหาสองเงื่อน เรื่องการจาริกช่วงข้าวยากหมากแพงทำลายตระกูล และเหตุแปดประการที่ตระกูลพินาศจริง นิครนถ์นาฏบุตรยุยงอสิพันธกปุตตคามณีให้ไปโต้วาทะกับพระพุทธเจ้า โดยตั้งปัญหาสองเงื่อนไว้ว่า พระองค์ทรงสรรเสริญความเอ็นดูอนุเคราะห์ตระกูลทั้งหลาย แต่เหตุใดยังทรงพาภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่จาริกในเมืองนาฬันทาที่กำลังข้าวยากหมากแพง อันเท่ากับทรงปฏิบัติเพื่อทำลายล้างตระกูลเขา เมื่อคามณีนำปัญหานี้มาทูลถาม พระพุทธเจ้าทรงตอบว่าตลอดเก้าสิบเอ็ดกัปที่ทรงระลึกได้ ไม่เคยทรงทำตระกูลใดเสื่อมเสียเพราะรับบิณฑบาต ตระกูลที่มั่งคั่งล้วนเกิดจากทาน สัจจะ และความสำรวม ส่วนเหตุแปดประการที่แท้จริงที่ทำให้ตระกูลพินาศ คือ ภัยจากพร
- หน้า ๔๐๑–๔๐๓ มณิจูฬกคามณีสูตร - สมณศากยบุตรไม่ควรรับและแสวงหาทองเงิน เพราะเท่ากับยินดีในกามคุณ ในราชสำนักมีการถกเถียงกันว่าสมณศากยบุตร (พระภิกษุ) สมควรรับเงินทองหรือไม่ มณิจูฬกคามณียืนยันถูกต้องว่าไม่สมควร จึงมาทูลถามพระพุทธเจ้าเพื่อยืนยันคำตอบของตน พระองค์ทรงรับรองว่าพูดถูกต้องตามธรรม และตรัสอธิบายว่าผู้ใดยินดีทองเงินก็ย่อมยินดีในกามคุณห้าไปด้วย เพราะทองเงินเป็นเครื่องนำมาซึ่งกามสุข การรับเงินทองจึงไม่ใช่กิจของสมณะและศากยบุตรเลย พระองค์ทรงสอนต่อว่าสิ่งจำเป็นต่างๆ เช่น หญ้า ไม้ เกวียน หรือคนรับใช้ ย่อมแสวงหาได้ตามควรแก่ผู้ต้องการ แต่เงินทองนั้นไม่ควรยินดีหรือแสวงหาโดยประการใดๆ ทั้งสิ้น เป
- หน้า ๔๐๓–๔๐๖ คันธภกคามณีสูตร - ทุกข์ทั้งปวงมีฉันทะ (ความอยาก) เป็นมูลราก ผ่านอุปมาความทุกข์ใจของบิดาต่อบุตรที่รัก คันธภกคามณีทูลขอให้พระพุทธเจ้าแสดงเหตุเกิดและความดับแห่งทุกข์ พระองค์ไม่ทรงแสดงโดยอ้างถึงอดีตหรืออนาคตเพราะจะทำให้เกิดความสงสัยลังเล แต่ทรงแสดงโดยยกตัวอย่างที่ประจักษ์อยู่ตรงหน้า คือถามว่าคามณีจะเศร้าโศกหรือไม่หากบุตรชายชื่อจิรวาสีถูกฆ่า จองจำ หรือถูกติเตียน คามณีตอบว่าเศร้าโศกแน่นอนเพราะรักบุตร แต่หากเป็นเรื่องเกิดขึ้นกับคนที่ตนไม่เคยรู้จักหรือไม่มีความผูกพันก็จะไม่รู้สึกอะไร พระพุทธเจ้าจึงชี้ให้เห็นหลักธรรมสำคัญว่า ทุกข์ทั้งปวงที่เกิดขึ้นล้วนมีฉันทะ (ความพอใจ ความอยาก ความผูกพันยึดติด) เป็นมูล
- หน้า ๔๐๖–๔๑๘ ราสิยคามณีสูตร - มัชฌิมาปฏิปทาระหว่างกามสุขัลลิกานุโยคกับอัตตกิลมถานุโยค การจำแนกผู้บริโภคกามตามธรรม และผลที่ประจักษ์ได้ทันตาจากการละราคะ โทสะ โมหะ ราสิยคามณีทูลถามพระพุทธเจ้าถึงข่าวลือว่าพระองค์ทรงตำหนิการบำเพ็ญตบะทุกชนิดโดยไม่เว้น พระพุทธเจ้าทรงชี้แจงว่ามิได้ทรงตำหนิเหมารวม แต่ทรงสอนให้ละเว้นสุดโต่งสองทาง คือการหมกมุ่นในกามสุขอันต่ำทราม และการทรมานตนอันเป็นทุกข์ไร้ประโยชน์ แล้วทรงแสดงมัชฌิมาปฏิปทาคืออริยมรรคมีองค์แปด จากนั้นทรงจำแนกผู้บริโภคกาม (กามโภคี) ตามลักษณะการแสวงหาทรัพย์และการใช้ทรัพย์ออกเป็นหลายแบบพร้อมชี้จุดที่ควรตำหนิและควรสรรเสริญของแต่ละแบบ ต่อด้วยการจำแนกผู้บำเพ็ญตบะสามจำพวกตามผลที่ได้บรรลุ และปิดท้ายด้วยหลักธรรมสำคัญคือ ควา
- หน้า ๔๑๘–๔๔๐ ปาฏลิยคามณีสูตร - พระพุทธเจ้าทรงรู้มายาและผลของมายา และธรรมสมาธิที่ตัดความลังเลในคำสอนของครูทั้งสี่ผู้มีความเห็นขัดแย้งกัน (จบคามณิสังยุตต์) ปาฏลิยคามณีทูลว่าได้ยินคำครหาว่าพระพุทธเจ้า "รู้มายา" (เล่ห์กล) ดุจนักมายากล พระองค์ทรงอธิบายว่าทรงรู้มายาและรู้ผลของมายาจริง เช่นเดียวกับที่ทรงรู้ผลของปาณาติบาตและอกุศลกรรมอื่นๆ ว่านำไปสู่อบาย จากนั้นคามณีเล่าความลังเลสงสัยของตนว่า มีเจ้าลัทธิสี่ท่านสอนขัดแย้งกัน บ้างว่าไม่มีผลกรรม บ้างว่ามีผลกรรมจริง บ้างว่าทำอะไรก็ไม่บาปแม้ฆ่าล้างสรรพสัตว์ก็ไม่มีบาป บ้างว่าทำแล้วมีบาปมีบุญจริง ไม่รู้จะเชื่อใคร พระพุทธเจ้าจึงทรงสอน "ธรรมสมาธิ" คือให้เจริญอริยสาวกที่ละอกุศลกรรมบถสิบแล้วแผ่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเ
- หน้า ๔๔๑–๔๔๓ อสังขตสังยุตต์ ปฐมวรรค: อสังขตะและมรรคที่นำไปสู่อสังขตะ (๑๑ นัย) พระพุทธเจ้าทรงแสดง "อสังขตะ" (สภาวะที่ไม่ถูกปรุงแต่ง) ว่าคือความสิ้นราคะ โทสะ และโมหะ อันเป็นชื่อหนึ่งของนิพพาน จากนั้นทรงแสดงมรรคที่นำไปสู่อสังขตะซ้ำกันหลายสูตร โดยแต่ละสูตรเปลี่ยนคำอธิบาย "มรรค" ไปเรื่อยๆ ตั้งแต่สติที่ตั้งมั่นในกาย สมถะและวิปัสสนา สมาธิประเภทต่างๆ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ จนถึงอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นมรรคที่ครอบคลุมและสมบูรณ์ที่สุด ประเด็นสำคัญคือแม้จะอธิบายด้วยแง่มุมต่างกัน แต่ทั้งหมดล้วนชี้ไปที่การปฏิบัติเพื่อบรรลุนิพพานเช่นเดียวกัน จบว
- หน้า ๔๔๔–๔๕๔ อสังขตสังยุตต์ ทุติยวรรค: ชื่อพ้องของนิพพานกว่า ๓๐ ชื่อ วรรคนี้แสดงนิพพานผ่านชื่อเรียกต่างๆ กว่าสามสิบชื่อ เช่น อนตะ อนาสวะ สัจจะ ฝั่งโน้น (ปาระ) สิ่งที่ละเอียดประณีต สิ่งที่เห็นได้ยากยิ่ง สิ่งที่ไม่คร่ำครา ความมั่นคง อมตะ สันติ ความสิ้นตัณหา สิ่งอัศจรรย์ เกาะ ที่พึ่ง ที่หลบภัย และฝั่งเป้าหมายสุดท้าย (ปรายนะ) เป็นต้น แต่ละชื่อถูกนิยามด้วยสูตรเดียวกันคือ "ความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ" และมีมรรคนำไปถึงคือกายคตาสติเป็นหลัก การใช้ชื่อหลากหลายเช่นนี้แสดงให้เห็นว่านิพพานมีแง่มุมความหมายมากมาย ทั้งในแง่ความปลอดภัย ความหลุดพ้น และเป้าหมายสูงสุดของการปฏิบัติ วรรคจบ
- หน้า ๔๕๕–๔๖๒ เขมาสูตร: พระนางเขมาภิกษุณีตอบพระเจ้าปเสนทิโกศลเรื่องตถาคตหลังมรณะ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงพบพระเขมาภิกษุณีระหว่างเดินทาง และตรัสถามว่าตถาคตมีอยู่หรือไม่มีอยู่หลังความตาย ทั้งสี่แบบ (มี/ไม่มี/ทั้งมีทั้งไม่มี/ไม่ใช่ทั้งมีไม่ใช่ทั้งไม่มี) พระเขมาตอบว่าพระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ปัญหาเหล่านี้ แล้วอุปมาด้วยมหาสมุทรที่ลึกจนประมาณไม่ได้ ตถาคตก็เช่นกันคือหลุดพ้นจากการถูกนับว่าเป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เพราะขันธ์เหล่านั้นถูกละแล้วอย่างสิ้นเชิงจนไม่มีเชื้อให้เกิดอีก จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าตถาคตมีหรือไม่มีในความหมายที่คำถามตั้งไว้ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงพอพระทัยคำตอบ และภายหล
- หน้า ๔๖๒–๔๖๗ อนุราธสูตร: หาตัวตถาคตไม่พบแม้ในปัจจุบันชาติ นักบวชนอกศาสนาถามพระอนุราธะว่าตถาคตหลังมรณะเป็นอย่างไรในสี่แบบ พระอนุราธะตอบไม่ได้จนถูกตำหนิว่าโง่เขลา จึงไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงสอนโดยไล่ถามว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง เป็นทุกข์หรือไม่ เป็นตัวตนได้หรือไม่ ซึ่งพระอนุราธะตอบว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน จากนั้นทรงชี้ว่าแม้ในขันธ์ห้าเอง หรือนอกเหนือขันธ์ห้า ก็ไม่อาจพบตถาคตในฐานะที่แท้จริงได้เลยแม้ขณะยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นคำถามว่าตถาคตเป็นอย่างไรหลังมรณะจึงไม่มีทางตอบได้ในกรอบที่ผู้ถามคาดหวัง เพราะตั้งอยู่บนความ
- หน้า ๔๖๗–๔๗๕ สารีปุตตโกฏฐิกสูตรที่ ๓-๖: เหตุที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ปัญหาเรื่องตถาคต พระสารีบุตรและพระมหาโกฏฐิตะสนทนากันหลายครั้งถึงเหตุผลที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์คำถามว่าตถาคตมีอยู่หรือไม่หลังมรณะ คำอธิบายที่ให้ไว้คือ ผู้ที่ไม่รู้ไม่เห็นความเกิดและความดับของขันธ์ห้าตามจริงเท่านั้นที่ยังมีความเห็นเช่นนั้นเกิดขึ้น ผู้ที่ยังมีราคะ ความติดใจ ความกระหายในขันธ์ห้าก็เช่นกัน และผู้ที่ยินดีเพลิดเพลินในขันธ์ห้าโดยไม่รู้ความดับของมันก็ยังตกอยู่ในความเห็นเหล่านี้ ส่วนผู้ที่หลุดพ้นแล้วด้วยความสิ้นตัณหาไม่มีความจำเป็นต้องบัญญัติตนเองในกรอบคำถามเหล่านี้อีกต่อไป กล่าวโดยสรุปคือคำถามเหล่านี้เ
- หน้า ๔๗๕–๔๘๓ วัจฉโคตตปริพพาชกสูตรกับพระมหาโมคคัลลานะและพระพุทธเจ้า: เหตุที่ลัทธิอื่นตอบปัญหาแต่พระพุทธเจ้าไม่ตอบ ปริพาชกวัจฉโคตรไปถามพระมหาโมคคัลลานะและพระพุทธเจ้าซ้ำหลายครั้งด้วยคำถามเดียวกันเรื่องโลกเที่ยงหรือไม่ ตถาคตมีอยู่หรือไม่หลังมรณะ และถามต่อว่าเหตุใดนักบวชลัทธิอื่นจึงตอบคำถามเหล่านี้ได้ทันทีแต่พระพุทธเจ้ากลับไม่ทรงตอบ คำอธิบายที่ได้รับคือนักบวชลัทธิอื่นยังเห็นอายตนะทั้งหก (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) และขันธ์ห้าว่าเป็นตัวตนของตน จึงอาศัยความเห็นนั้นมาตอบคำถามแบบยึดถือ ส่วนพระตถาคตผู้ตรัสรู้แล้วไม่ทรงเห็นสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นตัวตน จึงไม่มีฐานให้ทรงพยากรณ์คำถามในกรอบเดิม วัจฉโคตรรู้สึกอัศจรรย์ที่คำตอบขอ
- หน้า ๔๘๓–๔๘๕ สูตรว่าด้วยไฟกับเชื้อ (อุปาทาน): เหตุแห่งการเกิดใหม่ วัจฉโคตรถามต่อถึงเรื่องพระอรหันต์ผู้อื่นที่ล่วงลับไปแล้วว่าไปเกิด ณ ที่ใด พระพุทธเจ้าทรงอุปมาด้วยไฟที่ต้องอาศัยเชื้อจึงจะลุกโพลง ถ้าไม่มีเชื้อก็ไม่ลุกไหม้ ฉันใด การเกิดใหม่ของสัตว์ก็ทรงบัญญัติเฉพาะผู้ที่ยังมีอุปาทาน (ความยึดมั่น) เท่านั้น เมื่อวัจฉโคตรถามต่อว่าไฟที่ถูกลมพัดไปไกลอาศัยอะไรเป็นเชื้อ ทรงตอบว่าอาศัยลมนั่นเองเป็นเชื้อในขณะนั้น และเมื่อถามถึงสัตว์ที่ทิ้งกายนี้แต่ยังไม่ไปเกิดในกายใหม่ ทรงตอบว่าตัณหาคือเชื้อที่ทำให้เกิดในขณะนั้น แสดงให้เห็นว่าการเวียนว่ายตายเกิดขึ้นอยู่กับตัณหาและอุปาทาน
- หน้า ๔๘๕–๔๘๗ สูตรว่าด้วยอัตตา-นัตถัตตะ (พระอานนท์): เหตุที่ทรงนิ่งเมื่อถูกถามว่ามีตัวตนหรือไม่ วัจฉโคตรทูลถามพระพุทธเจ้าตรงๆ ว่า "มีตัวตนหรือไม่" พระองค์ทรงนิ่งเฉยทั้งสองครั้งจนวัจฉโคตรลุกจากไป พระอานนท์จึงทูลถามเหตุผล พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่าหากตรัสว่า "มีตัวตน" จะเป็นการเข้าข้างพวกสัสสตทิฏฐิ (เห็นว่าเที่ยง) และหากตรัสว่า "ไม่มีตัวตน" จะเป็นการเข้าข้างพวกอุจเฉททิฏฐิ (เห็นว่าขาดสูญ) ทั้งสองอย่างขัดกับหลักที่ว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา นอกจากนี้การตอบว่า "ไม่มีตัวตน" แก่ผู้ที่กำลังสับสนอยู่แล้วจะยิ่งทำให้สับสนหนักขึ้น เพราะจะเข้าใจผิดว่าตนเคยมีตัวตนแล้วสูญไป การนิ่งจึงเป็นวิธีหลีกเลี่ยงมิให้ผู
- หน้า ๔๘๗–๔๘๙ สภิยกัจจานสูตร และคำลงท้ายจบอัพยากตสังยุตต์ กับจบสฬายตนวรรคสังยุตต์ (จบเล่ม ๑๘) วัจฉโคตรไปถามพระสภิยกัจจานะด้วยคำถามเดิมเรื่องตถาคตหลังมรณะ ได้รับคำตอบแบบเดียวกันคือเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ พระสภิยกัจจานะอธิบายว่าเหตุและปัจจัยที่จะใช้บัญญัติว่าตถาคตมีรูปหรือไม่มีรูป มีสัญญาหรือไม่มีสัญญาเป็นต้นนั้น ได้ดับไปหมดสิ้นแล้วโดยไม่เหลือเชื้อให้บัญญัติได้อีก เมื่อวัจฉโคตรถามอายุพรรษาแล้วชื่นชมว่าแม้บวชได้เพียงสามปีก็ยังตอบได้ลึกซึ้งเช่นนี้ สูตรนี้เป็นสูตรที่ ๑๑ ปิดท้ายอัพยากตสังยุตต์ ตามด้วยคาถาสรุปรายชื่อสูตรทั้งหมดในสังยุตต์ และมีข้อความปิดเล่มสำคัญคือ "สฬายตนวคฺคสํยุ
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐