มหาวิภังค์ ภาค ๒

บาลีสยามรัฐ · พระวินัยปิฎก · เล่มที่ ๒ · ๕๗๑ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๓๘ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๖ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ข้อ ๑ (จีวรวรรค): เก็บจีวรเกิน ๑๐ วัน — เรื่องพระฉัพพัคคีย์และพระอานนท์ พระพุทธเจ้าประทับที่เมืองเวสาลี ทรงอนุญาตให้ภิกษุมีผ้าไตรจีวรได้ ๓ ผืน แต่พระฉัพพัคคีย์กลับสะสมผ้าไว้หลายชุด ผลัดใช้คนละชุดเข้าบ้าน อยู่วัด และอาบน้ำ ภิกษุที่มักน้อยตำหนิว่าเป็นการสะสมเกินความจำเป็น พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุเก็บจีวรส่วนเกินไว้เลย ต่อมาพระอานนท์มีจีวรส่วนเกินตั้งใจจะถวายพระสารีบุตรซึ่งไม่อยู่ จึงกราบทูลถาม พระองค์จึงทรงผ่อนปรนให้เก็บจีวรส่วนเกินไว้ได้ไม่เกิน ๑๐ วัน หากเกินต้องสละและแสดงอาบัติ
  2. หน้า ๗–๑๖ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ข้อ ๒: ห้ามอยู่ปราศจากไตรจีวรแม้คืนเดียว — เรื่องผ้าขึ้นราและภิกษุอาพาธที่โกสัมพี มีภิกษุฝากผ้าไว้กับเพื่อนภิกษุแล้วออกเดินทางไปต่างเมืองโดยพกผ้าเพียงชุดเดียว ผ้าที่ฝากไว้จึงถูกทิ้งจนขึ้นราและถูกกัดแทะ พระอานนท์พบเข้าจึงตำหนิ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติห้ามภิกษุแยกจากผ้าไตรจีวรแม้เพียงคืนเดียวหลังกฐินเดาะแล้ว มิฉะนั้นต้องอาบัติ ต่อมามีภิกษุอาพาธที่เมืองโกสัมพีไม่สามารถนำผ้าครบสามผืนไปให้ญาติดูแลรักษาตัวได้ พระองค์จึงทรงอนุญาตให้สงฆ์สวดสมมติอนุญาตพิเศษแก่ภิกษุอาพาธได้ ส่วนที่เหลือเป็นการไล่เรียงละเอียดยิบว่าเขตใดถือว่ายัง 'อยู่กับผ้า' ในสถานที่ต่างๆ เช่น บ้าน เรือน เรือ กองเกวียน นา
  3. หน้า ๑๗–๒๒ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ข้อ ๓: เก็บผ้าที่เกิดนอกกาลเกิน ๑ เดือน — เรื่องภิกษุยืดผ้าถ่วงเวลา ภิกษุรูปหนึ่งได้ผ้าที่เกิดนอกฤดูกาลถวายจีวรตามปกติ แต่มีไม่พอตัดเป็นจีวร จึงคอยดึงผ้าให้ยืดออกซ้ำๆ เพื่อถ่วงเวลารอผ้าเพิ่ม พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้เก็บผ้าที่ได้นอกฤดูกาลไว้รอผ้าอื่นมาสมทบให้ครบได้ แต่ภายหลังภิกษุเก็บผ้านั้นไว้นานเกินไป จึงทรงบัญญัติให้เก็บได้ไม่เกิน ๑ เดือน หากยังไม่ครบต้องสละผ้านั้นไป เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นตารางไล่เรียงละเอียดว่าถ้าผ้าเพิ่มมาถึงในวันที่เท่าไรหลังผ้าเดิม จะเหลือเวลาให้รอกี่วันก่อนต้องสละ
  4. หน้า ๒๓–๒๗ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ข้อ ๔: ห้ามใช้ภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติซัก ย้อม หรือทุบจีวรเก่า — เรื่องพระอุทายีกับภิกษุณีคู่รักเก่า พระอุทายีมีอดีตภรรยาที่บวชเป็นภิกษุณี ทั้งสองยังไปมาหาสู่กันบ่อย วันหนึ่งพระอุทายีเปิดร่างกายต่อหน้าเธอด้วยราคะจนมีน้ำอสุจิเคลื่อน เมื่อภิกษุณีจะช่วยซักผ้าให้ กลับมีน้ำอสุจิเข้าสู่ร่างกายเธอโดยไม่ได้ตั้งใจจนตั้งครรภ์ ภิกษุณีอื่นเข้าใจผิดว่าเธอผิดพรหมจรรย์ เมื่อความจริงปรากฏ ทั้งภิกษุและภิกษุณีต่างตำหนิพระอุทายีที่ให้ภิกษุณีซักจีวรเก่าให้ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุให้ภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติซัก ย้อม หรือทุบจีวรเก่าของตน เพื่อป้องกันความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมและคำครหาของสังคม
  5. หน้า ๒๘–๓๓ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ข้อ ๕: ห้ามรับจีวรจากมือภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ (เว้นแลกเปลี่ยน) — เรื่องพระอุบลวรรณากับโจร และพระอุทายีบีบขอผ้า พระอุบลวรรณาเถรีนั่งเจริญสมาธิในป่า พวกโจรที่เพิ่งฆ่าวัวนำเนื้อมาแขวนไว้ใกล้ๆ ด้วยความเกรงใจ ตั้งใจให้เป็นของถวายสมณะทั่วไปไม่เจาะจงตัวท่าน ท่านจึงนำเนื้อนั้นไปถวายพระพุทธเจ้า แต่พระอุทายีผู้เฝ้าวัดในขณะนั้นกลับต่อรองขอผ้านุ่งชั้นในของท่านเป็นการแลกเปลี่ยน โดยใช้อุปมาข่มจนภิกษุณีจำใจถวายผ้าผืนสุดท้ายที่มีอยู่ ภิกษุณีรูปอื่นทราบเรื่องจึงตำหนิ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติห้ามภิกษุรับจีวรจากมือภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ เว้นแต่เป็นการแลกเปลี่ยนกันตามปกติระหว่างนักบวชด้วยกัน
  6. หน้า ๓๔–๓๙ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ข้อ ๖: ห้ามขอจีวรจากคฤหัสถ์ผู้ไม่ใช่ญาติ — เรื่องพระอุปนันท์บีบขอผ้าเศรษฐีบุตร และภิกษุถูกโจรชิงจนต้องเปลือยกาย พระอุปนันทศากยบุตรแสดงธรรมให้เศรษฐีบุตรผู้หนึ่งจนเลื่อมใส แล้วขอผ้าที่เขาสวมอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเขาจำใจถอดผ้าให้ ต้องเดินกลับบ้านด้วยผ้าผืนเดียวจนถูกชาวบ้านล้อ ชาวบ้านตำหนิว่าภิกษุมักมากไม่รู้จักพอ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุขอจีวรจากคฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติ เว้นแต่มีเหตุจำเป็นพิเศษ ต่อมามีภิกษุถูกโจรปล้นจีวรระหว่างเดินทางจนต้องเปลือยกาย แต่ไม่กล้าขอผ้าจากใครเพราะติดสิกขาบทใหม่ จนถูกเข้าใจผิดว่าเป็นนักบวชเปลือยกาย พระพุทธเจ้าจึงทรงผ่อนปรนให้ภิกษุที่ถูกชิงหรือทำจีวรหายขอผ้าจากคฤหัสถ์ผู้ไม่ใช่ญา
  7. หน้า ๔๐–๔๓ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ข้อ ๗: รับจีวรเกินกำหนดจากผู้ปวารณาจะถวายมาก — เรื่องพระฉัพพัคคีย์ขอแทนภิกษุที่ถูกชิงจีวรจนได้มากเกิน เมื่อพระพุทธเจ้าอนุญาตให้ภิกษุที่ถูกชิงจีวรขอผ้าได้แล้ว พระฉัพพัคคีย์ก็ไปบอกชาวบ้านให้ถวายผ้าแก่ภิกษุที่ถูกชิงเป็นจำนวนมาก จนได้ผ้ามากมายเกินจำเป็น ชาวบ้านตำหนิว่าภิกษุเหล่านี้ทำเหมือนเปิดร้านขายผ้า พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติว่า เมื่อคฤหัสถ์ผู้ไม่ใช่ญาติเสนอจะถวายผ้าตามที่ต้องการแก่ภิกษุที่ถูกชิงหรือทำจีวรหาย ภิกษุพึงรับได้เพียงเท่าที่พอทำสบงและจีวรเท่านั้น รับเกินกว่านั้นถือเป็นความผิด
  8. หน้า ๔๔–๔๘ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ข้อ ๘ (อุททิสสิกขาบท): เจาะจงเลือกชนิดจีวรจากทุนที่เขาเตรียมถวาย — เรื่องพระอุปนันท์ ชายผู้หนึ่งบอกภรรยาว่าตั้งใจจะถวายจีวรแก่พระอุปนันท์ มีภิกษุบิณฑบาตได้ยินจึงนำความไปบอกพระอุปนันท์ก่อนที่เจ้าของทรัพย์จะมาบอกกล่าวเชื้อเชิญเอง พระอุปนันท์รีบไปหาชายผู้นั้นแล้วกำหนดเจาะจงชนิดของจีวรที่ต้องการอย่างประณีต (อยากได้ของดีของแพง) ทำให้ชาวบ้านตำหนิว่าภิกษุมักมากไม่รู้จักพอ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุที่รู้ว่ามีทุนเตรียมไว้ถวายจีวรแก่ตนแล้ว ไปหาเจ้าของทุนที่ยังไม่ได้บอกกล่าวเชื้อเชิญตนโดยตรง แล้วเจาะจงกำหนดชนิดจีวรตามใจตน
  9. หน้า ๔๙–๕๓ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ข้อ ๙: เจาะจงจีวรจากทุนของผู้ถวายสองคน — เรื่องเดียวกับข้อ ๘ แต่ขยายเป็นกรณีคนสองคนรวมทุนกัน เหตุการณ์คล้ายข้อก่อนหน้า แต่คราวนี้มีชายสองคนต่างคนต่างตั้งใจจะรวมทุนกันถวายจีวรแก่พระอุปนันท์ ท่านก็ยังไปเจาะจงกำหนดชนิดจีวรตามใจตนเองทั้งที่ยังไม่ได้รับเชื้อเชิญจากทั้งคู่ ชาวบ้านตำหนิเช่นเดิมว่าภิกษุมักมากไม่รู้จักพอ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติสิกขาบทเดียวกันซ้ำอีกครั้งโดยครอบคลุมกรณีที่มีผู้ถวายทุนร่วมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อไม่ให้มีช่องว่างของกฎ
  10. หน้า ๕๔–๖๒ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ข้อ ๑๐ (ทูตสิกขาบท): กดดันไวยาวัจกรจนถูกปรับเงินเพราะพระอุปนันท์ผัดผ้า — จบจีวรวรรค มหาอำมาตย์ผู้อุปถัมภ์พระอุปนันท์ส่งเงินซื้อจีวรมาถวายผ่านทูต พระอุปนันท์ปฏิเสธไม่รับเงินโดยตรงตามพระวินัย แต่ให้ทูตมอบเงินแก่ไวยาวัจกร (ผู้ดูแลกิจการแทนสงฆ์) ซึ่งเป็นอุบาสกที่บังเอิญมาที่วัด แต่หลังจากนั้นพระอุปนันท์กลับเพิกเฉยไม่ไปทวงถามผ้าเป็นเวลานาน จนถึงวันที่เมืองมีงานเทศกาลซึ่งมีกติกาว่าใครมาสายต้องถูกปรับเงิน ๕๐ กหาปณะ ท่านจงใจปล่อยให้ใกล้เวลาจึงไปทวง ทำให้อุบาสกไวยาวัจกรต้องรีบซื้อผ้าจนไปงานสายและถูกปรับเงิน ชาวบ้านตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงวางระเบียบละเอียดว่าเมื่อมีผู้ส่งเงินซื้อจีวรมาถวา
  11. หน้า ๖๓–๖๕ โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๑: ห้ามทำสันถัตเจือไหม — เรื่องพระฉัพพัคคีย์ขอไหมจนสัตว์ตายจำนวนมาก พระฉัพพัคคีย์เข้าไปหาช่างทอไหมแล้วขอให้แบ่งไหมส่วนเกินมาให้ตนทำเครื่องปูนั่ง (สันถัต) แบบผสมไหม ช่างไหมตำหนิว่าตนเองก็ต้องฆ่าตัวไหมจำนวนมากเพื่อเลี้ยงชีพอยู่แล้ว ยังต้องมาถูกภิกษุขอเพิ่มอีก ภิกษุที่มักน้อยได้ยินจึงตำหนิพระฉัพพัคคีย์ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุให้ทำเครื่องปูนั่งที่มีไหมเจือปนอยู่ เพราะการผลิตไหมต้องทำให้ตัวไหมตายเป็นจำนวนมาก ถือเป็นการเบียดเบียนชีวิตสัตว์ อย่างไรก็ตามทรงอนุญาตให้ใช้ไหมทำเพดาน ผ้าปูพื้น ม่านกั้น เบาะ หรือหมอนได้ ไม่ถือว่าผิด สิกขาบทนี้เป็นข้อแรกของโกสิยวรรค
  12. หน้า ๖๖–๖๗ โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๒: สันถัตขนเจียมดำล้วน (เรื่องพระฉัพพัคคีย์) พระฉัพพัคคีย์ให้ช่างทำสันถัต (เครื่องปูนั่งปูนอนทำจากขนสัตว์) ด้วยขนเจียมสีดำล้วนทั้งผืน ชาวบ้านที่เห็นตำหนิว่าภิกษุประพฤติหรูหราเหมือนคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม พระพุทธเจ้าจึงทรงติเตียนและบัญญัติห้ามภิกษุสั่งทำหรือทำสันถัตจากขนเจียมดำล้วน ผู้ใดฝ่าฝืนต้องสละสันถัตนั้นแก่สงฆ์และปรับอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์
  13. หน้า ๖๘–๗๐ โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๓: สัดส่วนขนเจียมในสันถัตใหม่ หลังถูกห้ามใช้ขนดำล้วน พระฉัพพัคคีย์หลบเลี่ยงกฎด้วยการปนขนขาวไว้เพียงริมผืนเล็กน้อยแล้วยังคงใช้ขนดำเป็นส่วนใหญ่เหมือนเดิม ชาวบ้านตำหนิซ้ำอีก พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติกำหนดสัดส่วนที่ชัดเจนว่าเมื่อทำสันถัตใหม่ต้องใช้ขนดำ ๒ ส่วน ขนขาว ๑ ส่วน และขนสีน้ำตาล(โคจริยา) ๑ ส่วนเป็นอย่างน้อย หากไม่ทำตามสัดส่วนนี้ต้องอาบัติ
  14. หน้า ๗๑–๗๕ โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๔: ห้ามทำสันถัตใหม่ก่อนครบ ๖ ปี ภิกษุทั้งหลายพากันทำสันถัตใหม่แทบทุกปี เที่ยวขอขนเจียมจากชาวบ้านบ่อยครั้งจนถูกตำหนิว่าฟุ่มเฟือยยิ่งกว่าคฤหัสถ์ที่ใช้ของเก่าซ้ำได้นานหลายปี พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติว่าเมื่อทำสันถัตแล้วต้องใช้ให้ครบ ๖ ปีจึงจะทำใหม่ได้ ต่อมามีภิกษุอาพาธที่เมืองโกสัมพีไม่สามารถพกสันถัตเดินทางไปรักษาตัวได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตพิเศษให้สงฆ์อปโลกน์มอบ "สันถัตสมมติ" แก่ภิกษุไข้เพื่อทำสันถัตใหม่ได้ก่อนกำหนด
  15. หน้า ๗๖–๘๑ โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๕: ต้องปะเศษสันถัตเก่า (เรื่องพระอุปเสนวังคันตบุตร) ระหว่างที่พระพุทธเจ้าทรงหลีกเร้นสามเดือนและสงฆ์ตั้งกติกาห้ามใครเข้าเฝ้า พระอุปเสนวังคันตบุตรพาบริวารเข้าเฝ้าโดยไม่ทราบกติกา แต่ด้วยปฏิปทาที่เคร่งครัดของท่าน พระพุทธเจ้าจึงทรงยกเว้นอนุญาตให้ภิกษุผู้ถือธุดงค์อยู่ป่า บิณฑบาต และใช้ผ้าบังสุกุลเข้าเฝ้าได้ตลอด ภิกษุจำนวนมากจึงพากันทิ้งสันถัตเก่าเพื่อถือธุดงค์ตามอย่าง พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติว่าเมื่อทำสันถัตใหม่ต้องตัดเศษผ้าสันถัตเก่าขนาดคืบพระสุคตมาปะติดไว้ เพื่อไม่ให้ผืนใหม่ดูงามเกินไปจนเกิดความโลภ
  16. หน้า ๘๒–๘๔ โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๖: ห้ามถือขนเจียมเดินทางเกิน ๓ โยชน์ ภิกษุรูปหนึ่งได้ขนเจียมระหว่างเดินทางไกล จึงห่อด้วยจีวรถือเดินไปเอง ชาวบ้านที่พบเห็นล้อเลียนถามราคาซื้อขายจนภิกษุอับอาย พอถึงจุดหมายท่านจึงโยนขนเจียมทิ้งไป เมื่อเพื่อนภิกษุถามจึงทราบว่าท่านแบกขนเจียมมาไกลกว่าสามโยชน์ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุถือขนเจียมเดินทางด้วยมือตนเองเกินสามโยชน์ เว้นแต่ไม่มีผู้อื่นช่วยถือให้
  17. หน้า ๘๕–๘๘ โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๗: ห้ามใช้ภิกษุณีซัก ย้อม สางขนเจียม พระฉัพพัคคีย์ใช้ให้ภิกษุณีคอยซัก ย้อม และสางขนเจียมให้ตน จนภิกษุณีเหล่านั้นละเลยการเรียนพระธรรม การซักถาม และการฝึกอบรมศีล สมาธิ ปัญญาของตนเอง พระมหาปชาบดีโคตมีเถรีทูลรายงานเรื่องนี้แด่พระพุทธเจ้า พระองค์จึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุใช้ภิกษุณีที่มิใช่ญาติของตนซัก ย้อม หรือสางขนเจียมให้
  18. หน้า ๘๙–๙๓ โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๘: ห้ามรับเงินทอง (เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร) ตระกูลอุปัฏฐากพระอุปนันทศากยบุตรเก็บส่วนแบ่งอาหารไว้ให้ท่านเป็นประจำ แต่คราวหนึ่งเด็กในบ้านร้องขอเนื้อส่วนนั้น พ่อจึงจ่ายเงินหนึ่งกหาปณะแทนอาหารที่จะถวาย แต่พระอุปนันทะกลับไปทวงเอาเงินนั้นคืนอย่างเปิดเผย ชาวบ้านตำหนิว่าภิกษุประพฤติรับเงินทองเหมือนคฤหัสถ์ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุรับ ให้ผู้อื่นรับ หรือยินดีเงินทองที่มีผู้เก็บไว้ให้ พร้อมวางขั้นตอนการสละเงินทองนั้นแก่สงฆ์และแต่งตั้งภิกษุผู้ทำหน้าที่นำไปทิ้งหรือแลกเป็นของที่ควรแทน
  19. หน้า ๙๔–๙๗ โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๙: ห้ามซื้อขายแลกเปลี่ยนด้วยเงินทอง พระฉัพพัคคีย์ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนสิ่งของด้วยเงินทองในหลายรูปแบบ ทั้งของที่ทำสำเร็จแล้วและยังไม่ได้ทำ ชาวบ้านตำหนิว่าประพฤติเหมือนคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนด้วยเงินทองทุกรูปแบบไม่ว่ากรณีใด
  20. หน้า ๙๘–๑๐๑ โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๑๐: ห้ามแลกเปลี่ยนสิ่งของกับผู้อื่น (เรื่องพระอุปนันทะกับปริพาชก) พระอุปนันทศากยบุตรได้จีวรผืนหนึ่งจากผ้าเก่ามาย้อมและตกแต่งจนดูงดงาม ปริพาชกรูปหนึ่งเห็นแล้วขอแลกกับผ้าราคาแพงของตน โดยรับปากว่าไม่ว่าจีวรของอุปนันทะจะดูดีเพียงใดตนก็จะพอใจ แต่เมื่อแลกไปแล้วปริพาชกกลับใจอยากได้คืน อุปนันทะปฏิเสธไม่ยอมคืนโดยอ้างคำมั่นเดิม ทำให้ปริพาชกตำหนิว่าแม้บรรพชิตด้วยกันยังไม่ซื่อตรง พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุแลกเปลี่ยนซื้อขายสิ่งของทุกชนิดกับผู้อื่น ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปรายชื่อสิกขาบททั้ง ๑๐ ข้อของโกสิยวรรค อันเป็นการจบวรรคที่ ๒
  21. หน้า ๑๐๒–๑๐๖ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๑: บาตรส่วนเกิน (เรื่องพระฉัพพัคคีย์และพระอานนท์) พระฉัพพัคคีย์สะสมบาตรไว้เป็นจำนวนมากจนชาวบ้านที่พบเห็นตำหนิว่าเหมือนเปิดร้านขายบาตร พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุเก็บบาตรส่วนเกินไว้เกินความจำเป็น ต่อมาพระอานนท์ได้บาตรส่วนเกินมาตั้งใจจะถวายพระสารีบุตรที่ไปพักอยู่เมืองอื่น แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะติดสิกขาบทที่เพิ่งบัญญัติ พระพุทธเจ้าจึงทรงผ่อนปรนอนุญาตให้เก็บบาตรส่วนเกินไว้ได้ไม่เกิน ๑๐ วัน หากเกินกำหนดต้องสละแก่สงฆ์
  22. หน้า ๑๐๗–๑๑๖ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๒: ขอบาตรใหม่ทั้งที่บาตรเดิมยังใช้ได้ ภิกษุทั้งหลายไม่รู้จักประมาณ พากันขอบาตรจากช่างหม้อคนเดียวกันมากเกินไป จนช่างต้องทำบาตรให้สงฆ์ตลอดเวลาจนไม่มีเวลาทำงานเลี้ยงครอบครัวของตน ชาวบ้านตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุขอบาตรใหม่หากบาตรเดิมของตนมีรอยชำรุดไม่ถึง ๕ แห่ง พร้อมวางระเบียบวิธีสละบาตรที่ผิดกติกาแก่สงฆ์และแต่งตั้งภิกษุผู้ทำหน้าที่แจกจ่ายบาตรตามลำดับอาวุโส เนื้อหาส่วนใหญ่ในช่วงนี้เป็นการไล่เรียงกรณีรอยตำหนิบาตรทุกรูปแบบอย่างละเอียดตามแบบแผนวินัยซึ่งซ้ำกันมาก
  23. หน้า ๑๑๗–๑๒๔ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๓: เก็บเภสัชห้าเกิน ๗ วัน (เรื่องพระปิลินทวัจฉเถระ) พระปิลินทวัจฉเถระสร้างที่พักในถ้ำใกล้กรุงราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารทรงศรัทธาจะถวายคนวัดแต่ทรงลืมจนต้องถวายชดใช้ถึง ๕๐๐ ครอบครัว ต่อมาท่านแสดงปาฏิหาริย์เนรมิตหมวกหญ้าให้กลายเป็นมงกุฎทองคำแก่เด็กหญิงยากจน และเนรมิตปราสาทของพระเจ้าพิมพิสารให้เป็นทองคำทั้งหลัง ทำให้ประชาชนเลื่อมใสนำเภสัชห้า (เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย) มาถวายท่านมากมายจนสะสมล้นเหลือเน่าเสียและมีหนูมากัดกินภาชนะจนวิหารสกปรก ชาวบ้านตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติให้ภิกษุเก็บเภสัชห้าไว้ฉันได้ไม่เกิน ๗ วัน หากเกินกำหนดต้องสละ
  24. หน้า ๑๒๕–๑๒๘ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๔: แสวงหาผ้าอาบน้ำฝนก่อนเวลาอันควร พระฉัพพัคคีย์รีบแสวงหาและสวมใส่ผ้าอาบน้ำฝนก่อนถึงฤดูฝนเป็นเวลานาน จนผ้าเก่าขาดชำรุดต้องเปลือยกายอาบน้ำ ชาวบ้านที่พบเห็นตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติให้ภิกษุแสวงหาผ้าอาบน้ำฝนได้เมื่อเหลือเวลาฤดูร้อนอีกไม่เกิน ๑ เดือน และเริ่มนุ่งได้เมื่อเหลือเวลาอีกไม่เกินครึ่งเดือน หากทำก่อนกำหนดนี้ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์
  25. หน้า ๑๒๙–๑๓๐ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๕: ให้จีวรแล้วแย่งคืนด้วยความโกรธ (เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร) พระอุปนันทศากยบุตรชวนสัทธิวิหาริกของพี่ชายตนออกจาริกไปด้วยกัน ภิกษุนั้นปฏิเสธเพราะจีวรเก่าขาด อุปนันทะจึงมอบจีวรของตนให้เพื่อชักจูงใจ แต่ต่อมาภิกษุนั้นได้ยินว่าพระพุทธเจ้าจะเสด็จจาริกจึงเปลี่ยนใจอยากตามเสด็จแทนที่จะไปกับอุปนันทะ พระอุปนันทะโกรธและน้อยใจจึงแย่งจีวรที่ตนให้ไปแล้วคืนมา ภิกษุทั้งหลายตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงเริ่มบัญญัติห้ามภิกษุผู้ให้จีวรแก่ภิกษุอื่นแล้วภายหลังโกรธเคืองแย่งคืนหรือใช้ผู้อื่นแย่งคืน (เนื้อหาของสิกขาบทนี้ยังไม่จบภายในหน้า ๑๓๐ ต่อเนื่องในส่วนถัดไป)
  26. หน้า ๑๓๑ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๕ (ให้จีวรแล้วชิงคืน) — ส่วนสรุปท้ายสิกขาบท หน้านี้เป็นส่วนท้ายของสิกขาบทที่ห้ามภิกษุมอบจีวรให้ภิกษุอื่นด้วยตนเองแล้วภายหลังโกรธไม่พอใจจึงแย่งคืนหรือใช้ให้ผู้อื่นแย่งคืน ซึ่งต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ เนื้อหาไล่เรียงกรณีต่าง ๆ เช่น ให้แก่ภิกษุที่บวชแล้วหรือยังไม่บวช รู้หรือสงสัยหรือเข้าใจผิดว่าเป็นใคร พร้อมข้อยกเว้นเมื่อผู้รับสมัครใจคืนให้เอง หรือถือวิสาสะ หรือภิกษุวิกลจริตและผู้ต้นบัญญัติ เป็นการปิดท้ายสิกขาบทที่เนื้อเรื่องเริ่มต้นในหน้าก่อนหน้านี้
  27. หน้า ๑๓๒–๑๓๔ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๖: ขอด้ายเองให้ช่างหูกทอจีวร ในฤดูทำจีวร พระฉัพพัคคีย์ขอด้ายจากชาวบ้านมาให้ช่างทอจีวร แล้วเมื่อทอเสร็จยังมีด้ายเหลืออยู่มาก ก็ขอด้ายเพิ่มให้ทอซ้ำอีกถึงสามครั้ง ชาวบ้านตำหนิว่าพระทำตัวเหมือนพ่อค้าผ้ามากกว่าเป็นผู้มักน้อย พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุขอด้ายเองแล้วใช้ช่างหูกทอเป็นจีวร หากฝ่าฝืนต้องสละจีวรนั้นและอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ โดยมีข้อยกเว้นสำหรับการเย็บซ่อมสิ่งของเล็กน้อยเช่นเข็มขัด ถุงบาตร ผ้ากรองน้ำ หรือขอเพื่อผู้อื่นด้วยทรัพย์ของตนเอง
  28. หน้า ๑๓๕–๑๔๐ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๗: สั่งช่างหูกทำจีวรเกินกำหนดโดยไม่ได้รับนิมนต์ก่อน ชายผู้หนึ่งจะออกเดินทางไกล สั่งภรรยาไว้ว่าให้เอาด้ายไปให้ช่างทอจีวรถวายพระอุปนันทศากยบุตรเมื่อตนกลับมา แต่พระอุปนันทะทราบเรื่องนี้ก่อนโดยที่เจ้าของยังไม่ได้บอกกล่าวหรือเชื้อเชิญท่านเอง จึงไปหาช่างทอเองและสั่งให้ทอจีวรให้ยาวขึ้น กว้างขึ้น แน่นขึ้นเกินกว่าด้ายที่มี ทำให้ภรรยาต้องหาด้ายเพิ่มมาให้ เมื่อสามีกลับมารู้ความจริงก็โกรธและตำหนิพระ พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติห้ามภิกษุที่ไม่ได้รับคำนิมนต์ไว้ก่อนไปกำหนดคุณภาพจีวรกับช่างทอของคฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติ หากฝ่าฝืนถึงกับให้ของสมนาคุณช่างเพิ่มแม้เพียงข้าวหนึ่ง
  29. หน้า ๑๔๑–๑๔๔ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๘: อัจเจกจีวร (ผ้าจำนำพรรษาที่ถวายเร่งด่วน) มหาอำมาตย์ผู้หนึ่งกำลังจะยกทัพออกรบ ส่งทูตไปนิมนต์ภิกษุมารับผ้าจำนำพรรษาก่อนออกเดินทางเพราะไม่แน่ใจว่าจะได้กลับมาหรือไม่ แต่ภิกษุลังเลไม่กล้ามาเพราะยังไม่ถึงเวลาที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้รับจีวรได้ อำมาตย์จึงตำหนิว่าเหตุใดเมื่อตนส่งทูตไปนิมนต์แล้วพระกลับไม่มา พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้ภิกษุรับ "ผ้าจำนำพรรษาเร่งด่วน" (อัจเจกจีวร) ก่อนถึงเวลาปกติได้ แต่ต้องเก็บรักษาไว้จนถึงฤดูจีวรเท่านั้น หากเก็บเกินกำหนดเวลาต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์
  30. หน้า ๑๔๕–๑๔๘ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๙: เสนาสนะป่ามีภัย ผ่อนปรนเรื่องแยกจากจีวรเกิน ๖ คืน ภิกษุที่จำพรรษาในเสนาสนะป่าถูกโจร (เรียกกันว่า "โจรกฐิน") ปล้นจีวรที่เพิ่งได้มาในช่วงเดือนกัตติกา พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้ฝากจีวรผืนใดผืนหนึ่งในสามผืนไว้ในบ้านได้ แต่ต่อมาภิกษุกลับไปพักแรมห่างจากจีวรที่ฝากไว้นานเกินไปจนจีวรถูกหนูกัดแทะหรือเสียหาย ทำให้ภิกษุเหล่านั้นต้องใช้จีวรเก่าขาดวิ่น พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติว่า ภิกษุผู้อยู่ในเสนาสนะป่าที่มีเหตุน่าหวาดระแวงหรือมีภัยจริง สามารถฝากจีวรไว้ในหมู่บ้านได้ แต่ต้องไม่แยกจากจีวรนั้นเกิน ๖ คืน เว้นแต่สงฆ์จะอนุมัติเป็นพิเศษ มิฉะนั้นต้องอาบัตินิสสัคคิย
  31. หน้า ๑๔๙–๑๕๒ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๑๐: น้อมลาภของสงฆ์มาเป็นของตน — จบนิสสัคคิยกัณฑ์ ๓๐ สิกขาบท กลุ่มพ่อค้า (ปูคะ) ในเมืองสาวัตถีจัดเตรียมอาหารพร้อมจีวรไว้ถวายสงฆ์ แต่พระฉัพพัคคีย์เข้าไปขอจีวรนั้นมาเป็นของตนเอง เมื่อกลุ่มพ่อค้าปฏิเสธในตอนแรกเพราะตั้งใจถวายสงฆ์ พระฉัพพัคคีย์กลับอ้างบุญคุณที่พวกตนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านและกดดันจนกลุ่มพ่อค้าจำใจยกจีวรให้ ภิกษุอื่นที่รู้ความจริงตำหนิว่าเป็นการรู้ทั้งรู้ว่าเป็นของสงฆ์แล้วยังน้อมมาเป็นของตนเอง พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามการกระทำเช่นนี้ ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ ปิดท้ายด้วยคาถาสรุป (อุทานคาถา) ของปัตตวรรคและคำสวดปวารณาถามความบริสุทธิ์ อันเป็นการจ
  32. หน้า ๑๕๓–๑๖๑ มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๑: ห้ามพูดเท็จทั้งที่รู้ตัว (เรื่องพระหัตถกศากยบุตร) เริ่มต้นหมวดปาจิตตีย์ ๙๒ สิกขาบท ด้วยเรื่องพระหัตถกศากยบุตรผู้ชอบโต้วาที เมื่อโต้เถียงกับนักบวชศาสนาอื่นแล้วเสียเปรียบ ท่านก็ปฏิเสธสิ่งที่เคยยอมรับ หรือยอมรับสิ่งที่เคยปฏิเสธ พูดกลับไปกลับมาเพื่อเอาตัวรอด ทำให้นักบวชศาสนาอื่นเยาะเย้ยว่าพระในศาสนาพุทธไม่รักษาคำพูด พระพุทธเจ้าทรงตำหนิและบัญญัติห้ามภิกษุพูดเท็จโดยรู้ตัว พร้อมอธิบายละเอียดว่าการพูดเท็จมีลักษณะอย่างไร เช่น อ้างว่าเห็นทั้งที่ไม่เห็น ได้ยินทั้งที่ไม่ได้ยิน และอาบัติเกิดขึ้นเมื่อมีเจตนาคิดจะพูดเท็จ กำลังพูด และพูดเสร็จแล้ว
  33. หน้า ๑๖๒–๑๖๔ มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๒ (โอมสวาท) — ต้นเหตุและนิทานโคนันทิวิสาล พระฉัพพัคคีย์ทะเลาะกับภิกษุผู้มีความประพฤติดีแล้วด่าว่าเสียดแทงด้วยเรื่องชาติกำเนิด ชื่อ ตระกูล อาชีพ โรคภัย และอื่น ๆ พระพุทธเจ้าทรงเล่านิทานสอนใจเรื่องโคนันทิวิสาลที่สามารถลากเกวียนร้อยเล่มได้ แต่ไม่ยอมออกแรงลากเมื่อนายเรียกมันว่า "โคโกง" ทำให้นายแพ้พนัน แต่เมื่อนายเปลี่ยนมาเรียกด้วยคำสุภาพว่า "โคผู้ดี" โคก็ยินดีลากจนชนะพนัน เป็นการสอนว่าแม้แต่สัตว์ก็ไม่ปรารถนาคำพูดที่หยาบคาย จากนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุกล่าวคำสบประมาทเสียดสีผู้อื่น (โอมสวาท)
  34. หน้า ๑๖๕–๑๘๒ บทจำแนกโอมสวาท/ทุพภาสิต — ไล่เรียงกรณีคำด่าสบประมาททุกรูปแบบ ส่วนนี้เป็นบทวิเคราะห์รายละเอียดของสิกขาบทเรื่องคำสบประมาท โดยไล่เรียงหัวข้อที่ใช้ด่าคนได้ถึง ๑๐ ประเภท เช่น ชาติกำเนิด ชื่อ ตระกูล อาชีพ วิชาชีพ โรคภัย รูปลักษณ์ กิเลส การล่วงละเมิดวินัย และคำด่าโดยตรง แต่ละหัวข้อยังแบ่งเป็นสถานะ "ต่ำ" กับ "สูง" แล้วไล่สลับกันทุกกรณีว่าเป็นอาบัติปาจิตตีย์ (เมื่อตั้งใจเสียดสีโดยตรง) อาบัติทุกกฏ (เมื่อพูดกว้าง ๆ ไม่เจาะจง) หรืออาบัติทุพภาสิต (เมื่อพูดเล่นหยอกล้อไม่ได้ตั้งใจดูหมิ่น) เนื้อหาเป็นแบบแผนซ้ำ ๆ กันจำนวนมากแทบไม่มีเรื่องราวใหม่ ปิดท้ายด้วยข้อยกเว้นสำหรับ
  35. หน้า ๑๘๓–๑๙๐ มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๓: เปสุญญสิกขาบท (พูดส่อเสียดยุแหย่ให้แตกกัน) เมื่อภิกษุสองฝ่ายทะเลาะวิวาทกัน พระฉัพพัคคีย์กลับซ้ำเติมด้วยการนำคำพูดของฝ่ายหนึ่งไปบอกอีกฝ่ายเพื่อให้ทั้งสองแตกร้าวกันมากขึ้น ทำให้เรื่องที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น เรื่องที่เกิดแล้วก็ลุกลามหนักกว่าเดิม พระพุทธเจ้าทรงตำหนิและบัญญัติห้ามภิกษุพูดส่อเสียดยุแหย่ด้วยความมุ่งหมายให้คนรักตนหรือให้คนแตกแยกกัน จากนั้นมีบทจำแนกรายละเอียดกรณีต่าง ๆ โดยใช้หัวข้อการดูหมิ่น ๑๐ ประเภทเดียวกับสิกขาบทก่อนหน้า (ชาติ ชื่อ ตระกูล ฯลฯ) ในรูปแบบซ้ำแผนเช่นเดียวกัน
  36. หน้า ๑๙๑–๑๙๓ มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๔: สอนธรรมแก่ผู้มิได้อุปสมบทโดยให้ท่องตามบททีละคำ พระฉัพพัคคีย์สอนธรรมแก่อุบาสกโดยให้ท่องตามคำพูดของท่านทีละคำทีละบท (คล้ายท่องแบบท่องจำโดยไม่ไตร่ตรอง) ทำให้อุบาสกเหล่านั้นเสื่อมความเคารพยำเกรงในพระภิกษุ เพราะการเรียนธรรมกลายเป็นเรื่องเล่นๆ มากกว่าการรับฟังด้วยความนอบน้อม พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุสอนธรรมแก่ผู้ยังมิได้อุปสมบทด้วยวิธีท่องตามบททีละคำ โดยมีข้อยกเว้นเมื่อเป็นการสวดพร้อมกันหรือมีผู้อื่นร่วมท่องบทที่คล่องอยู่แล้วเอง
  37. หน้า ๑๙๔–๑๙๕ มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๕: ห้ามนอนร่วมกับผู้มิได้อุปสมบท (เริ่มเรื่อง) ที่เมืองอาฬวี เมื่ออุบาสกมาฟังธรรมในอาราม พระเถระกลับที่พักของตนแล้ว แต่พระบวชใหม่ (นวกะ) กลับนอนค้างอยู่ในศาลาฟังธรรมร่วมกับอุบาสกอย่างไม่สำรวม ทั้งเปลือยกาย นอนคะมำ กรน จนอุบาสกตำหนิติเตียน พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุนอนร่วมที่เดียวกับผู้มิได้อุปสมบท เนื้อหาที่ต่อเนื่องไปยังส่วนถัดไป (ข้ามไปยังไฟล์ตอนต่อไป) เล่าว่าภายหลังบัญญัตินี้ สามเณรราหุลหาที่นอนไม่ได้จนต้องไปนอนในเวจกุฎี พระพุทธเจ้าเสด็จไปพบเข้าจึงทรงผ่อนปรนอนุญาตให้นอนร่วมกับผู้มิได้อุปสมบทได้ไม่เกิน ๒-๓ คืน
  38. หน้า ๑๙๖–๑๙๗ สิกขาบทที่ ๕ (มุสาวาทวรรค): ส่วนท้ายบทวิเคราะห์เรื่องนอนร่วมกับอนุปสัมบัน เนื้อหาส่วนนี้เป็นตอนท้ายของสิกขาบทที่ห้ามภิกษุนอนร่วมชายคาเดียวกับผู้ยังไม่ได้อุปสมบท (เช่น สามเณร) เกิน ๒-๓ คืนติดต่อกัน โดยไล่เรียงกรณีต่างๆ ว่าใครนอนก่อนใครนอนทีหลังก็ถือเป็นอาบัติปาจิตตีย์เหมือนกัน รวมถึงกรณีเข้าใจผิดคิดว่าอีกฝ่ายบวชแล้วหรือไม่แน่ใจก็ยังต้องอาบัติหรือทุกกฏแล้วแต่กรณี ท้ายบทระบุข้อยกเว้นที่ไม่ต้องอาบัติ เช่น นอนไม่ครบ ๓ คืน หรือลุกออกไปก่อนรุ่งอรุณของคืนที่สามแล้วค่อยกลับมานอนใหม่ ปิดท้ายด้วยการประกาศจบสิกขาบทที่ ๕
  39. หน้า ๑๙๘–๒๐๒ มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๖: ห้ามนอนร่วมกับมาตุคาม (เรื่องพระอนุรุทธ) พระอนุรุทธเดินทางไปสาวัตถีแล้วขอพักในเรือนพักของหญิงสาวคนหนึ่งพร้อมกับกลุ่มคนเดินทางอื่น หญิงเจ้าของเรือนหลงรักท่านทันทีที่เห็น จึงจัดที่นอนไว้ใกล้ตัวและเข้ามาเกี้ยวพาราสีขอเป็นภรรยาถึงสามครั้ง แต่พระอนุรุทธนิ่งเฉยไม่หวั่นไหว แม้หญิงนั้นจะเปลื้องผ้าล่อและเดินวนไปมาตรงหน้า ท่านก็ไม่มองไม่พูดด้วย จนหญิงนั้นสำนึกผิดขอขมาและฟังธรรมจนประกาศตนเป็นอุบาสิกา เหตุการณ์นี้ทำให้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติห้ามภิกษุนอนร่วมชายคาเดียวกับผู้หญิงแม้เพียงคืนเดียว เพื่อป้องกันครหาและรักษาความบริสุทธิ์ของสงฆ์
  40. หน้า ๒๐๓–๒๐๗ มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๗: ห้ามแสดงธรรมแก่มาตุคามเกิน ๕-๖ คำ (เรื่องพระอุทายี) พระอุทายีผู้คุ้นเคยกับหลายตระกูลในสาวัตถี ไปกระซิบสอนธรรมข้างหูของแม่บ้านและลูกสะใภ้ในบ้านเดียวกันทีละคนเป็นการส่วนตัว ทำให้ทั้งสองฝ่ายแอบระแวงกันว่าอีกฝ่ายมีความสัมพันธ์ลับกับท่าน ชาวบ้านจึงตำหนิว่าการแสดงธรรมควรทำอย่างเปิดเผยไม่ใช่กระซิบลับๆ พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามภิกษุแสดงธรรมแก่สตรีโดยสิ้นเชิงในตอนแรก แต่เมื่อมีอุบาสิกาขอฟังธรรมและภิกษุไม่กล้าสอนเพราะกลัวผิดวินัย จึงทรงผ่อนผันให้แสดงธรรมแก่สตรีได้ไม่เกิน ๕-๖ ประโยค เว้นแต่มีบุรุษที่รู้ความอยู่ด้วยจึงจะสอนได้มากกว่านั้น
  41. หน้า ๒๐๘–๒๒๔ มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๘: ห้ามอวดอุตตริมนุสสธรรมที่มีจริงแก่ผู้ไม่อุปสมบท (เรื่องภิกษุลุ่มน้ำวัคคุมุทา) ในปีข้าวยากหมากแพงที่แคว้นวัชชี ภิกษุกลุ่มหนึ่งจำพรรษาริมแม่น้ำวัคคุมุทาหาบิณฑบาตลำบาก จึงปรึกษากันหาทางให้ชาวบ้านศรัทธาเลี้ยงดูง่ายขึ้น สุดท้ายตกลงกันว่าจะยกย่องสรรเสริญคุณวิเศษ (ฌาน มรรค ผล) ของกันและกันให้ชาวบ้านฟัง ชาวบ้านเข้าใจว่ามีพระอรหันต์มาจำพรรษาด้วยจึงถวายอาหารอย่างดีจนภิกษุเหล่านั้นอ้วนท้วนผิวพรรณผ่องใสต่างจากภิกษุที่จำพรรษาที่อื่นซึ่งซูบผอม เมื่อพระพุทธเจ้าซักถามและทราบว่าพวกเธอโกหกอวดอ้างคุณวิเศษเพียงเพราะปากท้อง จึงทรงตำหนิอย่างรุนแรงและบัญญัติห้ามภิกษุบอกอวดฌาน วิโมกข์ สมาธิ มรรค
  42. หน้า ๒๒๕–๒๒๘ มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๙: ห้ามเปิดเผยอาบัติชั่วหยาบของภิกษุอื่นแก่ผู้ไม่อุปสมบท (เรื่องพระอุปนันทะ) พระอุปนันทศากยบุตรทะเลาะกับพระฉัพพัคคีย์แล้วต้องอาบัติสังฆาทิเสสจากการปล่อยน้ำอสุจิโดยเจตนา จึงขอสงฆ์อยู่ปริวาสเพื่อชดใช้ ระหว่างนั้นพระฉัพพัคคีย์กลับไปเล่าเรื่องอาบัติร้ายแรงนี้ให้อุบาสกที่นับถือพระอุปนันทะฟังโดยไม่จำเป็น ทำให้ท่านต้องนั่งท้ายแถวในงานเลี้ยงอย่างขายหน้า ภิกษุทั้งหลายตำหนิว่าไม่ควรเปิดเผยความผิดร้ายแรงของเพื่อนภิกษุให้ฆราวาสรู้ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามบอกอาบัติชั่วหยาบ (ปาราชิกหรือสังฆาทิเสส) ของภิกษุรูปอื่นแก่ผู้ยังไม่อุปสมบท เว้นแต่ได้รับมอบหมายจากสงฆ์ให้ทำหน้าที่นั้นเป็นกา
  43. หน้า ๒๒๙–๒๓๑ มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๑๐: ห้ามขุดดิน (เรื่องภิกษุชาวอาฬวี) — จบวรรคที่ ๑ ภิกษุชาวอาฬวีทำงานก่อสร้างแล้วขุดดินเองและใช้ให้ผู้อื่นขุดด้วย ชาวบ้านตำหนิว่าพระสมณะเบียดเบียนชีวิตของดิน เพราะสมัยนั้นเชื่อกันว่าดินมีชีวิต พระพุทธเจ้าทรงติเตียนและบัญญัติห้ามภิกษุขุดดินหรือใช้ให้ผู้อื่นขุดดินด้วยตนเอง โดยจำแนกว่าดินที่ "เกิดแล้ว" คือดินร่วนดินเหนียวที่ยังไม่ถูกเผาถือเป็นดินมีชีวิตต้องอาบัติหากขุด ส่วนดินหิน กรวด ทราย หรือดินที่ถูกเผาแล้วไม่ถือเป็นดินมีชีวิต บทนี้ปิดท้ายด้วยการจบวรรคที่ ๑ (มุสาวาทวรรค) ของหมวดปาจิตตีย์
  44. หน้า ๒๓๒–๒๓๔ ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๑: ห้ามพรากภูตคาม/ตัดต้นไม้ (เรื่องเทวดาประจำต้นไม้) ภิกษุชาวอาฬวีทำงานก่อสร้างแล้วตัดต้นไม้ เทวดาที่สิงอยู่ในต้นไม้ต้นหนึ่งขอร้องไม่ให้ตัดเพราะเป็นที่อยู่อาศัยของตนและลูก แต่ภิกษุไม่ฟังจนขวานฟันโดนแขนลูกของเทวดา เทวดาโกรธจนคิดจะฆ่าภิกษุรูปนั้นแต่ยั้งใจไว้ได้ แล้วไปฟ้องพระพุทธเจ้าแทน พระองค์ทรงชมเชยที่เทวดาไม่ฆ่าภิกษุ แล้วจัดที่อยู่ใหม่ให้ จากนั้นทรงบัญญัติห้ามภิกษุตัดหรือทำลายพืชพันธุ์ที่ยังมีชีวิต (ภูตคาม) ทั้ง ๕ ประเภท ได้แก่ พืชที่ขยายพันธุ์ทางราก ลำต้น ข้อ ยอด และเมล็ด เพราะชาวบ้านสมัยนั้นเชื่อว่าพืชมีวิญญาณครองอยู่
  45. หน้า ๒๓๕–๒๓๙ ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๒: ห้ามพูดกลบเกลื่อนและนิ่งเฉยก่อกวนสงฆ์ในที่ประชุม (เรื่องพระฉันนะ) พระฉันนะประพฤติไม่เหมาะสม เมื่อถูกสงฆ์สอบสวนกลางที่ประชุมกลับพูดหลบเลี่ยงถามกลับไปมาว่า "ใครทำผิด ทำผิดอะไร พูดอะไรกัน" ไม่ยอมตอบตรงๆ ทำให้สงฆ์ไม่อาจดำเนินการได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามพูดกลบเกลื่อนเช่นนี้ ต่อมาพระฉันนะเปลี่ยนวิธีเป็นนิ่งเงียบไม่ตอบเลยเพื่อถ่วงเวลาให้สงฆ์ลำบากใจแทน จึงทรงบัญญัติเพิ่มห้ามการนิ่งเฉยก่อกวนสงฆ์เช่นกัน ทั้งสองกรณีสงฆ์ต้องทำกรรมประกาศระบุตัวผู้กระทำก่อน จึงจะถือเป็นอาบัติปาจิตตีย์เมื่อยังขืนทำอีก
  46. หน้า ๒๔๐–๒๔๒ ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๓: ห้ามยุยงให้ผู้อื่นตำหนิภิกษุ (เรื่องพระทัพพมัลลบุตร) พระทัพพมัลลบุตรทำหน้าที่จัดที่พักและแจกอาหารให้สงฆ์ พระเมตติยะและพระภุมมชกะซึ่งเป็นพระบวชใหม่และมีบุญน้อยมักได้ที่พักและอาหารด้อยกว่าจึงยุยงภิกษุรูปอื่นให้พากันตำหนิว่าพระทัพพมัลลบุตรลำเอียงจัดสรรตามความชอบพอส่วนตัว พระพุทธเจ้าทรงตำหนิการกระทำเช่นนี้และบัญญัติห้ามภิกษุยุยงให้ผู้อื่นตำหนิภิกษุที่สงฆ์แต่งตั้งให้ทำหน้าที่ต่างๆ โดยมีเจตนาทำลายชื่อเสียงหรือทำให้อับอาย เพื่อคุ้มครองผู้ทำงานให้สงฆ์จากการถูกกลั่นแกล้ง
  47. หน้า ๒๔๓–๒๔๖ ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๔: ห้ามปล่อยเสนาสนะกลางแจ้งทิ้งไว้โดยไม่เก็บ ภิกษุทั้งหลายในฤดูหนาวนำเตียง ตั่ง ฟูก เบาะออกมาปูกลางแจ้งเพื่อผิงแดด แต่เมื่อจะจากไปกลับไม่เก็บและไม่บอกลาใคร ปล่อยให้ของสงฆ์ตากฝนตากแดดจนเสียหาย ชาวบ้านตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุปูเครื่องเสนาสนะของสงฆ์ไว้กลางแจ้งแล้วจากไปโดยไม่เก็บเองหรือให้ผู้อื่นเก็บ หรือไม่บอกลาก่อนไป เว้นแต่มีเหตุขัดข้องสุดวิสัย ภายหลังยังทรงอนุญาตให้ตั้งเก็บเครื่องเสนาสนะไว้ในที่ร่มบางแห่งได้ตลอด ๘ เดือนที่ไม่ใช่ฤดูฝน หากไม่มีกาหรือนกมารบกวน
  48. หน้า ๒๔๗–๒๔๙ ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๕: ห้ามปล่อยที่นอนในวิหารสงฆ์ทิ้งไว้โดยไม่เก็บ (เรื่องภิกษุสัตตรสวัคคีย์) ภิกษุกลุ่มสัตตรสวัคคีย์ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกันมักไปไหนมาไหนพร้อมกัน ปูที่นอนในวิหารของสงฆ์แล้วเมื่อจะออกเดินทางกลับไม่เก็บและไม่บอกลาผู้ใด ทำให้ปลวกกัดกินเครื่องปูลาดจนเสียหาย พระพุทธเจ้าทรงตำหนิและบัญญัติห้ามภิกษุปูที่นอนในวิหารของสงฆ์แล้วจากไปโดยไม่เก็บเองหรือให้ผู้อื่นเก็บ หรือไม่บอกลาก่อนไป คล้ายสิกขาบทก่อนหน้าแต่เจาะจงเรื่องที่นอนภายในตัววิหารสงฆ์โดยเฉพาะ ทั้งนี้มีข้อยกเว้นสำหรับกรณีมีเหตุขัดข้องหรือฝากผู้อื่นดูแลไว้แล้ว
  49. หน้า ๒๕๐–๒๕๒ ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๖: ห้ามแทรกนอนเบียดภิกษุผู้มาก่อนโดยเจตนากลั่นแกล้ง (เรื่องพระฉัพพัคคีย์) เมื่อใกล้เข้าพรรษา พระฉัพพัคคีย์อยากอยู่จำพรรษาในวิหารที่มีพระเถระจับจองที่นอนไว้ก่อนแล้ว จึงคิดอุบายเบียดเข้าไปนอนแทรกใกล้พระเถระ หวังว่าเมื่อพระเถระอึดอัดคับแคบจะทนไม่ไหวและย้ายหนีไปเอง ภิกษุทั้งหลายตำหนิว่าเป็นการกลั่นแกล้งผู้ใหญ่อย่างไม่สมควร พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุแทรกเข้านอนเบียดภิกษุผู้มาจับจองที่ก่อนในวิหารของสงฆ์โดยมีเจตนาให้อีกฝ่ายทนไม่ไหวจนต้องย้ายหนี ยกเว้นกรณีเจ็บป่วยจริงหรือมีเหตุจำเป็นอื่น
  50. หน้า ๒๕๓–๒๕๖ ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๗: ห้ามโกรธแล้วฉุดคร่าภิกษุอื่นออกจากวิหารสงฆ์ (เรื่องพระฉัพพัคคีย์กับสัตตรสวัคคีย์) ภิกษุสัตตรสวัคคีย์ช่วยกันซ่อมแซมวิหารเก่าเพื่อเตรียมจำพรรษา แต่พระฉัพพัคคีย์เห็นแล้วอยากได้วิหารที่ซ่อมเสร็จแล้วจึงมาไล่ให้ออกไป เมื่อสัตตรสวัคคีย์ทักท้วงว่าควรบอกไว้ก่อนซ่อม พระฉัพพัคคีย์ก็ยิ่งโกรธจนจับคอฉุดกระชากลากออกจากวิหารทั้งที่ไม่พอใจ ทำให้ภิกษุเหล่านั้นร้องไห้เสียใจ พระพุทธเจ้าทรงตำหนิความโกรธเกรี้ยวนี้และบัญญัติห้ามภิกษุที่โกรธไม่พอใจฉุดคร่าหรือใช้ให้ผู้อื่นฉุดคร่าภิกษุรูปอื่นออกจากวิหารของสงฆ์ เว้นแต่ผู้ถูกไล่เป็นผู้ไม่มีความละอาย ก่อความวุ่นวาย หรือประพฤติไม่เหมาะสมจริง
  51. หน้า ๒๕๗–๒๕๙ ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๘: ห้ามนั่งนอนแรงบนเตียงตั่งชั้นบนของกุฎีสองชั้นจนเป็นอันตราย มีวิหารสองชั้นในสงฆ์แห่งหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่งพักชั้นล่างอีกรูปหนึ่งพักชั้นบน ภิกษุชั้นบนนั่งลงบนเตียงชนิดขาสอดเดือยอย่างแรงจนขาเตียงหลุดตกทะลุพื้นลงไปกระแทกศีรษะภิกษุชั้นล่างจนร้องเสียงดัง ภิกษุทั้งหลายตำหนิความประมาทนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุนั่งหรือนอนอย่างแรงบนเตียงตั่งชนิดขาสอดเดือยบนชั้นลอยของวิหารสงฆ์ เพื่อป้องกันอันตรายแก่ผู้ที่อยู่ชั้นล่าง เว้นแต่ชั้นล่างไม่มีคนอยู่หรือมีการรองพื้นกันไว้แน่นหนาแล้ว
  52. หน้า ๒๖๐ ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๙: ซ่อมวิหารซ้ำซากจนหนักเกินพังทับนาข้าว (เรื่องพระฉันนะ) — เริ่มเรื่องราว มหาอำมาตย์ผู้อุปถัมภ์พระฉันนะสร้างวิหารถวายจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่พระฉันนะกลับให้มุงหลังคาซ้ำแล้วซ้ำเล่าและโบกปูนซ้ำหลายครั้งจนวิหารหนักเกินไปและพังทลายลงมา ท่านจึงลากหญ้าและไม้จำนวนมากไปซ่อมใหม่จนไปทำให้นาข้าวเหนียวของพราหมณ์คนหนึ่งเสียหาย พราหมณ์จึงตำหนิว่าพระทำไร่นาของตนเสียหาย ภิกษุทั้งหลายได้ยินจึงพากันตำหนิพระฉันนะเช่นกัน หน้านี้เพิ่งเริ่มต้นเรื่องราวและถูกตัดไว้ ส่วนบทบัญญัติของสิกขาบทนี้จะอยู่ในหน้าถัดไปนอกขอบเขตของส่วนนี้
  53. หน้า ๒๖๑–๒๖๒ ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๙ (ตอนจบ) - ข้อกำหนดการมุงหลังคากุฏิใหญ่และบทลงโทษตามวัสดุมุงหลังคา ต่อเนื่องจากสิกขาบทเรื่องภิกษุสร้างกุฏิหรือวิหารขนาดใหญ่ (มหัลลกวิหาร) ที่ต้องมีเจ้าของช่วยกำหนดที่ตั้งและดูแล เนื้อหาตอนนี้ระบุว่าภิกษุผู้ควบคุมงานก่อสร้างต้องยืนอยู่บนพื้นที่ไม่มีของเขียว (พืชที่ยังมีชีวิต) ขณะกำหนดเขตติดบานประตูหน้าต่างและมุงหลังคาได้ไม่เกิน ๒-๓ ชั้น หากยืนบนพื้นที่มีของเขียวหรือมุงเกินกำหนดต้องอาบัติปาจิตตีย์ พระวินัยยังไล่เรียงละเอียดว่ามุงด้วยอิฐ หิน ปูน หญ้า หรือใบไม้ ปรับอาบัติเป็นกองๆ อย่างไร เพื่อป้องกันภิกษุสร้างที่พักถาวรใหญ่โตเกินจำเป็นและไม่ให้เบียดเบียนพืชพันธุ์ขอ
  54. หน้า ๒๖๓–๒๖๔ ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ - ห้ามเทน้ำมีตัวสัตว์รดหญ้าหรือดินขณะก่อสร้าง (จบวรรคภูตคาม) เรื่องเกิดที่เมืองอาฬวี ภิกษุชาวอาฬวีกำลังทำนวกรรม (งานก่อสร้าง) และรู้อยู่ว่าน้ำมีตัวสัตว์เล็กๆ อาศัยอยู่ แต่ยังจงใจเทน้ำนั้นรดหญ้าหรือดินทั้งที่รู้ว่าจะทำให้สัตว์ตาย ภิกษุด้วยกันตำหนิว่าไม่มีความเมตตา พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุที่รู้อยู่ว่าน้ำมีสัตว์มีชีวิตแล้วเทหรือใช้ให้ผู้อื่นเทรดหญ้าหรือดิน ผู้ฝ่าฝืนต้องอาบัติปาจิตตีย์ ส่วนกรณีไม่รู้หรือสงสัยมีบทลงโทษเบากว่า สิกขาบทนี้ปิดท้ายวรรคที่ ๒ (ภูตคามวรรค) ของหมวดปาจิตตีย์
  55. หน้า ๒๖๕–๒๖๙ โอวาทวรรค สิกขาบทที่ ๑ (ตอนต้น) - พระฉัพพัคคีย์แย่งสอนภิกษุณีเพราะหวังลาภ นำไปสู่การสมมติภิกษุโอวาทกและคุณสมบัติ ๘ ประการ พระเถระผู้สอนภิกษุณีมักได้รับจีวร บิณฑบาต ที่พัก และยาเป็นการตอบแทนมากมาย พระฉัพพัคคีย์เห็นเช่นนั้นจึงอาสาไปสอนภิกษุณีบ้าง แต่กลับพูดธรรมเพียงเล็กน้อยแล้วปล่อยให้เวลาที่เหลือหมดไปกับเรื่องไร้สาระ ภิกษุณีทูลฟ้องพระพุทธเจ้า พระองค์จึงทรงบัญญัติว่าภิกษุที่จะไปสอนภิกษุณีได้ต้องผ่านการสมมติ (แต่งตั้งอย่างเป็นทางการโดยสงฆ์) เสียก่อน ต่อมาแม้พระเถระที่ได้รับสมมติแล้วก็ยังถูกพระฉัพพัคคีย์เลียนแบบด้วยการไปแต่งตั้งกันเองนอกเขตวัดแล้วสอนอย่างผิวเผินเหมือนเดิม พระพุทธเจ้าจึงทรงเพิ่มเงื่อนไขว่าผู้ที่จะได้รับ
  56. หน้า ๒๗๐–๒๗๓ โอวาทวรรค สิกขาบทที่ ๑ (ตอนจบ) - เนื้อหาครุธรรม ๘ ประการที่ภิกษุณีต้องเคารพตลอดชีวิต และขั้นตอนการมอบโอวาท ส่วนนี้ระบุขั้นตอนที่ภิกษุผู้ได้รับสมมติต้องปฏิบัติก่อนสอน เช่น จัดที่พักและน้ำให้พร้อม ถามภิกษุณีว่าพร้อมเพรียงกันหรือไม่ และตรวจสอบว่ายังรักษาครุธรรม ๘ ประการอยู่หรือไม่ จึงมีการบันทึกเนื้อหาครุธรรม ๘ ข้อไว้อย่างครบถ้วน เช่น ภิกษุณีแม้บวชมาร้อยพรรษาก็ต้องกราบไหว้ภิกษุที่เพิ่งบวชวันเดียว ห้ามอยู่จำพรรษาในถิ่นที่ไม่มีภิกษุ ต้องขอโอวาทและถามวันอุโบสถจากสงฆ์ภิกษุทุกกึ่งเดือน และห้ามด่าว่าภิกษุไม่ว่ากรณีใด ตามด้วยการไล่เรียงกรณีต่างๆ ว่าการกระทำของสงฆ์ที่ทำการสมมติหรือมอบโอวาทนั้นถูกต้องตามธรรมวินั
  57. หน้า ๒๗๔–๒๗๖ โอวาทวรรค สิกขาบทที่ ๒ - พระจูฬปันถกสอนภิกษุณีจนพลบค่ำ เหาะเหินแสดงฤทธิ์ให้ประจักษ์ ภิกษุณีดูแคลนว่าพระจูฬปันถกเถระเมื่อถึงคราวสอนคงพูดซ้ำโศลกเดิมเท่านั้น เมื่อท่านได้ยินเช่นนั้นจึงแสดงฤทธิ์เหาะขึ้นไปในอากาศ เดิน ยืน นั่ง นอนบนอากาศได้ พร้อมพ่นควันพ่นไฟ แล้วแสดงธรรมพุทธวจนะอีกมากมายนอกเหนือจากโศลกเดิม จนภิกษุณีทึ่งในฤทธิ์ แต่การสอนนั้นกินเวลานานจนพลบค่ำ ภิกษุณีที่เดินทางกลับหลังพระอาทิตย์ตกต้องค้างนอกเมืองจนถูกชาวบ้านครหาว่าไม่บริสุทธิ์ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุที่ได้รับสมมติสอนภิกษุณีหลังพระอาทิตย์ตกดิน แม้จะได้รับแต่งตั้งแล้วก็ตาม ต้องอาบัติปาจิตตีย์
  58. หน้า ๒๗๗–๒๘๐ โอวาทวรรค สิกขาบทที่ ๓ - ห้ามภิกษุเข้าไปสอนถึงสำนักภิกษุณี เว้นแต่กรณีอาพาธ พระฉัพพัคคีย์เข้าไปสอนภิกษุณีถึงในสำนักของภิกษุณีเองแทนที่จะให้ภิกษุณีมาหา ภิกษุณีอื่นตำหนิว่าไม่เหมาะสม พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามภิกษุเข้าไปสอนถึงสำนักภิกษุณีโดยเด็ดขาด ต่อมาเมื่อพระมหาปชาบดีโคตมีเถรีทรงประชวรจนไม่สามารถออกไปฟังธรรมนอกสำนักได้ พระเถระทั้งหลายก็ยังเคร่งครัดไม่กล้าเข้าไปสอนเพราะเกรงจะผิดพระวินัย จนพระพุทธเจ้าเสด็จไปเยี่ยมเองและทรงทราบความลำบากใจนี้ จึงทรงผ่อนผันอนุญาตให้ภิกษุเข้าไปสอนภิกษุณีถึงสำนักได้เฉพาะกรณีภิกษุณีอาพาธเท่านั้น
  59. หน้า ๒๘๑–๒๘๓ โอวาทวรรค สิกขาบทที่ ๔ - ห้ามกล่าวหาว่าพระเถระสอนภิกษุณีเพราะหวังลาภสักการะ พระฉัพพัคคีย์กล่าวติเตียนพระเถระผู้ได้รับสมมติให้สอนภิกษุณีว่า ที่ท่านสอนนั้นเพราะเห็นแก่จีวร อาหาร ที่พัก ยารักษาโรค หรือความเคารพนับถือที่จะได้รับตอบแทน มิใช่เพราะหวังดีต่อภิกษุณีจริง คำกล่าวนี้ทำให้พระเถระเสื่อมเสียชื่อเสียงทั้งที่ไม่เป็นความจริง พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุกล่าวใส่ร้ายภิกษุผู้ได้รับสมมติสอนภิกษุณีด้วยข้อกล่าวหาเรื่องหวังอามิสเช่นนี้โดยไม่มีมูล ผู้ฝ่าฝืนต้องอาบัติปาจิตตีย์ ยกเว้นกรณีเป็นความจริงตามปกติวิสัย
  60. หน้า ๒๘๔–๒๘๖ โอวาทวรรค สิกขาบทที่ ๕ - ห้ามให้จีวรแก่ภิกษุณีที่มิใช่ญาติ เว้นแต่เป็นการแลกเปลี่ยน ภิกษุรูปหนึ่งกับภิกษุณีรูปหนึ่งคุ้นเคยกันจากการบอกที่บิณฑบาตให้แก่กัน จนเมื่อถึงคราวแบ่งจีวรของสงฆ์ ภิกษุณีมาถามถึงส่วนแบ่งจีวรของภิกษุ ภิกษุจึงมอบจีวรนั้นให้ภิกษุณีไปทั้งที่ตนเองก็มีจีวรเก่าใช้อยู่ ทำให้ตนเองขาดแคลนจีวร ภิกษุอื่นตำหนิว่าไม่สมควรให้จีวรแก่ผู้ที่มิใช่ญาติเช่นนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุให้จีวรแก่ภิกษุณีที่มิใช่ญาติ แต่ภายหลังเมื่อภิกษุณีบางรูปมีจีวรชำรุดเดือดร้อนเพราะไม่มีจีวรจะแลกเปลี่ยนกันตามปกติ จึงทรงผ่อนผันอนุญาตให้ให้จีวรแก่กันได้หากเป็นการแลกเปลี่ยน (ปาริวัฏฏกะ) ร
  61. หน้า ๒๘๗–๒๘๙ โอวาทวรรค สิกขาบทที่ ๖ - พระอุทายีเย็บจีวรให้ภิกษุณีมิใช่ญาติ พร้อมปักลวดลายกลางผ้า ภิกษุณีรูปหนึ่งขอให้พระอุทายีช่วยเย็บจีวรให้ พระอุทายีเย็บอย่างประณีตแล้วยังแอบทำลวดลายภาพวิจิตรซ่อนไว้กลางผืนผ้า สั่งให้ภิกษุณีสวมคลุมออกไปเดินตามหลังหมู่ภิกษุณีเวลาไปรับโอวาท ชาวบ้านเห็นแล้วครหาว่าภิกษุณีเหล่านี้ไร้ยางอายทำภาพลามกบนจีวร เมื่อความทราบว่าเป็นฝีมือพระอุทายี ภิกษุทั้งหลายก็ตำหนิว่าไม่สมควรทำเช่นนี้แก่ผู้มิใช่ญาติ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุเย็บหรือให้ผู้อื่นเย็บจีวรให้ภิกษุณีที่มิใช่ญาติ ผู้ฝ่าฝืนต้องอาบัติปาจิตตีย์ ยกเว้นกรณีเป็นญาติกันจริง
  62. หน้า ๒๙๐–๒๙๓ โอวาทวรรค สิกขาบทที่ ๗ - ห้ามภิกษุนัดเดินทางร่วมทางเดียวกับภิกษุณี เว้นแต่เส้นทางมีภัย พระฉัพพัคคีย์นัดแนะเดินทางไกลร่วมไปกับภิกษุณี ทำให้ชาวบ้านครหาว่าเดินเที่ยวเหมือนสามีภรรยา พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามภิกษุนัดแนะเดินทางร่วมเส้นทางเดียวกับภิกษุณีแม้เพียงระยะระหว่างหมู่บ้าน ต่อมามีคณะภิกษุและภิกษุณีเดินทางบังเอิญเจอกันบนเส้นทางเดียวกัน แต่ภิกษุปฏิเสธไม่ให้ไปด้วยเพราะเกรงผิดวินัย ให้ฝ่ายหนึ่งเดินไปก่อน ภิกษุณีที่เดินตามหลังจึงถูกโจรปล้นและประทุษร้ายเพราะไม่มีใครคุ้มกัน พระพุทธเจ้าจึงทรงผ่อนผันอนุญาตให้เดินทางร่วมกันได้เฉพาะเส้นทางที่ต้องไปเป็นหมู่คณะเพราะมีอันตรายหรือเสี่ยงต่อโจรผู้ร้า
  63. หน้า ๒๙๔–๒๙๗ โอวาทวรรค สิกขาบทที่ ๘ - ห้ามภิกษุนัดโดยสารเรือลำเดียวกับภิกษุณี เว้นแต่ใช้ข้ามฟาก เหตุการณ์คล้ายสิกขาบทก่อนหน้าแต่เปลี่ยนเป็นการโดยสารเรือ พระฉัพพัคคีย์นัดขึ้นเรือลำเดียวกับภิกษุณี ชาวบ้านครหาเช่นเดิม พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามภิกษุนัดขึ้นเรือลำเดียวกับภิกษุณีไม่ว่าจะแล่นขึ้นเหนือน้ำหรือล่องลงใต้น้ำ ต่อมาเมื่อคณะภิกษุและภิกษุณีเดินทางร่วมกันต้องข้ามแม่น้ำ ภิกษุให้ภิกษุณีข้ามทีหลังตามมารยาท ทำให้ภิกษุณีที่ข้ามช้าถูกโจรปล้นและประทุษร้ายอีกเช่นเคย พระพุทธเจ้าจึงทรงผ่อนผันอนุญาตให้ขึ้นเรือลำเดียวกันได้เฉพาะกรณีข้ามฟากแม่น้ำเพื่อความปลอดภัย
  64. หน้า ๒๙๘–๓๐๑ โอวาทวรรค สิกขาบทที่ ๙ - พระเทวทัตฉันบิณฑบาตที่ภิกษุณีชักชวนคหบดีให้ถวาย ภิกษุณีถุลลนันทาเป็นที่คุ้นเคยของตระกูลหนึ่งที่นิมนต์พระเถระผู้ใหญ่มาฉัน แต่เธอกลับยุให้เจ้าของบ้านไล่พระเถระออกแล้วหันไปนิมนต์พระเทวทัตกับพวกแทน พระเทวทัตทราบดีว่าอาหารนี้เกิดจากการที่ภิกษุณีไปพูดจาชักจูงคหบดีให้จัดถวายเฉพาะพวกตน แต่ก็ยังฉันโดยไม่รังเกียจ ภิกษุทั้งหลายตำหนิว่าไม่สมควร พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุฉันบิณฑบาตที่รู้อยู่ว่าภิกษุณีเป็นผู้ชักจูงคหบดีให้จัดถวายเช่นนี้ ต่อมามีภิกษุอีกรูปหนึ่งอดอาหารเพราะเคร่งครัดไม่กล้าฉันบิณฑบาตที่ภิกษุณีในตระกูลญาติเป็นผู้บอกให้จัดถวาย พระพุทธเจ้
  65. หน้า ๓๐๒–๓๐๔ โอวาทวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ - พระอุทายีนั่งในที่ลับตามลำพังกับภิกษุณีผู้เคยเป็นภรรยาเก่า (จบวรรคที่ ๓) ภิกษุณีรูปหนึ่งซึ่งเคยเป็นภรรยาเก่าของพระอุทายีก่อนบวช ยังคงไปมาหาสู่กันบ่อยครั้งหลังบวชแล้ว จนวันหนึ่งพระอุทายีนั่งอยู่กับเธอตามลำพังสองต่อสองในที่ลับตาคน ภิกษุอื่นเห็นแล้วตำหนิว่าไม่เหมาะสมและเสี่ยงต่อการครหานินทา พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุนั่งในที่ลับกับภิกษุณีตามลำพังสองต่อสอง ไม่ว่าจะเป็นที่ลับสายตาหรือลับหู หากมีบุรุษผู้รู้เดียงสาอีกคนอยู่ด้วยจึงจะไม่ต้องอาบัติ สิกขาบทนี้ปิดท้ายวรรคที่ ๓ (โอวาทวรรค) ของหมวดปาจิตตีย์
  66. หน้า ๓๐๕–๓๐๘ โภชนวรรค สิกขาบทที่ ๑ - พระฉัพพัคคีย์ปักหลักกินข้าวทานฟรีซ้ำๆ จนพวกเดียรถีย์ต้องหนี มีโรงทานแห่งหนึ่งใกล้เมืองสาวัตถีจัดอาหารเลี้ยงฟรีสำหรับนักบวชทุกนิกาย พระฉัพพัคคีย์บิณฑบาตไม่ได้อาหารจึงไปฉันที่นั่นแล้วติดใจ กลับไปฉันซ้ำวันแล้ววันเล่าจนไม่ยอมออกไปบิณฑบาตข้างนอกอีก ทำให้นักบวชนิกายอื่นต้องหลีกทางหนีไป ชาวบ้านตำหนิว่าโรงทานนี้ตั้งไว้เพื่อทุกคน ไม่ใช่เฉพาะพวกภิกษุ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติให้ภิกษุฉันอาหารในโรงทานเช่นนี้ได้เพียงครั้งเดียว ห้ามฉันซ้ำ ต่อมาพระสารีบุตรอาพาธหนักหลังฉันที่โรงทานแห่งหนึ่งจนเดินทางต่อไม่ได้ ต้องอดอาหารเพราะเคร่งครัดไม่กล้าฉันซ้ำ พระพุทธเจ้าจึงทรงผ่อนผัน
  67. หน้า ๓๐๙–๓๑๕ โภชนวรรค สิกขาบทที่ ๒ - ห้ามฉันเป็นหมู่ (คณโภชนะ) เว้นแต่ ๗ กรณีจำเป็น พระเทวทัตเมื่อเสื่อมลาภสักการะ นำพรรคพวกไปขอข้าวจากตระกูลต่างๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนคนทั้งหลายเบื่อหน่ายและครหาว่าเห็นแก่กิน พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปรับนิมนต์ฉันอาหารร่วมกันเป็นหมู่ (คณโภชนะ) แต่ต่อมาก็เกิดกรณีจำเป็นต่างๆ ที่ทำให้ต้องผ่อนผันทีละเรื่อง เช่น คราวภิกษุอาพาธ คราวมีผู้ถวายจีวรพร้อมอาหาร คราวกำลังช่วยกันเย็บจีวร คราวเดินทางไกลหรือโดยสารเรือ คราวมีภิกษุจากต่างถิ่นมาเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกันจำนวนมาก และคราวนักบวชนอกศาสนาจัดเลี้ยง (ดังเรื่องนักบวชอาชีวกที่ขอให้พระเจ้
  68. หน้า ๓๑๖–๓๒๑ โภชนวรรค สิกขาบทที่ ๓ - โภชนะทีหลัง (ปรัมปรโภชนะ): กรรมกรยากจนเลี้ยงพระแต่ถูกฉันน้อยเพราะพระอิ่มมาก่อน กรรมกรยากจนคนหนึ่งเห็นชาวเมืองไวสาลีแย่งกันจัดอาหารประณีตถวายพระ จึงอยากทำบุญบ้าง เก็บหอมรอมริบค่าจ้างพิเศษเพื่อจัดเลี้ยงพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ แต่พระภิกษุที่รับนิมนต์ไว้กลับออกไปบิณฑบาตจนอิ่มก่อนแล้วมาฉันของกรรมกรเพียงนิดหน่อย ทำให้กรรมกรน้อยใจว่าลงทุนลงแรงจัดเตรียมไว้มากมายแต่พระกลับไม่ฉันให้เต็มที่ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุที่รับนิมนต์ไว้ที่หนึ่งแล้วไปฉันอาหารอื่นก่อน (ปรัมปรโภชนะ) จากนั้นก็มีข้อยกเว้นตามมา เช่น คราวอาพาธ คราวมีผู้ถวายจีวรพร้อมอาหาร และคราวช่วยกันเย็บจีวร ปิดท้ายด้วย
  69. หน้า ๓๒๒–๓๒๕ โภชนวรรค สิกขาบทที่ ๔ (เริ่มต้น) - นางกาณมารดาอบขนมให้ลูกสาวแต่ถูกภิกษุขอจนหมดซ้ำสามครั้ง สามีจึงทิ้งไปมีภรรยาใหม่ นางกาณะแต่งงานแล้วไปเยี่ยมมารดาที่บ้านเดิม สามีส่งคนมาตามหลายครั้งแต่นางยังไม่กลับ มารดาผู้ใจบุญจึงอบขนมให้ลูกสาวถือติดมือกลับไปหาสามีทุกครั้งที่จะเดินทาง แต่ทุกครั้งก็มีภิกษุมาบิณฑบาตขอขนมไปจนหมด แล้วยังบอกต่อให้ภิกษุรูปอื่นมาขอซ้ำอีกจนของหมดถ้วน ทำซ้ำถึงสามครั้ง สุดท้ายสามีของนางกาณะทนรอไม่ไหวจึงไปมีภรรยาใหม่ นางกาณะเสียใจร้องไห้ อีกเรื่องหนึ่งที่คล้ายกันคือคหบดีเตรียมเสบียงเดินทางถวายภิกษุ แต่ภิกษุก็ขอกันไปจนหมดเกลี้ยงเช่นกัน ทำให้ผู้ถวายต้องกลับไปเตรียมใหม่จนตามขบวนไม่ทันและถูกโจรปล้นระหว่าง
  70. หน้า ๓๒๖ โภชนวรรค สิกขาบทที่ ๔ (ตอนจบ) — เกณฑ์รับของฝากเกินสองสามบาตรเมื่อไม่ได้เตรียมไว้เพื่อการนั้น หน้านี้เป็นส่วนท้ายของสิกขาบทที่ว่าด้วยการรับของเคี้ยวของฉันเกินกำหนด ซึ่งเรื่องราวเดิมอยู่ในตอนก่อนหน้านี้แล้ว เนื้อหาที่เหลือเป็นการไล่เรียงกรณีต่าง ๆ ว่าภิกษุรับของที่เจ้าของตั้งใจให้เกินสองสามบาตรโดยสำคัญผิดว่าพอดีหรือสำคัญผิดว่าเกินย่อมต้องอาบัติปาจิตตีย์หรือทุกกฏต่างกันไปตามความสำคัญผิดนั้น พร้อมทั้งระบุข้อยกเว้นที่ไม่ต้องอาบัติ เช่น ผู้ให้ไม่ได้จัดเตรียมไว้เพื่อเป็นเสบียงเดินทางโดยเฉพาะ หรือให้ด้วยทรัพย์ของตนเองแก่ญาติที่ปวารณาไว้แล้ว เป็นการปิดท้ายสิกขาบทที่ ๔ ในหมวดโภชนวรรค
  71. หน้า ๓๒๗–๓๓๐ โภชนวรรค สิกขาบทที่ ๕ — ฉันอาหารที่มิใช่เดนหลังจากอิ่มและห้ามแล้ว (เรื่องพราหมณ์เลี้ยงพระ) พราหมณ์ผู้หนึ่งนิมนต์ภิกษุมาฉันอาหารในบ้านจนอิ่มแล้ว แต่หลังจากนั้นภิกษุบางรูปกลับไปฉันต่อที่บ้านญาติของตนอีก ทำให้พราหมณ์รู้สึกเสียใจและตำหนิว่าตนไม่มีปัญญาจะเลี้ยงให้อิ่มพอหรืออย่างไร ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์จึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุที่ฉันแล้วห้ามภัตแล้วไปฉันของเคี้ยวของฉันอีกโดยไม่ผ่านการทำให้เป็น "เดน" ตามวิธีที่ถูกต้อง เพื่อมิให้เป็นการเสียน้ำใจผู้ที่ตั้งใจถวายเต็มที่ ภายหลังทรงผ่อนผันให้ภิกษุไข้ฉันเดนของภิกษุอื่นได้โดยไม่ต้องอาบัติ
  72. หน้า ๓๓๑–๓๓๔ โภชนวรรค สิกขาบทที่ ๖ — แค่นให้ภิกษุผู้อิ่มแล้วฉันของมิใช่เดนเพื่อกลั่นแกล้ง ภิกษุสองรูปเดินทางร่วมกัน รูปหนึ่งประพฤตินอกลู่นอกทางแล้วถูกอีกรูปตักเตือน จึงผูกใจโกรธ เมื่อถึงเมืองสาวัตถีและอีกรูปฉันอิ่มห้ามภัตแล้ว ภิกษุที่โกรธจึงนำบิณฑบาตไปคะยั้นคะยอบังคับให้ฉันอีกทั้งที่รู้อยู่ว่าเป็นการฉันของมิใช่เดน หวังจะจับผิดให้อีกฝ่ายต้องอาบัติ พระพุทธเจ้าทรงตำหนิและบัญญัติห้ามภิกษุแกล้งเอาของมิใช่เดนไปเซ้าซี้ให้ภิกษุที่อิ่มแล้วฉัน โดยมีเจตนากลั่นแกล้งให้เขาเป็นอาบัติ ถือเป็นความผิดของผู้ยื่นให้ ไม่ใช่ผู้ถูกบังคับ
  73. หน้า ๓๓๕–๓๓๖ โภชนวรรค สิกขาบทที่ ๗ — ฉันอาหารในเวลาวิกาล (เรื่องภิกษุสัตตรสวัคคีย์ไปดูงานคิรัคคสมัชชะ) พระสัตตรสวัคคีย์พากันไปดูมหรสพบนยอดเขาที่ราชคฤห์ ชาวบ้านเห็นแล้วเลื่อมใสจึงถวายของขบฉันให้นำกลับวัด เมื่อนำมาชวนพระฉัพพัคคีย์ฉัน ฉัพพัคคีย์กลับตำหนิว่าเป็นการฉันในเวลาวิกาล (หลังเที่ยงจนถึงรุ่งอรุณ) ทั้งที่ตนเองก็เคยทำเช่นนั้น ความทราบถึงพระพุทธเจ้า พระองค์จึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุฉันของเคี้ยวของฉันในเวลาวิกาลโดยเด็ดขาด
  74. หน้า ๓๓๗–๓๓๙ โภชนวรรค สิกขาบทที่ ๘ — ฉันอาหารที่สั่งสมไว้ค้างคืน (เรื่องพระเวฬัฏฐสีสเถระ) พระเวฬัฏฐสีสะ พระอุปัชฌาย์ของพระอานนท์ อยู่ป่าและบิณฑบาตได้ข้าวสุกมามาก จึงตากแห้งเก็บไว้ เมื่อต้องการฉันก็นำมาแช่น้ำกินทีหลัง ทำให้ท่านเข้าบิณฑบาตช้ากว่าปกติ เมื่อภิกษุอื่นถามจึงทราบเรื่อง และเห็นว่าเป็นการเก็บอาหารค้างคืนไว้ฉัน (สันนิธิการกโภชนะ) ซึ่งไม่สมควร พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามฉันอาหารที่รับประเคนวันหนึ่งแล้วเก็บไว้ฉันในวันรุ่งขึ้น เพื่อป้องกันความสะสมเกินจำเป็นของนักบวช
  75. หน้า ๓๔๐–๓๔๓ โภชนวรรค สิกขาบทที่ ๙ — ขอโภชนะประณีตเพื่อประโยชน์ตนเองทั้งที่ไม่อาพาธ พระฉัพพัคคีย์ออกปากขอของประณีต เช่น เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ปลา เนื้อ นมสด นมส้ม มาฉันเพื่อตนเองทั้งที่มิได้เจ็บป่วย ชาวบ้านพากันตำหนิว่าใครจะไม่ชอบของอร่อยเช่นนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุผู้ไม่อาพาธออกปากขอของประณีตเหล่านี้เพื่อตนเอง ภายหลังทรงผ่อนผันให้ภิกษุไข้ทำได้ตามความจำเป็น เพื่อรักษาความมักน้อยสันโดษของสงฆ์
  76. หน้า ๓๔๔–๓๔๖ โภชนวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ — ฉันของที่ยังไม่มีใครถวายให้ (เรื่องภิกษุถือผ้าบังสุกุลในป่าช้า) จบโภชนวรรค ภิกษุผู้ถือธุดงค์นุ่งห่มแต่ผ้าบังสุกุลอยู่ในป่าช้า ไม่ยอมรับของถวายจากมือคน แต่กลับหยิบฉวยอาหารที่เขาวางไว้เพื่อผีหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามป่าช้าและโคนไม้มาฉันเอง ชาวบ้านเห็นแล้วตกใจกลัวหาว่าท่านเหมือนกินเนื้อมนุษย์ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุนำอาหารใส่ปากโดยที่ยังไม่มีใครถวายให้ ยกเว้นน้ำและไม้ชำระฟันซึ่งอนุญาตให้หยิบเองได้ สิกขาบทนี้ปิดท้ายโภชนวรรค (หมวดว่าด้วยการฉัน) ของกัณฑ์ปาจิตตีย์
  77. หน้า ๓๔๗–๓๔๙ อเจลกวรรค สิกขาบทที่ ๑ — ห้ามให้ของเคี้ยวของฉันแก่นักบวชนอกศาสนาด้วยมือตนเอง พระอานนท์แจกขนมแก่ผู้กินเดนของสงฆ์ แต่แจกผิดพลาดให้ปริพาชิกาคนเดียวกันสองชิ้นซ้ำถึงสามครั้ง จนเพื่อนปริพาชิกาล้อว่าเป็นชู้กัน ต่อมานักบวชอาชีวกคนหนึ่งได้ข้าวสุกคลุกเนยใสก้อนใหญ่จากภิกษุ แล้วนำไปอวดพวกเดียวกันว่าได้จาก "สมณโคดมหัวโล้น" ทำให้ลัทธิอื่นได้หน้าเสียหน้าพระศาสนา อุบาสกจึงทูลขอให้ทรงห้าม พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุให้ของเคี้ยวของฉันด้วยมือตนเองแก่นักบวชเปลือยกาย ปริพาชก หรือปริพาชิกา (ยกเว้นน้ำและไม้ชำระฟัน)
  78. หน้า ๓๕๐–๓๕๒ อเจลกวรรค สิกขาบทที่ ๒ — ชวนภิกษุไปบิณฑบาตแล้วไล่กลับโดยไม่ให้ได้อาหาร พระอุปนันทศากยบุตรชวนภิกษุน้องชายไปบิณฑบาตด้วยกัน แต่พอเดินไปกลางทางกลับไล่ให้กลับไปเพราะรำคาญ ไม่ยอมให้ได้อาหารเลย ทำให้ภิกษุรูปนั้นอดอาหารทั้งที่ยังพอมีเวลาบิณฑบาตได้ ภิกษุทั้งหลายตำหนิพฤติกรรมเอาเปรียบเช่นนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุชวนภิกษุอื่นไปบิณฑบาตแล้วไล่กลับโดยไม่ให้สิ่งใดเลย เว้นแต่มีเหตุผลอันสมควร เช่น ป้องกันมิให้ตกอยู่ในสถานการณ์ไม่เหมาะสม
  79. หน้า ๓๕๓–๓๕๕ อเจลกวรรค สิกขาบทที่ ๓ — นั่งแทรกแซงในบ้านที่มีสามีภรรยาอยู่ด้วยกันตามลำพัง พระอุปนันทศากยบุตรไปเรือนสหาย นั่งพูดคุยกับภรรยาของสหายในห้องนอนขณะสามีไม่อยู่บ้าน เมื่อสามีกลับมาเห็นและขอร้องให้ท่านกลับหลายครั้งแต่ภรรยากลับขอให้ท่านนั่งต่อ ทำให้สามีเข้าใจไปในทางชู้สาวและนำไปฟ้องภิกษุอื่น พระพุทธเจ้าทรงตำหนิว่าไม่สมควร และบัญญัติห้ามภิกษุเข้าไปนั่งแทรกในเรือนที่มีทั้งสามีและภรรยาอยู่ด้วยกันโดยยังไม่ปลอดจากราคะ เว้นแต่มีภิกษุอื่นอยู่เป็นเพื่อนหรือนั่งพ้นระยะหัตถบาส
  80. หน้า ๓๕๖–๓๕๘ อเจลกวรรค สิกขาบทที่ ๔ — นั่งในที่ลับ (มิดชิด) กับหญิงตามลำพัง พระอุปนันทศากยบุตรไปเรือนสหายอีกครั้ง คราวนี้นั่งกับภรรยาของสหายในที่กำบังมิดชิดจนมองไม่เห็นและได้ยินเสียงพูดคุยไม่ชัด สามีตำหนิและภิกษุทั้งหลายก็ติเตียนเช่นเดียวกับครั้งก่อน พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติสิกขาบทเพิ่มเติม ห้ามภิกษุนั่งในที่ลับตาลับหูกับหญิงตามลำพัง แม้จะมีคนอื่นอยู่บริเวณนั้นแต่มองไม่เห็นหรือได้ยินไม่ถึง ก็ถือว่าผิด
  81. หน้า ๓๕๙–๓๖๑ อเจลกวรรค สิกขาบทที่ ๕ — นั่งในที่ลับกับหญิงสองต่อสองตามลำพัง (แม้ไม่มีสิ่งกำบัง) พระอุปนันทศากยบุตรทำเรื่องซ้ำอีกเป็นครั้งที่สาม คราวนี้นั่งกับภรรยาของสหายเพียงสองต่อสองในที่ลับ แม้จะไม่มีสิ่งใดปิดบังก็ตาม สามีจึงร้องเรียนอีก พระพุทธเจ้าจึงทรงเพิ่มสิกขาบทห้ามภิกษุนั่งกับหญิงเพียงลำพังสองต่อสองในที่ลับหูลับตา แม้ไม่มีสิ่งกำบังใด ๆ ก็ตาม โดยยกเว้นกรณีมีบุรุษผู้รู้เดียงสาอยู่เป็นพยานคนที่สาม
  82. หน้า ๓๖๒–๓๖๗ อเจลกวรรค สิกขาบทที่ ๖ — เที่ยวเยี่ยมตระกูลอื่นก่อนและหลังฉันภัตตาหารทั้งที่รับนิมนต์ไว้แล้ว ตระกูลอุปัฏฐากนิมนต์พระอุปนันทศากยบุตรและภิกษุอื่นฉันภัตตาหาร แต่ท่านกลับไปเยี่ยมเยียนตระกูลอื่นก่อนจนสาย ทำให้ภิกษุที่รอต้องอดใจรออาหารเย็นไป เมื่อถูกตำหนิท่านก็ยังไปเยี่ยมตระกูลอื่นหลังฉันเสร็จอีก แม้มีของถวายสงฆ์รอท่านอยู่ก็ยังทำให้ล่าช้าจนต้องเลื่อนแจกจ่าย พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุผู้รับนิมนต์ฉันแล้วไปเยี่ยมตระกูลอื่นก่อนหรือหลังฉัน เว้นแต่ในสมัยที่มีการถวายจีวรหรือทำจีวร หรือได้บอกลาภิกษุที่อยู่ด้วยก่อนแล้ว
  83. หน้า ๓๖๘–๓๗๓ อเจลกวรรค สิกขาบทที่ ๗ — เกินขอบเขตที่ทายกปวารณาถวายเภสัช (เรื่องมหานามศากยะ) มหานามศากยะทูลขอถวายเภสัชแก่สงฆ์ตลอดสี่เดือน แล้วขยายเป็นถวายซ้ำและถวายตลอดชีวิตตามลำดับ แต่พระฉัพพัคคีย์กลับฉวยโอกาสเรียกร้องเนยใสจำนวนมากไม่หยุดหย่อนจนของหมดบ่อยครั้ง เมื่อมหานามะขอให้รอเพียงชั่วครู่ก็ยังไม่พอใจและกล่าวจับผิดท่าน จนมหานามะตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุผู้ไม่อาพาธรับปัจจัยเภสัชเกินกว่าที่ผู้ถวายกำหนดขอบเขตไว้ (ทั้งจำนวนยาและจำนวนคืน) เพื่อมิให้เอาเปรียบศรัทธาของทายก
  84. หน้า ๓๗๔–๓๘๑ อเจลกวรรค สิกขาบทที่ ๘-๑๐ — ไปดูกองทัพยกออกศึก พักแรมในกองทัพเกินกำหนด และไปดูสนามรบ (จบอเจลกวรรค) พระฉัพพัคคีย์พากันไปดูกองทัพของพระเจ้าปเสนทิโกศลที่ยกออกไปทำศึกเพียงเพื่อความสนุก ชาวบ้านตำหนิว่าตนเองยังต้องไปทัพเพื่อปากท้องครอบครัว แต่พระกลับไปเที่ยวดู พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามภิกษุไปดูกองทัพที่ยกออกไป เว้นแต่มีกิจจำเป็น เช่น ญาติป่วยอยู่ในกองทัพ ต่อมายังทรงจำกัดมิให้พักแรมในกองทัพเกินสามคืนแม้มีเหตุจำเป็น และเมื่อภิกษุรูปหนึ่งไปดูสนามรบจนเกือบถูกลูกศรและถูกชาวบ้านล้อเลียน จึงทรงห้ามภิกษุไปดูขบวนทัพ การจัดแถวทัพ หรือสนามการรบด้วย ปิดท้ายวรรคที่ ๕ อเจลกวรรค
  85. หน้า ๓๘๒–๓๘๕ สุราปานวรรค สิกขาบทที่ ๑ — ดื่มสุราเมรัย (เรื่องพระสาคตะปราบพญานาคแต่แพ้เหล้า) พระสาคตะเคยใช้ฤทธิ์ปราบพญานาคดุร้ายที่อาศัยอยู่ ณ อาศรมชฏิลได้สำเร็จ สร้างความเลื่อมใสแก่ชาวเมืองโกสัมพีอย่างมาก จนพวกเขาแย่งกันถวายสุราชนิดหนึ่งชื่อกาโปติกะให้ท่านดื่มทุกบ้านด้วยความศรัทธา ท่านดื่มไปเรื่อย ๆ จนเมามายล้มลงที่ประตูเมืองอย่างไม่ได้สติ พระพุทธเจ้าทรงตำหนิว่าบัดนี้ท่านไม่มีแม้กำลังสู้กับงูเห่าตัวเล็ก ๆ ได้ นับประสาอะไรกับพญานาค จึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุดื่มสุราและเมรัยทุกชนิดโดยเด็ดขาด เปิดวรรคใหม่คือสุราปานวรรค
  86. หน้า ๓๘๖–๓๘๗ สุราปานวรรค สิกขาบทที่ ๒ — จี้ให้หัวเราะจนภิกษุเสียชีวิต พระฉัพพัคคีย์ใช้นิ้วจี้ตัวภิกษุหนุ่มในกลุ่มสัตตรสวัคคีย์เพื่อความสนุกให้หัวเราะ แต่ภิกษุรูปนั้นตกใจสุดขีดจนหายใจไม่ทันและถึงแก่มรณภาพ ภิกษุทั้งหลายตำหนิความคะนองนี้อย่างรุนแรง พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุใช้นิ้วหรืออวัยวะจี้แหย่ร่างกายภิกษุอื่นด้วยความประสงค์จะให้หัวเราะหรือขบขัน แม้เพียงเพื่อล้อเล่นก็ตาม
  87. หน้า ๓๘๘–๓๙๐ สุราปานวรรค สิกขาบทที่ ๓ — เล่นน้ำในแม่น้ำ (เรื่องพระเจ้าปเสนทิโกศลทอดพระเนตรเห็นพระเล่นน้ำ) พระสัตตรสวัคคีย์พากันลงเล่นน้ำสนุกสนานในแม่น้ำอจิรวดี พระเจ้าปเสนทิโกศลซึ่งประทับอยู่บนปราสาทกับพระนางมัลลิกาทอดพระเนตรเห็นแล้วตรัสแซวว่าพระอรหันต์เล่นน้ำกันเช่นนี้หรือ พระนางมัลลิกาจึงหาอุบายให้พระราชาส่งก้อนน้ำอ้อยไปถวายพระพุทธเจ้าผ่านภิกษุกลุ่มนั้น ทำให้ความจริงที่ว่าพระราชาทรงเห็นภิกษุเล่นน้ำไปถึงพระกรรณพระพุทธเจ้า พระองค์จึงทรงตำหนิและบัญญัติห้ามภิกษุเล่นน้ำสนุกสนาน ทั้งการดำผุด ดำว่าย หรือลอยตัวในน้ำโดยมีเจตนาเล่นสนุก เว้นแต่มีเหตุจำเป็น เช่น ข้ามฟากแม่น้ำ
  88. หน้า ๓๙๑–๓๙๒ สิกขาบทที่ ๔ แห่งสุราปานวรรค ว่าด้วยความไม่เอื้อเฟื้อ (อนาทริยะ) พระฉันนะประพฤติสิ่งไม่สมควร เมื่อภิกษุอื่นทักท้วงว่าไม่ควรทำ ท่านกลับทำต่อไปด้วยความไม่เอื้อเฟื้อไม่ยำเกรงทั้งต่อตัวบุคคลผู้ตักเตือนและต่อพระธรรมคำสอนที่ถูกอ้างถึง พระพุทธเจ้าทรงติเตียนว่าการไม่ฟังคำตักเตือนโดยชอบธรรมเป็นเรื่องร้ายแรง จึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุแสดงความไม่เอื้อเฟื้อเช่นนี้ ผู้ฝ่าฝืนต้องอาบัติปาจิตตีย์
  89. หน้า ๓๙๓–๓๙๔ สิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยการหลอกให้ภิกษุตกใจกลัว พระฉัพพัคคีย์แกล้งหลอกพระสัตตรสวัคคีย์ (กลุ่มภิกษุหนุ่ม) ด้วยรูป เสียง กลิ่น รส หรือสัมผัสที่น่ากลัว หรือเล่าเรื่องป่าที่มีโจร สัตว์ร้าย ผีสาง จนพวกท่านหวาดกลัวถึงกับร้องไห้ พระพุทธเจ้าทรงติเตียนและบัญญัติห้ามภิกษุจงใจทำให้ภิกษุด้วยกันตกใจกลัว ไม่ว่าจะสำเร็จผลหรือไม่ก็ตาม ต้องอาบัติปาจิตตีย์
  90. หน้า ๓๙๕–๓๙๗ สิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการติดไฟผิงโดยไม่จำเป็น ในฤดูหนาว ภิกษุก่อไฟผิงจากท่อนไม้กลวงใหญ่ ปรากฏว่ามีงูเห่าหลบร้อนอยู่ในโพรงไม้พุ่งออกมาไล่จนภิกษุต้องวิ่งหนีกันชุลมุน พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามภิกษุก่อไฟหรือให้ผู้อื่นก่อไฟผิงโดยไม่มีเหตุจำเป็น แต่ภายหลังทรงผ่อนผันให้ภิกษุอาพาธหรือมีเหตุจำเป็นอื่น เช่น จุดตะเกียง เข้าเรือนไฟ ทำได้ ผู้ฝ่าฝืนโดยไม่มีเหตุต้องอาบัติปาจิตตีย์
  91. หน้า ๓๙๘–๔๐๓ สิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการอาบน้ำถี่เกินกึ่งเดือน ภิกษุพากันอาบน้ำในแม่น้ำตโปทานานจนพระเจ้าพิมพิสารซึ่งรอจะสรงเศียรต้องประทับรอจนค่ำมืด และต้องประทับแรมนอกเมืองเพราะประตูเมืองปิดไปแล้ว พระพุทธเจ้าทรงติเตียนภิกษุที่ไม่รู้จักประมาณ จึงทรงบัญญัติห้ามอาบน้ำถี่กว่ากึ่งเดือน แต่ทรงผ่อนผันให้อาบได้เมื่อมีเหตุจำเป็น เช่น อากาศร้อน อาพาธ ทำนวกรรม เดินทางไกล หรือฝนตกลมพัดจนเปื้อนตัว
  92. หน้า ๔๐๔–๔๐๕ สิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยการทำให้จีวรใหม่เสียสี (ทุพพรรณกรณ์) สืบเนื่องจากปัญหาที่ภิกษุจำสีจีวรของตนเองไม่ได้เมื่อถูกโจรปล้นแล้วได้คืนในบทก่อนหน้า พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติว่าเมื่อได้จีวรผืนใหม่มา ภิกษุต้องทำพินทุ (จุดทำเครื่องหมายเสียสี) ด้วยสีเขียวคราม สีโคลน หรือสีดำคล้ำอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนนำมาใช้ เพื่อมิให้จีวรดูใหม่เอี่ยมเกินสมณสารูปและช่วยให้จำแนกผ้าของตนได้ง่าย หากใช้โดยไม่ทำพินทุก่อนต้องอาบัติปาจิตตีย์
  93. หน้า ๔๐๖–๔๐๘ สิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยการวิกัปจีวรแล้วใช้เองโดยไม่ถอนคืน พระอุปนันทศากยบุตรวิกัป (ทำให้เป็นของสองเจ้าของเพื่อเลี่ยงกฎเรื่องครองผ้าเกินจำนวน) จีวรของภิกษุลูกศิษย์พี่ชายตนเองไว้ แต่ยังคงใช้จีวรผืนนั้นต่อไปโดยไม่ยอมถอนการวิกัปก่อน ภิกษุทั้งหลายตำหนิว่าเป็นการใช้ผ้าที่ไม่ใช่ของตนแต่ผู้เดียวโดยพลการ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุวิกัปจีวรแก่ผู้อื่นแล้วใช้เองโดยไม่ถอนคืนก่อน ต้องอาบัติปาจิตตีย์
  94. หน้า ๔๐๙–๔๑๑ สิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วยการซ่อนบริขารผู้อื่นเป็นการล้อเล่น (จบสุราปานวรรค) พระฉัพพัคคีย์แกล้งซ่อนบาตรและจีวรของพระสัตตรสวัคคีย์เพื่อล้อเล่น เมื่อเจ้าของขอคืนกลับหัวเราะเยาะจนพวกท่านร้องไห้ พระพุทธเจ้าทรงติเตียนและบัญญัติห้ามภิกษุซ่อนหรือให้ผู้อื่นซ่อนบาตร จีวร ผ้ารองนั่ง กล่องเข็ม หรือประคดเอวของภิกษุอื่น แม้เพียงเพื่อความสนุกสนานก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์ สิกขาบทนี้ปิดท้ายสุราปานวรรค ซึ่งเป็นวรรคที่ ๖
  95. หน้า ๔๑๒–๔๑๓ สัปปาณกวรรค สิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการจงใจฆ่าสัตว์ พระอุทัยไม่ชอบใจเสียงกา จึงยิงกาตายแล้วตัดหัวเสียบไม้เรียงราย เมื่อภิกษุถามท่านก็ยอมรับว่าฆ่าเพราะไม่ชอบใจเสียงร้องของมัน พระพุทธเจ้าทรงติเตียนอย่างรุนแรงว่าไม่สมควรแก่สมณะ จึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุจงใจปลงชีวิตสัตว์เดรัจฉาน ผู้ใดฆ่าโดยเจตนาต้องอาบัติปาจิตตีย์ เปิดวรรคใหม่คือสัปปาณกวรรค วรรคที่ ๗
  96. หน้า ๔๑๔–๔๑๕ สัปปาณกวรรค สิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการใช้น้ำที่รู้ว่ามีสัตว์มีชีวิตอาศัยอยู่ พระฉัพพัคคีย์รู้อยู่ว่าน้ำมีตัวสัตว์เล็กๆ อาศัยอยู่ แต่ยังนำมาใช้บริโภคโดยไม่คำนึงว่าการใช้น้ำนั้นจะทำให้สัตว์ตาย ภิกษุทั้งหลายตำหนิว่าขาดความเมตตาต่อสิ่งมีชีวิต พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุใช้น้ำที่รู้อยู่ว่ามีสัตว์มีชีวิตอาศัยอยู่และรู้ว่าการใช้นั้นจะทำให้สัตว์ตาย หากใช้ทั้งที่รู้เช่นนั้นต้องอาบัติปาจิตตีย์
  97. หน้า ๔๑๖–๔๑๗ สัปปาณกวรรค สิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการรื้อฟื้นคดีสงฆ์ที่ตัดสินโดยชอบแล้ว พระฉัพพัคคีย์รู้อยู่ว่าอธิกรณ์ (คดีความในสงฆ์) ถูกวินิจฉัยเสร็จสิ้นโดยชอบธรรมแล้ว แต่ยังพยายามรื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ อ้างว่ากรรมที่ทำยังไม่สมบูรณ์ถูกต้อง ภิกษุทั้งหลายตำหนิว่าเป็นการก่อกวนความสงบเรียบร้อยของสงฆ์ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุรื้อฟื้นอธิกรณ์ที่สงฆ์ตัดสินไปแล้วโดยชอบธรรมเพื่อขอให้พิจารณาใหม่ ต้องอาบัติปาจิตตีย์
  98. หน้า ๔๑๘–๔๒๐ สัปปาณกวรรค สิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการปิดบังอาบัติชั่วหยาบของภิกษุอื่น พระอุปนันทศากยบุตรทำผิดร้ายแรง (ปล่อยน้ำอสุจิโดยเจตนา) แล้วบอกความลับแก่ลูกศิษย์ของพี่ชายตน สั่งไม่ให้เปิดเผยแก่ผู้ใด ต่อมามีภิกษุอีกรูปทำผิดแบบเดียวกันแล้วขอปริวาสจากสงฆ์อย่างเปิดเผย เมื่อเปรียบเทียบกันจึงจับได้ว่ามีการปิดบังความผิดร้ายแรงกันไว้ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุปิดบังอาบัติชั่วหยาบ (ปาราชิกหรือสังฆาทิเสส) ของภิกษุอื่นที่ตนรู้อยู่ ต้องอาบัติปาจิตตีย์
  99. หน้า ๔๒๑–๔๒๔ สัปปาณกวรรค สิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยการบวชผู้มีอายุไม่ครบ ๒๐ ปี (เรื่องเด็กชายอุบาลี) พ่อแม่ของเด็กชายอุบาลีและเพื่อนอีก ๑๗ คนต้องการให้ลูกมีชีวิตสบายไม่ต้องลำบากทำมาหากิน จึงตัดสินใจให้บวชเป็นภิกษุแทนการเรียนหนังสือหรือทำงาน แต่เมื่อบวชแล้วเด็กเหล่านี้ยังเล็กเกินไป ตื่นกลางดึกร้องไห้ขอข้าวจนถ่ายเรี่ยราดเลอะกุฏิ พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่าผู้มีอายุไม่ถึง ๒๐ ปียังทนความหนาวร้อน หิวกระหาย และความยากลำบากต่างๆ ไม่ไหว จึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุบวชให้บุคคลที่รู้อยู่ว่าอายุไม่ครบ ๒๐ ปี ผู้บวชให้ต้องอาบัติปาจิตตีย์ และผู้ถูกบวชก็ไม่นับเป็นภิกษุโดยสมบูรณ์
  100. หน้า ๔๒๕–๔๒๗ สัปปาณกวรรค สิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการเดินทางร่วมกับกองเกวียนที่หนีภาษี ภิกษุรูปหนึ่งขอร่วมเดินทางไปกับกองเกวียนที่ตั้งใจหลบเลี่ยงภาษี เมื่อเจ้าหน้าที่จับกองเกวียนได้ก็จับภิกษุไปสอบสวนในข้อหาสมรู้ร่วมคิด ทำให้ท่านถูกทำร้ายและอับอาย พระพุทธเจ้าทรงติเตียนและบัญญัติห้ามภิกษุนัดหมายเดินทางร่วมทางเดียวกันกับกองเกวียนหรือคาราวานที่รู้อยู่ว่าเป็นโจรหรือหนีภาษี แม้เพียงระยะทางเท่าหนึ่งหมู่บ้านก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์
  101. หน้า ๔๒๘–๔๓๐ สัปปาณกวรรค สิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการนัดหมายเดินทางร่วมกับสตรี สตรีคนหนึ่งทะเลาะกับสามีแล้วเดินออกจากบ้าน พบภิกษุรูปหนึ่งเดินทางไปเมืองเดียวกันจึงขอร่วมทาง สามีตามหาแล้วเข้าใจผิดคิดว่าภิกษุลักพาภรรยาไป จึงทำร้ายร่างกายภิกษุ กระทั่งสตรีนั้นออกมายืนยันความจริงว่าภิกษุไม่มีความผิดจึงถูกปล่อยตัว พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติห้ามภิกษุนัดหมายเดินทางร่วมทางเดียวกันกับสตรีแม้เพียงระยะทางเท่าหนึ่งหมู่บ้าน เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและอันตราย ต้องอาบัติปาจิตตีย์
  102. หน้า ๔๓๑–๔๓๗ สัปปาณกวรรค สิกขาบทที่ ๘ อริฏฐสิกขาบท ว่าด้วยความเห็นผิดเรื่องธรรมที่เป็นอันตราย พระอริฏฐะยึดถือความเห็นผิดว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นอันตรายต่อผู้ประพฤติ แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นอันตรายอย่างที่กล่าวไว้ แม้ภิกษุทั้งหลายพยายามชี้แจงด้วยอุปมากามคุณสิบอย่าง เช่น เปรียบกามเหมือนโครงกระดูก เหมือนชิ้นเนื้อที่นกแย่งกัน เหมือนคบเพลิงหญ้า เหมือนหลุมถ่านเพลิง ก็ไม่อาจทำให้ท่านคลายความเห็นผิดได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงเรียกประชุมสงฆ์ตำหนิอย่างรุนแรง และทรงบัญญัติวิธีสวดประกาศห้ามปรามสามครั้ง (สมนุภาสน์) แก่ภิกษุผู้ยึดถือความเห็นผิดเช่นนี้ หากไม่ยอมสละความเห็นเมื่อถูกสวดครบสามครั้งต้องอาบัต
  103. หน้า ๔๓๘–๔๔๐ สัปปาณกวรรค สิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยการคบหาภิกษุที่ถูกยกวัตรเพราะความเห็นผิด หลังพระอริฏฐะถูกสงฆ์สวดสมนุภาสน์แต่ยังไม่ยอมสละความเห็นผิด พระฉัพพัคคีย์ยังคงกินร่วม อยู่ร่วม และนอนร่วมกับท่านตามปกติทั้งที่รู้อยู่ว่าท่านยังไม่ได้รับการเพิกถอนโทษ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุคบหาสมาคม ฉันร่วม ทำสังฆกรรมร่วม หรือนอนร่วมชายคาเดียวกันกับภิกษุที่ถูกยกวัตรเพราะไม่ยอมสละทิฏฐิ ผู้ฝ่าฝืนต้องอาบัติปาจิตตีย์
  104. หน้า ๔๔๑–๔๔๘ สัปปาณกวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ กัณฑกสิกขาบท ว่าด้วยการคบหาสามเณรที่ถูกไล่ออกเพราะความเห็นผิด (จบสัปปาณกวรรค) สามเณรกัณฑกะมีความเห็นผิดแบบเดียวกับพระอริฏฐะ แม้ภิกษุพยายามชี้แจงด้วยอุปมาต่างๆ ก็ไม่ยอมสละความเห็น สงฆ์จึงลงมติขับไล่ (นาสนะ) สามเณรกัณฑกะออกจากหมู่คณะด้วยถ้อยคำประกาศตัดขาดว่าไม่ให้อ้างพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาอีกต่อไป แต่พระฉัพพัคคีย์ยังคงคบหา ให้ที่พึ่งพิง และนอนร่วมกับสามเณรผู้ถูกไล่ออกแล้วนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุคบหาสามเณรที่ถูกสงฆ์นาสนะเพราะความเห็นผิดในลักษณะเดียวกัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์ สิกขาบทนี้ปิดท้ายสัปปาณกวรรค วรรคที่ ๗
  105. หน้า ๔๔๙–๔๕๑ สหธรรมิกวรรค สิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการปฏิเสธไม่ยอมศึกษาสิกขาบท (เรื่องพระฉันนะ) เมื่อภิกษุทั้งหลายตักเตือนพระฉันนะว่าประพฤติไม่สมควร ท่านกลับตอบปฏิเสธว่าจะยังไม่ศึกษาในสิกขาบทนั้นจนกว่าจะได้สอบถามภิกษุผู้ทรงพระวินัยรูปอื่นก่อน เป็นการดื้อดึงไม่ยอมรับคำแนะนำที่ถูกต้อง พระพุทธเจ้าทรงติเตียนและบัญญัติห้ามภิกษุกล่าวปฏิเสธเช่นนี้เมื่อถูกภิกษุอื่นว่ากล่าวตักเตือนโดยชอบธรรม ต้องอาบัติปาจิตตีย์ พร้อมทั้งทรงสอนว่าภิกษุผู้ใคร่ศึกษาพึงสอบถามไต่ถามให้เข้าใจจึงเป็นการถูกต้อง เปิดวรรคใหม่คือสหธรรมิกวรรค วรรคที่ ๘
  106. หน้า ๔๕๒–๔๕๔ สหธรรมิกวรรค สิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการติเตียนดูหมิ่นพระวินัย เมื่อพระอุบาลีได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญพระวินัย ภิกษุจำนวนมากทั้งเถระ ภิกษุใหม่ และปูนกลางพากันไปศึกษาพระวินัยกับท่าน พระฉัพพัคคีย์เกรงว่าหากภิกษุเหล่านั้นชำนาญวินัยแล้วจะไม่ยอมให้ตนบังคับควบคุมได้ตามใจชอบ จึงยุยงกล่าวติเตียนว่าสิกขาบทเล็กๆ น้อยๆ เรียนไปก็มีแต่ทำให้รำคาญใจเปล่าๆ พระพุทธเจ้าทรงติเตียนอย่างรุนแรงและบัญญัติห้ามภิกษุกล่าวติเตียนดูหมิ่นพระวินัยขณะสวดปาติโมกข์หรือในโอกาสอื่นเพื่อบั่นทอนศรัทธาผู้อื่น ต้องอาบัติปาจิตตีย์
  107. หน้า ๔๕๕ สหธรรมิกวรรค สิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการแสร้งทำไม่รู้ไม่เข้าใจขณะฟังสวดปาติโมกข์ (เริ่มเรื่อง) พระฉัพพัคคีย์ประพฤติผิดวินัยแล้วถูกจับได้ ครั้นถึงเวลาฟังสวดปาติโมกข์ก็แสร้งพูดราวกับเพิ่งรู้เป็นครั้งแรกว่ามีข้อธรรมเหล่านี้อยู่ในพระสูตรและต้องยกขึ้นสวดทุกกึ่งเดือน เพื่อบ่ายเบี่ยงความรับผิดต่อความผิดที่ตนเคยทำไปแล้วโดยอ้างความไม่รู้ หน้านี้เพิ่งเริ่มต้นเล่าเรื่องราวเบื้องหลังเท่านั้น ส่วนพระบัญญัติของพระพุทธเจ้าจะปรากฏต่อในหน้าถัดไป
  108. หน้า ๔๕๖–๔๕๘ สหธรรมิกวรรค สิกขาบทที่ ๓ (ต่อ) - วิธีประกาศ "โมหะ" แก่ภิกษุที่แสร้งทำหลง เนื้อหาต่อจากตอนต้นเรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์แสร้งทำเป็นไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีสิกขาบทข้อนี้ ทั้งที่เคยนั่งฟังสวดปาติโมกข์มาแล้วสองสามครั้ง พระพุทธเจ้าจึงทรงวางวิธีให้สงฆ์ตั้งญัตติประกาศกลางที่ประชุมว่าภิกษุรูปนั้น "แกล้งทำหลง" (โมหะ) เพื่อไม่ให้อ้างความไม่รู้เป็นข้อแก้ตัวหลบเลี่ยงอาบัติได้อีก เมื่อสงฆ์สวดประกาศโมหะแล้ว หากภิกษุรูปนั้นยังคงแสร้งทำหลงต่อไปอีกต้องอาบัติปาจิตตีย์ ส่วนถ้ายังไม่ได้ประกาศโมหะเป็นเพียงอาบัติทุกกฏ ปิดท้ายด้วยข้อยกเว้นสำหรับผู้ที่ไม่ได้ตั้งใจแกล้งทำหลงจริง เช่นฟังไม่ครบถ้วนจริง
  109. หน้า ๔๕๙–๔๖๐ สหธรรมิกวรรค สิกขาบทที่ ๔ (ปหารกสิกขาบท) - พระฉัพพัคคีย์ทำร้ายร่างกายภิกษุ พระฉัพพัคคีย์โกรธไม่พอใจแล้วชกต่อยทำร้ายร่างกายพระสัตตรสวัคคีย์จนร้องไห้ ภิกษุอื่นที่มักน้อยตำหนิว่าไม่สมควรที่นักบวชจะทำร้ายกันด้วยความโกรธ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุทำร้ายร่างกายภิกษุด้วยกันไม่ว่าจะด้วยมือ เท้า หรือแม้แต่วัตถุเบาอย่างใบบัว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ยกเว้นกรณีถูกรังแกก่อนแล้วป้องกันตัวเพื่อหนีเอาตัวรอด หรือเป็นผู้วิกลจริต
  110. หน้า ๔๖๑–๔๖๒ สหธรรมิกวรรค สิกขาบทที่ ๕ (ตลสัตติกสิกขาบท) - เงื้อมือขู่จะตีภิกษุ ต่อจากเรื่องก่อน พระฉัพพัคคีย์ยังคงโกรธไม่พอใจแล้วเงื้อมือขึ้นข่มขู่จะตีพระสัตตรสวัคคีย์ (แม้ยังไม่ได้ตีจริง) ทำให้ภิกษุเหล่านั้นหวาดกลัวจนร้องไห้ พระพุทธเจ้าทรงติเตียนและบัญญัติห้ามภิกษุเงื้อมือหรือสิ่งของขึ้นข่มขู่จะทำร้ายภิกษุด้วยกันด้วยความโกรธ ต้องอาบัติปาจิตตีย์เช่นเดียวกับการตีจริง ยกเว้นผู้ถูกรังแกก่อนแล้วป้องกันตัวและผู้วิกลจริต
  111. หน้า ๔๖๓–๔๖๔ สหธรรมิกวรรค สิกขาบทที่ ๖ (อมูลกสังฆาทิเสส) - ใส่ร้ายภิกษุด้วยอาบัติหนักที่ไม่มีมูล พระฉัพพัคคีย์กล่าวหาภิกษุรูปหนึ่งว่าต้องอาบัติสังฆาทิเสสทั้งที่ไม่มีมูลความจริงเลย คือไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน และไม่มีเหตุให้สงสัยแม้แต่น้อย ภิกษุมักน้อยตำหนิว่าเป็นการใส่ร้ายป้ายสีที่ร้ายแรง พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามโจทหรือให้ผู้อื่นโจทภิกษุด้วยอาบัติสังฆาทิเสสที่ไม่มีมูล ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ส่วนการกล่าวหาด้วยความบกพร่องด้านความประพฤติหรือความเห็นที่เบากว่านั้นเป็นเพียงอาบัติทุกกฏ ยกเว้นผู้ที่เข้าใจว่าเป็นความจริงจริงและผู้วิกลจริต
  112. หน้า ๔๖๕–๔๖๖ สหธรรมิกวรรค สิกขาบทที่ ๗ - แกล้งก่อความรำคาญใจแก่ภิกษุอื่น พระฉัพพัคคีย์แกล้งพระสัตตรสวัคคีย์โดยจงใจพูดจี้ใจให้เกิดความสงสัยเดือดร้อนใจว่าตนเองอาจบวชไม่ครบยี่สิบปี หรือเคยฉันอาหารในเวลาวิกาล ดื่มสุรา หรือนั่งในที่ลับกับผู้หญิงโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทำให้ภิกษุเหล่านั้นร้อนใจกังวลโดยเปล่าประโยชน์ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติห้ามภิกษุจงใจก่อความรำคาญใจแก่ภิกษุอื่นด้วยเจตนากลั่นแกล้งเช่นนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ยกเว้นผู้ที่พูดเตือนด้วยความหวังดีให้อีกฝ่ายระวังตัวจริง ไม่ใช่เพื่อกลั่นแกล้ง
  113. หน้า ๔๖๗–๔๖๙ สหธรรมิกวรรค สิกขาบทที่ ๘ - แอบฟังภิกษุที่กำลังทะเลาะวิวาทกัน ภิกษุปกติที่ประพฤติดีตำหนิพระฉัพพัคคีย์ว่าเป็นคนไม่มียางอาย พระฉัพพัคคีย์จึงย้อนถามว่าไปได้ยินคำตำหนินี้มาจากไหน ภิกษุปกติตอบว่าแอบยืนดักฟังอยู่ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุแอบไปยืนดักฟังภิกษุอื่นที่กำลังทะเลาะวิวาทกันโดยมีเจตนาจะเก็บคำพูดไปฟ้องร้องภายหลัง ต้องอาบัติปาจิตตีย์ พร้อมกำหนดว่าหากเดินเข้าไปใกล้ที่มีคนคุยกันต้องกระแอมหรือแสดงตัวให้รู้ตัวก่อน มิฉะนั้นถือว่าแอบฟัง ยกเว้นผู้ที่ตั้งใจจะไปห้ามปรามหรือไปฟังเพื่อยุติเรื่องโดยสุจริตใจ
  114. หน้า ๔๗๐–๔๗๑ สหธรรมิกวรรค สิกขาบทที่ ๙ - ให้ฉันทะรับรองกรรมของสงฆ์แล้วภายหลังกลับบ่นตำหนิ คราวหนึ่งสงฆ์ประชุมทำจีวรกรรมให้ภิกษุรูปหนึ่งโดยพระฉัพพัคคีย์ได้ให้ฉันทะ (ความยินยอม) ไปแล้ว แต่เมื่อภิกษุรูปนั้นมาแจ้งผลภายหลัง พระฉัพพัคคีย์กลับปฏิเสธและตำหนิว่าไม่ได้ให้ฉันทะเพื่อประโยชน์นี้ พระพุทธเจ้าทรงติเตียนว่าเป็นการไม่ซื่อตรงต่อสงฆ์ และบัญญัติห้ามภิกษุที่ให้ฉันทะรับรองกรรมอันชอบธรรมของสงฆ์ไปแล้วภายหลังกลับมาตำหนิบ่นว่ากรรมนั้นไม่ถูกต้อง ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ยกเว้นกรณีที่กรรมนั้นทำโดยไม่ชอบธรรมหรือไม่ครบองค์ประชุมจริง
  115. หน้า ๔๗๒–๔๗๔ สหธรรมิกวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ - ลุกออกจากที่ประชุมสงฆ์โดยไม่ให้ฉันทะขณะกำลังวินิจฉัยความ ขณะสงฆ์กำลังประชุมพิจารณาเรื่องหนึ่งอยู่ พระฉัพพัคคีย์รูปหนึ่งเห็นว่าที่ประชุมกำลังจะทำจีวรกรรมให้ภิกษุอีกรูปเพียงรูปเดียว จึงตัดพ้อแล้วลุกออกจากที่ประชุมไปโดยไม่ได้ให้ฉันทะก่อน ทำให้กรรมของสงฆ์เสี่ยงจะเสียไปเพราะไม่ครบองค์ประชุม พระพุทธเจ้าทรงตำหนิและบัญญัติห้ามภิกษุลุกออกจากที่ประชุมโดยไม่ให้ฉันทะขณะที่สงฆ์กำลังปรึกษาวินิจฉัยเรื่องราวอยู่ ต้องอาบัติปาจิตตีย์เมื่อพ้นระยะหัตถบาสของที่ประชุมไปแล้ว ยกเว้นกรณีมีเหตุจำเป็นเช่นเจ็บป่วยหรือปวดอุจจาระปัสสาวะ หรือเกรงว่าจะเกิดความแตกแยกในสงฆ์
  116. หน้า ๔๗๕–๔๗๗ สหธรรมิกวรรค สิกขาบทที่ ๑๑ - บ่นตำหนิสงฆ์ว่าลำเอียงหลังพร้อมใจถวายจีวรแก่พระทัพพมัลลบุตร พระทัพพมัลลบุตรทำหน้าที่จัดแจงที่พักและแจกภัตตาหารให้สงฆ์ แต่ท่านเองมีจีวรเก่าทรุดโทรม เมื่อสงฆ์มีจีวรผืนหนึ่งเกิดขึ้นจึงพร้อมใจกันถวายแก่ท่าน แต่พระฉัพพัคคีย์กลับตำหนิว่าภิกษุเลือกให้ลาภแก่ผู้ที่สนิทสนมกันเป็นพิเศษ ทั้งที่สงฆ์ทั้งหมดเห็นชอบพร้อมกันแล้ว พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติห้ามภิกษุที่พร้อมใจกับสงฆ์ถวายจีวรแก่ผู้ใดไปแล้ว ภายหลังกลับมาตำหนิว่าเป็นการให้ลาภแก่คนสนิทเท่านั้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ยกเว้นกรณีเป็นการติเตือนด้วยความหวังดีจริงว่าลาภนั้นอาจไม่เป็นผลดีแก่ผู้รับ
  117. หน้า ๔๗๘–๔๘๐ สหธรรมิกวรรค สิกขาบทที่ ๑๒ - น้อมลาภที่ตั้งใจถวายสงฆ์ไปให้บุคคลอื่น (จบวรรคที่ ๘) กลุ่มพ่อค้าเตรียมจีวรและอาหารไว้ถวายสงฆ์ทั้งหมู่ แต่พระฉัพพัคคีย์ไปเซ้าซี้ขอให้มอบจีวรนั้นให้ตนเองแทน จนพ่อค้าถูกบีบคั้นต้องยอมมอบให้ ทำให้สงฆ์ที่รอรับส่วนแบ่งไม่ได้อะไรเลย พระพุทธเจ้าทรงติเตียนว่าเป็นการฉ้อฉลเบียดบังของสงฆ์ และบัญญัติห้ามภิกษุที่รู้อยู่ว่าลาภนั้นตั้งใจถวายแก่สงฆ์ แล้วน้อมไปให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งแทน ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ท้ายวรรคมีคาถาสรุปหัวข้อสิกขาบททั้งสิบสองข้อของสหธรรมิกวรรค ปิดท้ายวรรคที่ ๘
  118. หน้า ๔๘๑–๔๘๗ รตนวรรค สิกขาบทที่ ๑ - เข้าเขตพระราชฐานชั้นในโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงพบอุบาสกคนหนึ่งนั่งฟังธรรมอยู่กับพระพุทธเจ้าโดยไม่ลุกขึ้นถวายความเคารพพระองค์ ทรงขุ่นเคืองแต่ทรงเลื่อมใสเมื่อทรงทราบว่าอุบาสกผู้นั้นหมดกิเลสทางกามแล้ว จึงทูลขอให้พระอานนท์เข้าไปสอนธรรมแก่ฝ่ายในเป็นประจำ แต่ครั้งหนึ่งพระอานนท์เข้าไปโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า พระนางมัลลิกาเทวีที่กำลังบรรทมอยู่กับพระราชาต้องรีบลุกขึ้นจนภูษาหลุด พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงโทษสิบประการของการเข้าไปในเขตพระราชฐานชั้นในโดยไม่บอกกล่าว เช่นอาจถูกครหาว่ามีสัมพันธ์กับสตรีฝ่ายใน หรือถูกสงสัยเมื่อของหายหรือความลับรั่
  119. หน้า ๔๘๘–๔๙๒ รตนวรรค สิกขาบทที่ ๒ - เก็บทรัพย์สินมีค่าที่ตกหาย ภิกษุรูปหนึ่งอาบน้ำในแม่น้ำอจิรวดี พบว่าพราหมณ์ลืมถุงเงินไว้ริมฝั่งจึงเก็บรักษาไว้กันหาย เมื่อพราหมณ์กลับมาถามหากลับโกหกอ้างว่าเงินมีมากกว่าจำนวนจริงเพื่อจะเก็บส่วนต่างไว้เอง พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติห้ามภิกษุเก็บหรือให้ผู้อื่นเก็บทรัพย์สินมีค่านอกเขตวัดหรือที่พัก ยกเว้นในวัดหรือที่พักซึ่งทรงอนุญาตให้เก็บรักษาไว้ประกาศหาเจ้าของแล้วคืนให้ผู้พิสูจน์ได้ถูกต้อง มีเรื่องแทรกของนางวิสาขาที่ฝากห่อเครื่องประดับไว้กับทาสีแล้วลืม และผู้ดูแลไร่นาที่ลืมแหวนหลังเลี้ยงอาหารภิกษุ ทำให้ทรงขยายข้ออนุญาตให้ครอบคลุมถึ
  120. หน้า ๔๙๓–๔๙๗ รตนวรรค สิกขาบทที่ ๓ - เข้าบ้านในเวลาวิกาลโดยไม่บอกลาภิกษุที่มีอยู่ พระฉัพพัคคีย์เข้าไปนั่งคุยเรื่องไร้สาระในบ้านชาวบ้านยามค่ำคืน เช่นเรื่องพระราชา โจร กองทัพ สงคราม และเรื่องเพศ ถูกชาวบ้านตำหนิว่าประพฤติตัวเหมือนคฤหัสถ์ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุเข้าบ้านในเวลาวิกาล (หลังเที่ยงจนถึงก่อนรุ่งอรุณ) แต่ต่อมามีภิกษุบางกลุ่มไม่กล้าเข้าบ้านตามกฎนี้แม้มีชาวบ้านเชื้อเชิญให้พักในยามค่ำ จนถูกโจรปล้น พระองค์จึงทรงผ่อนปรนให้เข้าได้หากบอกลาภิกษุที่มีอยู่ในที่พักก่อน และผ่อนปรนต่อไปให้เข้าได้แม้ไม่บอกลาหากมีกิจจำเป็นเร่งด่วนจริง เช่นถูกงูกัดต้องรีบไปเอาไฟมารักษา สิกขาบท
  121. หน้า ๔๙๘–๔๙๙ รตนวรรค สิกขาบทที่ ๔ - สั่งทำกล่องเข็มด้วยกระดูก งา หรือเขาสัตว์ ช่างทำเครื่องกระดูกงาคนหนึ่งรับปวารณาถวายกล่องเข็มแก่ภิกษุ แต่ภิกษุจำนวนมากพากันไปขอกล่องเข็มจากเขาจนล้นเกินความจำเป็น (รูปที่มีกล่องเล็กก็ขอใหญ่ รูปที่มีกล่องใหญ่ก็ขอเล็ก) ทำให้ช่างไม่มีเวลาทำงานอื่นเลี้ยงครอบครัว จนชาวบ้านตำหนิว่าภิกษุไม่รู้จักประมาณ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุสั่งให้ทำกล่องเข็มด้วยกระดูก งา หรือเขาสัตว์ ผู้ใดฝ่าฝืนต้องทุบทำลายกล่องนั้นทิ้งก่อนแล้วจึงแสดงอาบัติปาจิตตีย์ ยกเว้นกล่องเข็มที่ทำจากวัสดุอื่นเช่นไม้ไผ่หรือเปลือกไม้
  122. หน้า ๕๐๐–๕๐๑ รตนวรรค สิกขาบทที่ ๕ - สั่งทำเตียงตั่งขาสูงเกินประมาณ พระอุปนันทศากยบุตรนอนบนเตียงสูงผิดปกติ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จตรวจเยี่ยมที่พัก ท่านก็เชื้อเชิญให้ทอดพระเนตรที่นอนของตนอย่างภาคภูมิใจ พระพุทธเจ้าทรงตำหนิว่าเป็นการอวดฟุ้งเฟ้อไม่สมสมณะ และทรงบัญญัติว่าเมื่อภิกษุสั่งทำเตียงหรือตั่งใหม่ ขาเตียงต้องสูงไม่เกินแปดนิ้วสุคตนับจากใต้แม่แคร่ ผู้ใดทำเกินต้องตัดขาส่วนที่เกินทิ้งก่อนจึงแสดงอาบัติปาจิตตีย์ได้
  123. หน้า ๕๐๒–๕๐๓ รตนวรรค สิกขาบทที่ ๖ - สั่งทำเตียงตั่งยัดด้วยนุ่น พระฉัพพัคคีย์สั่งทำเตียงและตั่งยัดด้วยนุ่นสามชนิด (นุ่นจากต้นไม้ นุ่นจากเถาวัลย์ นุ่นจากหญ้า) เหมือนที่คฤหัสถ์ผู้บริโภคกามใช้กัน ชาวบ้านที่ไปเที่ยวชมวัดพบเห็นแล้วตำหนิว่าไม่สมควรแก่สมณะ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุสั่งทำเตียงหรือตั่งยัดด้วยนุ่น ผู้ใดฝ่าฝืนต้องรื้อนุ่นออกทิ้งก่อนแล้วจึงแสดงอาบัติปาจิตตีย์ ยกเว้นการใช้นุ่นทำเป็นสายโยง ประคดเอว ถุงบาตร ผ้ากรองน้ำ หรือหมอนเล็ก
  124. หน้า ๕๐๔–๕๐๖ รตนวรรค สิกขาบทที่ ๗ - สั่งทำผ้าปูนั่งเกินขนาดที่กำหนด พระฉัพพัคคีย์ใช้ผ้าปูนั่งขนาดใหญ่เกินจำเป็นจนห้อยเกะกะทั้งด้านหน้าและด้านหลังเตียงตั่ง พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติขนาดผ้าปูนั่งให้ยาวไม่เกินสองคืบ กว้างไม่เกินคืบครึ่งโดยคืบพระสุคต ต่อมาพระอุทายีซึ่งมีร่างกายใหญ่โตกลับทำผ้าปูนั่งเล็กเกินไปจนต้องปูขยับซ้ายขวาเหมือนคนงกเงิ่น พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตเพิ่มให้มีชายผ้าเสริมอีกหนึ่งคืบ ทำให้ขนาดสุดท้ายกำหนดยาวสองคืบ กว้างคืบครึ่ง บวกชายผ้าอีกหนึ่งคืบ ผู้ทำเกินต้องตัดส่วนเกินทิ้งก่อนแสดงอาบัติปาจิตตีย์
  125. หน้า ๕๐๗–๕๐๘ รตนวรรค สิกขาบทที่ ๘ - สั่งทำผ้าปิดฝีหรือแผลคันเกินขนาด พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุที่มีแผล ฝี หรือผื่นคันบริเวณตั้งแต่สะดือลงไปถึงหัวเข่าใช้ผ้าปิดปกปิดอาการนั้นได้ แต่พระฉัพพัคคีย์กลับใช้ผ้าปิดขนาดใหญ่เกินจำเป็นจนห้อยรุ่มร่ามทั้งด้านหน้าด้านหลังเวลาเดิน พระพุทธเจ้าจึงทรงกำหนดขนาดผ้าปิดแผลคันให้ยาวไม่เกินสี่คืบ กว้างไม่เกินสองคืบโดยคืบพระสุคต ผู้ทำเกินต้องตัดส่วนเกินทิ้งก่อนแสดงอาบัติปาจิตตีย์
  126. หน้า ๕๐๙–๕๑๐ รตนวรรค สิกขาบทที่ ๙ - สั่งทำผ้าอาบน้ำฝนเกินขนาด พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตผ้าอาบน้ำฝนสำหรับใช้ในสี่เดือนฤดูฝน แต่พระฉัพพัคคีย์ทำผ้าผืนใหญ่เกินจำเป็นจนต้องลากชายผ้าทั้งด้านหน้าด้านหลังเวลาเดินไปมา พระพุทธเจ้าจึงทรงกำหนดขนาดผ้าอาบน้ำฝนให้ยาวไม่เกินหกคืบ กว้างไม่เกินสองคืบครึ่งโดยคืบพระสุคต ผู้ทำเกินต้องตัดส่วนเกินทิ้งก่อนแสดงอาบัติปาจิตตีย์
  127. หน้า ๕๑๑–๕๑๓ รตนวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ - สั่งทำจีวรขนาดเท่าจีวรพระสุคต (จบวรรคที่ ๙ และจบปาจิตติยกัณฑ์ ๙๒ ข้อ) พระนันทะ พระญาติของพระพุทธเจ้าผู้มีรูปงามใกล้เคียงพระพุทธองค์ (ต่างกันเพียงสี่นิ้ว) ครองจีวรขนาดเท่าจีวรของพระพุทธเจ้า ทำให้พระเถระเห็นแต่ไกลเข้าใจผิดคิดว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาจึงรีบลุกขึ้นต้อนรับ เมื่อเข้าใกล้จึงรู้ว่าเป็นพระนันทะ ภิกษุตำหนิว่าไม่สมควร พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุสั่งทำจีวรขนาดเท่าหรือใหญ่กว่าจีวรพระสุคต (ยาวเก้าคืบ กว้างหกคืบโดยคืบพระสุคต) ต้องอาบัติปาจิตตีย์และตัดส่วนเกินทิ้ง เมื่อจบสิกขาบทนี้ก็ถือว่าจบวรรคที่เก้า (รตนวรรค) และจบหมวดปาจิตติยกัณฑ์ทั้งหมด ๙๒ สิกขาบทของพระวิน
  128. หน้า ๕๑๔–๕๑๗ ปาฏิเทสนียะ สิกขาบทที่ ๑ - รับของเคี้ยวของฉันจากมือภิกษุณีที่มิใช่ญาติในละแวกบ้าน ภิกษุณีรูปหนึ่งออกบิณฑบาตได้อาหารมาแล้วยกให้ภิกษุที่พบระหว่างทางจนหมดบาตรทุกวันติดต่อกันสามวัน ทำให้ตนเองอดอาหารจนอ่อนแรงล้มลงกลางถนน เศรษฐีที่ขับรถผ่านมาสอบถามจนทราบความจริงและตำหนิว่าภิกษุไม่ควรรับอาหารจากมือภิกษุณีจนทำให้สตรีที่หาอาหารได้ยากอยู่แล้วต้องอดอยาก พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติเป็นสิกขาบทประเภทปาฏิเทสนียะ ห้ามภิกษุรับของเคี้ยวของฉันจากมือภิกษุณีที่มิใช่ญาติด้วยตนเองภายในละแวกบ้านแล้วฉัน ผู้ฝ่าฝืนต้องแสดงอาบัติเฉพาะหน้าว่าได้กระทำสิ่งไม่สมควร ยกเว้นภิกษุณีนั้นเป็นญาติ หรือให้ผู้อื่นรับแท
  129. หน้า ๕๑๘–๕๒๐ ปาฏิเทสนียะ สิกขาบทที่ ๒ - ไม่ห้ามภิกษุณีที่คอยสั่งเพิ่มอาหารให้ในบ้าน เมื่อภิกษุไปฉันในบ้านที่นิมนต์ไว้ พระฉัพพัคคีย์นีคอยยืนสั่งการให้เจ้าภาพเติมแกงเติมข้าวให้พระฉัพพัคคีย์อยู่เรื่อยๆ ทำให้ท่านฉันได้มากตามใจชอบ ขณะที่ภิกษุรูปอื่นไม่ได้รับการดูแลเช่นนั้น พระพุทธเจ้าทรงตำหนิว่าภิกษุที่นั่งฉันอยู่ควรจะห้ามปรามภิกษุณีที่มาคอยสั่งการเช่นนี้ จึงทรงบัญญัติว่าเมื่อภิกษุณีมายืนสั่งให้เติมอาหารเช่นนี้ ภิกษุที่ฉันอยู่ต้องกล่าวห้ามให้นางถอยออกไปก่อนจนกว่าจะฉันเสร็จ หากไม่มีแม้แต่รูปเดียวกล้าห้ามและยังคงรับอาหารที่ได้จากการสั่งนั้นต่อไป ทุกรูปที่ร่วมฉันต้องแสดงอาบัติปาฏิเทสนี
  130. หน้า ๕๒๑–๕๒๕ ปาฏิเทสนียะ สิกขาบทที่ ๓ (รับของเคี้ยวจากตระกูลที่สงฆ์สมมติว่าเป็นเสขะ) มีตระกูลหนึ่งในเมืองสาวัตถีที่ศรัทธาแรงกล้ามากจนถวายอาหารแก่พระภิกษุจนหมด ทำให้ทรัพย์สินร่อยหรอลงเรื่อยๆ บางครั้งคนในบ้านต้องอดอาหารเอง ชาวบ้านจึงตำหนิพระว่าไม่รู้จักประมาณในการรับ พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้สงฆ์ประกาศรับรองตระกูลเช่นนี้อย่างเป็นทางการ (เรียกว่า เสขสมมติ) และบัญญัติห้ามภิกษุรับของเคี้ยวของฉันจากตระกูลนั้นด้วยมือตนเอง เว้นแต่ได้รับนิมนต์ล่วงหน้าหรือกำลังอาพาธ เรื่องราวยังมีภิกษุรูปหนึ่งที่อาพาธแต่ไม่กล้ารับอาหารเพราะเคร่งครัดเกินไปจนอดอาหาร จึงทรงผ่อนปรนให้ภิกษุอาพาธรับได้ เป็นการ
  131. หน้า ๕๒๖–๕๓๐ ปาฏิเทสนียะ สิกขาบทที่ ๔ (รับของเคี้ยวในเสนาสนะป่าที่มีภัย) จบปาฏิเทสนียกัณฑ์ บ่าวของเจ้าศากยะที่ถูกลงโทษกักบริเวณทราบว่าหญิงสากิยานีจะนำอาหารประณีตไปถวายภิกษุที่พักในเสนาสนะป่า จึงดักซุ่มปล้นและประทุษร้ายหญิงเหล่านั้นระหว่างทาง เมื่อพวกศากยะพบร่องรอยโจรในบริเวณวัดก็ตำหนิภิกษุว่ารู้เห็นแต่ไม่แจ้งเตือนใคร พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติห้ามภิกษุรับและฉันของเคี้ยวของฉันในเสนาสนะป่าที่รู้กันว่าเสี่ยงภัยหรือน่าหวาดระแวง เว้นแต่จะได้แจ้งเตือนล่วงหน้าแก่ผู้นำอาหารมาถึงเรื่องภัยนั้น หรือภิกษุกำลังอาพาธ สิกขาบทนี้เป็นข้อสุดท้ายในหมวดปาฏิเทสนียะซึ่งมีทั้งหมด ๔ สิกขาบท ปิดท้ายด้วยคำสวดถามควา
  132. หน้า ๕๓๑–๕๓๕ เสขิยกัณฑ์ วรรคที่ ๑ ปริมัณฑลวรรค (มารยาทการนุ่งห่มและอิริยาบถในละแวกบ้าน) พระฉัพพัคคีย์นุ่งห่มจีวรหย่อนยานห้อยหน้าห้อยหลังเหมือนคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม อีกทั้งเดินเปิดกาย โคลงกาย แกว่งมือแกว่งเท้า และเหลียวมองไปมาขณะเข้าไปในละแวกบ้าน จนชาวบ้านติเตียนว่าไม่สำรวมเหมือนสมณะ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติหมวดสิกขาบทเสขิยะ (ข้อที่ต้องศึกษาฝึกฝน มิใช่อาบัติหนัก) กำหนดให้นุ่งห่มให้เรียบร้อยปิดสะดือถึงเข่า เดินและนั่งในบ้านด้วยกิริยาสำรวม สายตาทอดต่ำ ไม่โคลงกายไม่แกว่งแขนแกว่งขา และไม่เดินหรือนั่งเปิดเผยร่างกาย เพื่อรักษาความน่าเลื่อมใสของสงฆ์ในสายตาชาวบ้าน
  133. หน้า ๕๓๖–๕๔๐ เสขิยกัณฑ์ วรรคที่ ๒ อุชชัคฆิกวรรค (ห้ามหัวเราะลั่นและโคลงกายในบ้าน) พระฉัพพัคคีย์หัวเราะเสียงดังลั่น พูดจาเอ็ดตะโรเสียงดัง และโคลงกาย แกว่งแขน แกว่งศีรษะขณะเดินหรือนั่งในละแวกบ้าน ทำให้ชาวบ้านมองว่าประพฤติตัวเหมือนคฤหัสถ์ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติเพิ่มเติมว่าภิกษุต้องไม่หัวเราะลั่น ไม่ส่งเสียงดังทั้งขณะเดินและนั่งในบ้าน และไม่โคลงกาย ไม่แกว่งแขนหรือศีรษะ ทรงอนุญาตเพียงยิ้มน้อยๆ เมื่อมีเรื่องน่าขบขันจริงๆ เท่านั้น สิกขาบทหมวดนี้ยังคงมุ่งฝึกความสำรวมกิริยาให้สมกับสมณะเช่นเดียวกับวรรคก่อน
  134. หน้า ๕๔๐–๕๔๔ เสขิยกัณฑ์ วรรคที่ ๓ ขัมภกตวรรค (ห้ามค้ำกาย คลุมศีรษะ เริ่มมารยาทรับบิณฑบาต) พระฉัพพัคคีย์เอามือค้ำสะเอว คลุมศีรษะด้วยจีวร เดินกระโหย่งเท้า และนั่งเอาผ้าหรือมือรัดเข่าในละแวกบ้าน พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติห้ามอิริยาบถเหล่านี้เพิ่มเติม จากนั้นเนื้อหาเปลี่ยนไปสู่หมวดมารยาทการรับบิณฑบาต ๓๐ ข้อ เริ่มจากการรับอาหารด้วยความเคารพไม่ทำท่าจะเทวิ่งทิ้ง มองแต่บาตรของตนไม่มองบาตรผู้อื่น รับแกงหรือกับข้าวแต่พอสมส่วนไม่เลือกรับแต่ของอร่อย และรับอาหารในบาตรให้พอเสมอปากบาตรไม่ให้พูนสูงเกินไป เพื่อฝึกความไม่โลภและความสำรวมขณะรับบิณฑบาตจากญาติโยม
  135. หน้า ๕๔๔–๕๕๓ เสขิยกัณฑ์ วรรคที่ ๔-๕ สักกัจจวรรค และกพฬวรรค (มารยาทการฉันอาหาร) หมวดนี้ว่าด้วยมารยาทขณะฉันอาหาร เช่น ฉันด้วยความเคารพไม่ทำท่าเหมือนไม่อยากฉัน มองแต่บาตรของตน ฉันไปตามลำดับไม่ขุดคุ้ยเลือกส่วนที่ชอบ รับแกงแต่พอสมส่วนไม่เอาแต่ส่วนที่อร่อย ไม่เอาข้าวกลบแกงหรือกับข้าวไว้เพื่อหวังจะได้เพิ่ม ไม่ขอแกงหรือข้าวมาเพื่อตนเองหากไม่ได้อาพาธ ไม่มองหาข้อบกพร่องในบาตรผู้อื่นด้วยใจตำหนิ และคำข้าวที่ปั้นต้องพอดีคำไม่ใหญ่หรือยาวเกินไป ทั้งหมดนี้ฝึกให้ภิกษุฉันอาหารอย่างสำรวม ไม่แสดงความโลภหรือความรังเกียจต่อหน้าผู้ถวาย
  136. หน้า ๕๕๓–๕๖๐ เสขิยกัณฑ์ วรรคที่ ๖ สุรุสุรุวรรค (ห้ามซดเสียงดัง และห้ามแสดงธรรมแก่ผู้ถืออาวุธ) ที่เมืองโกสัมพี พระรูปหนึ่งซดนมเสียงดังจนอดีตนักฟ้อนรำที่บวชเป็นภิกษุพูดล้อว่าสงฆ์ทั้งหมดกำลัง "เย็นลง" พระพุทธเจ้าทรงตำหนิทั้งการซดเสียงดังและการล้อเลียนสงฆ์ แล้วบัญญัติห้ามซดอาหารเสียงดัง เลียมือ เลียบาตร เลียริมฝีปาก รวมถึงห้ามรับขันน้ำดื่มด้วยมือเปื้อนอาหารและห้ามทิ้งน้ำล้างบาตรที่มีเม็ดข้าวในละแวกบ้าน จากนั้นทรงบัญญัติอีก ๑๖ ข้อห้ามแสดงธรรมแก่ผู้ฟังที่ยืนถือร่ม ไม้เท้า มีด หรืออาวุธอยู่ในมือ เว้นแต่ผู้นั้นอาพาธ เพราะถือเป็นการไม่ให้เกียรติแก่พระธรรม
  137. หน้า ๕๖๑–๕๗๐ เสขิยกัณฑ์ วรรคที่ ๗ ปาทุกาวรรค และปกิณกะ (จบเสขิยกัณฑ์ ๗๕ ข้อ) หมวดสุดท้ายห้ามแสดงธรรมแก่ผู้สวมรองเท้า นั่งยาน นอนอยู่ นั่งค้ำแขนหรือคลุมศีรษะ นั่งพื้นขณะผู้ฟังนั่งบนที่สูงกว่า หรือแก่ผู้เดินนำหน้าขณะภิกษุเดินตามหลัง เว้นแต่ผู้ฟังอาพาธ มีนิทานแทรกเรื่องภรรยาคนจัณฑาลแอบขึ้นขโมยมะม่วงหลวงเพราะแพ้ท้อง และเรื่องพราหมณ์ผู้สอนมนต์นั่งต่ำกว่าศิษย์ผู้นั่งบัลลังก์สูง แสดงให้เห็นว่าเหตุใดการสอนจากที่ต่ำกว่าผู้ฟังจึงไม่สมควร ปิดท้ายด้วยปกิณกะอีก ๓ ข้อห้ามยืนถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ถ่ายลงในที่มีของเขียวสด หรือถ่ายลงน้ำ เว้นแต่อาพาธ เป็นอันจบหมวดเสขิยธรรม ๗๕ ข้อทั้งหมด
  138. หน้า ๕๗๑ อธิกรณสมถะ ๗ ประการ และบทสรุปปิดท้าย จบเล่ม ๒ (มหาวิภังค์ จบ) ส่วนสุดท้ายของเล่มแสดงหลักการระงับอธิกรณ์ (คดีความ/ข้อพิพาท) ในหมู่สงฆ์ ๗ วิธี ได้แก่ การชำระในที่พร้อมหน้า การใช้สติเป็นหลัก การถือว่าหายจากความเป็นบ้าแล้วในอดีต การให้รับตามที่ยอมรับสารภาพ การตัดสินตามเสียงข้างมาก การตัดสินโดยลงโทษตามความประพฤติเสีย และการประนีประนอมแบบ "คลุมด้วยหญ้า" สำหรับกรณีพิพาทที่ยุ่งยากซับซ้อน จากนั้นเป็นบทสรุปทวนรายการอาบัติทั้งหมดที่สวดมาตลอดทั้งเล่ม ตั้งแต่ปาราชิก สังฆาทิเสส อนิยต นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ เสขิยะ จนถึงอธิกรณสมถะ ปิดท้ายด้วยคำประกาศ "มห