ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติ
บาลีสยามรัฐ · พระอภิธรรมปิฎก · เล่มที่ ๓๖ · ๒๓๖ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๖๘ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑ มาติกา: บัญชีหัวข้อธรรมและกรอบวิเคราะห์ทั้งหมดของธาตุกถา หน้าเปิดเล่มประมวลรายการสภาวธรรมทั้งหมดที่จะถูกนำมาทดสอบตลอดคัมภีร์ ทั้งขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 สัจจะ 4 อินทรีย์ 22 ปฏิจจสมุปบาท และโพธิปักขิยธรรมต่างๆ พร้อมทั้งวางกรอบวิธีวิเคราะห์หลักที่จะใช้ซ้ำไปตลอดเล่ม คือคู่ "สังคหะ-อสังคหะ" (สงเคราะห์เข้า/ไม่สงเคราะห์เข้าในหมวดใด) และคู่ "สัมปโยค-วิปปโยค" (ประกอบร่วม/ไม่ประกอบร่วมกับหมวดใด) หน้านี้จึงเป็นทั้งดัชนีเนื้อหาและพิมพ์เขียวเชิงตรรกะของธาตุกถาทั้งเล่ม ยังไม่มีการวิเคราะห์จริงเกิดขึ้น เป็นเพียงการตั้งโจทย์
- หน้า ๒–๑๐ สังคหาสังคหปทนิทเทส (๑): ขันธ์ อายตนะ ธาตุ และสัจจะในกรอบการสงเคราะห์ เริ่มนัยแรกคือถามว่าหมวดธรรมหนึ่งๆ เมื่อนับตามระบบขันธ์ อายตนะ และธาตุ จะ "สงเคราะห์เข้า" กับกี่หมวดในแต่ละระบบ และ "ไม่สงเคราะห์เข้า" กับกี่หมวด เช่น รูปขันธ์สงเคราะห์เข้าได้ใน 1 ขันธ์ 11 อายตนะ 11 ธาตุ (เพราะเป็นกลุ่มรูปธรรมเกือบทั้งหมด) แต่ไม่สงเคราะห์เข้าใน 4 ขันธ์ 1 อายตนะ 7 ธาตุ (ส่วนนามธรรมและมโนธาตุ) ประเด็นคือระบบจำแนกธรรมทั้งสามแบบแม้แบ่งสิ่งเดียวกันแต่มีขนาดหมวดต่างกัน จึงต้องไล่ทดสอบตั้งแต่ขันธ์เดี่ยว คู่ จนครบ 5 ขันธ์ แล้วทำซ้ำกับอายตนะและธาตุ ก่อนต่อด้วยอริยสัจ 4 ด้วยวิธีเดียวกันใน
- หน้า ๑๑–๑๖ สังคหาสังคหปทนิทเทส (๒): อินทรีย์ 22 ปฏิจจสมุปบาท และธรรมคู่ชุดแรกจากธรรมสังคณี ใช้นัยสังคหะ-อสังคหะแบบเดียวกันไล่ทดสอบอินทรีย์ 22 ประการ เช่น จักขุนทรีย์สงเคราะห์เข้าได้เพียง 1 ขันธ์ 1 อายตนะ 1 ธาตุ เพราะเป็นจุดเดียวในระบบใหญ่ แล้วต่อด้วยองค์ปฏิจจสมุปบาท (อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ฯลฯ) ซึ่งแสดงว่าคำในสายเหตุปัจจัยบางข้อไปตรงกับขันธ์ใหญ่ เช่น "สังขารปัจจยา วิญญาณ" สงเคราะห์เข้าได้ถึง 7 ธาตุเพราะตรงกับวิญญาณขันธ์ทั้งหมด ขณะที่องค์อื่นแคบกว่ามาก คัมภีร์ใช้กรอบขันธ์-อายตนะ-ธาตุเป็นตัววัดว่าคำศัพท์ต่างชุดซ้อนทับกันแค่ไหน ปิดท้ายด้วยการเริ่มไล่ธรรมคู่ตรงข้ามชุดแรกจากธร
- หน้า ๑๗–๒๔ สังคหาสังคหปทนิทเทส (๓): คู่ธรรมจากธรรมสังคณีมาติกา (เวทนา วิบาก เหตุ โลกิยะ-โลกุตตระ) ไล่ทดสอบชุดธรรมคู่ตรงข้ามจากมาติกาธรรมสังคณีด้วยนัยสังคหะ-อสังคหะเดียวกัน เช่น ธรรมที่สัมปยุตด้วยเวทนาสุข-ทุกข์-อุเบกขา ธรรมที่เป็นวิบาก ธรรมที่ละได้ด้วยทัสสนะหรือภาวนา ธรรมมีเหตุ-ไม่มีเหตุ จนถึงธรรมโลกิยะ-โลกุตตระ ประเด็นสำคัญคือขนาดหมวดที่สงเคราะห์เข้าได้แปรผันตามว่าคู่ธรรมนั้นตรงกับกลุ่มขันธ์-อายตนะ-ธาตุใหญ่แค่ไหน เช่น ธรรมโลกุตตระสงเคราะห์เข้าได้เพียง 4 ขันธ์ 2 อายตนะ 2 ธาตุ เพราะเป็นเสี้ยวเล็กของระบบใหญ่ที่ส่วนมากเป็นโลกิยะ แสดงว่าการจัดหมวดเชิงคุณภาพ (กุศล วิบาก เหตุ) กับการจัดหมวดเชิงโครง
- หน้า ๒๕–๓๓ สังคหาสังคหปทนิทเทส (๔): หมวดกิเลส จิต-เจตสิก และบทสรุปปิดนัยแรก ไล่ทดสอบหมวดฝ่ายกิเลส (อาสวะ สัญโญชน์ คันถะ โอฆะ โยคะ นิวรณ์ ปรามาส) แล้วต่อด้วยกลุ่มธรรมที่นิยามโดยความสัมพันธ์กับจิต เช่น เจตสิกธรรม (ธรรมที่สัมปยุตกับจิต) เทียบกับธรรมที่จิตสมุฏฐาน (จิตเป็นเหตุเกิด) ซึ่งแม้ดูใกล้เคียงแต่สงเคราะห์เข้าได้คนละขนาด เพราะเจตสิกครอบเฉพาะนามขันธ์ 3 ส่วนจิตสมุฏฐานครอบคลุมรูปบางส่วนที่เกิดจากจิตด้วย จบด้วยคู่กามาวจร-รูปาวจร-อรูปาวจรและธรรมอรณา ก่อนปิดนัย "สังคหาสังคหปทนิทเทส" อย่างเป็นทางการในหน้า 33 ซึ่งถือเป็นการจบการวิเคราะห์แบบสงเคราะห์-ไม่สงเคราะห์รอบแรกทั้งหมดขอ
- หน้า ๓๔–๓๕ สังคหิเตนอสังคหิตปทนิทเทส: เมื่อสงเคราะห์เข้าได้ทางขันธ์ แต่ไม่ได้ทางอายตนะ-ธาตุ นัยที่สองเปลี่ยนมุมคำถามเป็น "ธรรมที่สงเคราะห์เข้าได้ทางขันธ์ แต่ไม่สงเคราะห์เข้าทางอายตนะและธาตุ มีเท่าไร" คือค้นหาธรรมที่ระบบขันธ์กับระบบอายตนะ/ธาตุ "ไม่ลงรอยกัน" เช่น ธรรมในกลุ่มอายตนะรูปฝ่ายกาย (จักขวายตนะ ฯลฯ) แม้สงเคราะห์เข้าได้ทางขันธ์ (เพราะเป็นรูปขันธ์) แต่กลับไม่สงเคราะห์เข้าทางอายตนะ-ธาตุ เพราะตัวมันเองคืออายตนะ-ธาตุนั้นพอดี ไม่ใช่ธรรมอื่นที่ประกอบอยู่ในนั้น ส่วนนี้จึงเผยว่าการนับ "สงเคราะห์เข้า" ในแต่ละระบบไม่ได้วัดสิ่งเดียวกันเป๊ะ แม้ครอบคลุมสภาวธรรมชุดเดียวกันก็ตาม
- หน้า ๓๖–๓๙ อสังคหิเตนสังคหิตปทนิทเทส: เมื่อไม่สงเคราะห์เข้าทางขันธ์ แต่สงเคราะห์เข้าทางอายตนะ-ธาตุ นัยที่สามกลับด้านนัยก่อนหน้า คือค้นหาธรรมที่ "ไม่สงเคราะห์เข้า" ทางขันธ์ แต่ "สงเคราะห์เข้า" ทางอายตนะและธาตุ เช่น เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ สมุทยสัจ มัคคสัจ (ซึ่งไม่นับเป็น "ขันธ์" โดยชื่อเฉพาะตามนิยาม แต่ยังจัดเข้าธัมมายตนะ-ธัมมธาตุได้) ไปจนถึงชีวิตินทรีย์และองค์ปฏิจจสมุปบาททั้งสาย ซึ่งล้วนมีลักษณะร่วมคือ "ไม่ใช่ขันธ์โดยชื่อ แต่ยังเป็นธัมมายตนะ-ธัมมธาตุได้" ส่วนนี้จึงตอกย้ำว่าธัมมายตนะ/ธัมมธาตุเป็นหมวดกว้างที่รองรับสภาวธรรมนามธรรมเกือบทั้งหมด แม้จะไม่ถูกเรียกว่า "ขันธ์" ก็ตาม
- หน้า ๔๐–๔๑ สังคหิเตนสังคหิตปทนิทเทส: ธรรมที่สงเคราะห์เข้าตรงกันทั้งสามระบบ นัยที่สี่ทดสอบธรรมที่ "สงเคราะห์เข้า" ตรงกันทั้งทางขันธ์ อายตนะ และธาตุพร้อมกัน แล้วซ้อนคำถามอีกชั้นว่าเมื่อจับคู่ข้ามหมวด (เช่น สมุทยสัจกับมัคคสัจ) ยังสงเคราะห์เข้าตรงกันอยู่หรือไม่ คำตอบที่ได้ล้วนแคบลงเหลือ 1 ขันธ์ 1 อายตนะ 1 ธาตุ เพราะยิ่งซ้อนเงื่อนไขความสอดคล้องมากขึ้น ขอบเขตธรรมที่ผ่านเกณฑ์ก็ยิ่งแคบลง ส่วนนี้แสดงว่าจุดที่ทั้งสามระบบจำแนก "เห็นตรงกัน" อย่างสมบูรณ์นั้นมีน้อยมาก เมื่อเทียบกับกรณีที่ระบบหนึ่งเห็นแต่อีกระบบไม่เห็น
- หน้า ๔๒–๔๗ อสังคหิเตนอสังคหิตปทนิทเทส (๑): ธรรมที่ไม่สงเคราะห์เข้าทั้งสามระบบพร้อมกัน นัยที่ห้าและยาวที่สุดในกลุ่มนี้ ทดสอบธรรมที่ "ไม่สงเคราะห์เข้า" พร้อมกันทั้งขันธ์ อายตนะ และธาตุ คือธรรมที่อยู่นอกหมวดตั้งต้นโดยสิ้นเชิงในทั้งสามระบบ เริ่มไล่ตั้งแต่แต่ละขันธ์ เช่น ธรรมที่ไม่ใช่รูปขันธ์และไม่สงเคราะห์เข้าทางอายตนะ-ธาตุฝ่ายรูปด้วย เหลือเพียง 1 ขันธ์ 1 อายตนะ 7 ธาตุ (กลุ่มวิญญาณขันธ์-มโนวิญญาณธาตุ) แล้วไล่ต่อไปถึงอายตนะ ธาตุ อินทรีย์ และองค์ปฏิจจสมุปบาททีละข้อ ส่วนนี้ทำหน้าที่เป็นภาพกลับด้านของนัยสังคหาสังคหะในหน้า 2-33 คือแทนที่จะถามว่าอะไร "อยู่ใน" หมวดเดียวกัน กลับถามว่าอะไร "อ
- หน้า ๔๘–๕๓ อสังคหิเตนอสังคหิตปทนิทเทส (๒): หมวดเหตุ กิเลส และคาถาสรุปปิดนัยที่ห้า ต่อจากหน้าก่อน ไล่ทดสอบธรรมที่ไม่สงเคราะห์เข้าทั้งสามระบบพร้อมกัน ครอบคลุมหมวดเหตุ-สเหตุกะ ธรรมมีปัจจัย-ไม่มีปัจจัย รูปี-อรูปี อาสวะ สัญโญชน์และหมวดกิเลสที่เกี่ยวข้อง จิต-เจตสิก อัชฌัตติกะ-พาหิระ ไปจนถึงบัญชีธรรมยาวชุดสุดท้าย (ทัสสนปหาตัพพะ กามาวจร รูปาวจร นิยยานิกะ ฯลฯ) ซึ่งล้วนได้คำตอบสุดท้ายเดียวกันคือ 1 ขันธ์ 10 อายตนะ 10 ธาตุ แสดงว่าธรรมกลุ่มนี้แม้ต่างชื่อกันมากแต่ล้วนกระจุกตัวอยู่นอกหมวดจำเพาะเดียวกัน จบส่วนนี้ด้วยคาถาสรุปท้ายบท ("เอส นโย สุพุทฺโธ") ที่ช่วยผู้ท่องจำไล่ลำดับหัวข้อของนัยที่ห
- หน้า ๕๔–๕๕ สัมปโยควิปปโยคปทนิทเทส: เริ่มนัยใหม่ว่าด้วยธรรมที่ประกอบหรือไม่ประกอบร่วมกัน เปลี่ยนจากกรอบ "สังคหะ" (การจัดเป็นหมวดเดียวกัน) มาสู่กรอบใหม่คือ "สัมปโยค-วิปปโยค" (ประกอบร่วม-ไม่ประกอบร่วมกันในขณะจิตเดียว ซึ่งใช้ได้เฉพาะกับนามธรรมที่เกิดร่วมกัน ไม่ใช้กับรูปธรรม) เริ่มด้วยรูปขันธ์ซึ่งไม่มีธรรมใดสัมปยุตด้วยเลย มีแต่วิปปยุต 4 ขันธ์ 1 อายตนะ 7 ธาตุ ตรงข้ามกับเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ที่สัมปยุตกันเองได้ 3 ขันธ์ 1 อายตนะ 7 ธาตุ แสดงหลักว่าเฉพาะนามธรรมเท่านั้นที่ "สัมปโยค" กันได้ตามความหมายนี้ ส่วนที่เหลือไล่ทดสอบอายตนะ ธาตุ และอินทรีย์ต่างๆ ด้วยนัยเดียวกัน เนื้อหายังไม่จ
- หน้า ๕๖–๖๙ สัมปโยค-วิปปโยคปทนิทเทส (ต่อ): นับขันธ์ อายตนะ ธาตุ ที่ประกอบและไม่ประกอบกับแต่ละหมวดธรรม ต่อเนื่องจากหน้าก่อน เป็นการไล่ตรวจหมวดธรรมในมาติกาทีละหมวด (อินทรีย์ต่าง ๆ, สายปฏิจจสมุปบาท, ฌาน, โพธิปักขิยธรรม, กิเลสและอาสวะ, ภพต่าง ๆ) แล้วนับว่าหมวดนั้นสัมปยุตต (ประกอบร่วม คือเกิดพร้อมกันในจิตดวงเดียว) กับขันธ์/อายตนะ/ธาตุกี่อย่าง และวิปปยุตตกี่อย่าง จุดสำคัญคือหมวดที่เป็นสภาวะรวม ๆ ไม่ใช่เจตสิกแท้ เช่น รูปภพ อสัญญาภพ หรือปริเทวะ ล้วนตอบว่า "สัมปยุตตะ...นัตถิ" (ไม่มีเลย) เพราะไม่เข้าเงื่อนไขการเกิดร่วมจิต ต่างจากหมวดที่เป็นเจตสิกจริง เช่น เวทนา สัญญา ผัสสะ ซึ่งมีค่าสัมปยุตตปรากฏจริง แสดงใ
- หน้า ๗๐–๗๒ สัมปยุตเตนวิปปยุตตปทนิทเทส: จากกลุ่มธรรมที่ประกอบกัน สืบหาธรรมที่ไม่ประกอบกับกลุ่มนั้น เป็นนัยยะซ้อนขั้นที่สอง โดยนำกลุ่มธรรมที่สัมปยุตตกับ X อยู่แล้ว (เช่น กลุ่มธรรมที่ประกอบกับเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ หรือกับวิญญาณธาตุทั้งหก) มาตั้งเป็นฐานใหม่ แล้วถามต่อว่าธรรมที่วิปปยุตตจากกลุ่มฐานนั้นมีกี่ขันธ์ กี่อายตนะ กี่ธาตุ ตัวอย่างเช่น กลุ่มธรรมที่ประกอบกับวิญญาณธาตุทั้งหกกลับพบว่าธรรมที่วิปปยุตตจากกลุ่มนั้นไม่ครบเต็มหน่วยขันธ์หรืออายตนะใดเลย ตกอยู่เพียงบางส่วนของธาตุเดียว สะท้อนว่าการปฏิเสธซ้อนบนความสัมพันธ์แบบประกอบไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่สอดคล้องตรงไปตรงมากับโครงสร้างข
- หน้า ๗๓–๘๐ วิปปยุตเตนสัมปยุตต และ สัมปยุตเตนสัมปยุตตปทนิทเทส: ทิศทางย้อนกลับและการทดสอบซ้ำของความประกอบ ช่วงนี้รวมสองนัยยะสั้นต่อกัน นัยยะแรก (ต้นหน้า 73) เป็นทิศทางสวนกับหน้าก่อน คือนำกลุ่มธรรมที่วิปปยุตตจาก X (เช่น รูปขันธ์) มาถามว่ามีธรรมใดสัมปยุตตกับกลุ่มนั้นบ้าง ซึ่งตอบว่า "นัตถิ" เสมอ เพราะกลุ่มที่วิปปยุตตจากรูปมักเป็นรูปธรรมด้วยกันเอง ซึ่งไม่มีวันประกอบกับสิ่งใดได้อยู่แล้ว นัยยะที่สอง (ที่เหลือของช่วงนี้) ทดสอบย้ำในทิศตรงข้าม คือนำกลุ่มธรรมที่สัมปยุตตกับ X มาถามซ้ำว่ากลุ่มนั้นเองสัมปยุตตกับกี่ขันธ์กี่อายตนะกี่ธาตุ ผลที่ได้ตรงกับตัวเลขเดิมของ X ทุกครั้ง ยืนยันว่าความสัมพันธ์แบบสัมปยุตตในหมู่
- หน้า ๘๑–๙๔ วิปปยุตเตนวิปปยุตตปทนิทเทส: ความไม่ประกอบกันเมื่อทดสอบซ้ำก็ยังคงไม่ประกอบ เป็นคู่ตรงข้ามของนัยยะก่อนหน้า คือนำกลุ่มธรรมที่วิปปยุตตจาก X มาถามซ้ำว่ากลุ่มนั้นเองวิปปยุตตกับกี่ขันธ์กี่อายตนะกี่ธาตุ โดยไล่ตรวจซ้ำเกือบทั้งมาติกาอีกรอบหนึ่ง (อินทรีย์ ปฏิจจสมุปบาท กิเลส อาสวะ สังโยชน์ ฯลฯ) ผลที่ได้ตรงกับตัวเลขวิปปยุตตเดิมของ X ในเกือบทุกกรณี แสดงว่าความไม่ประกอบกันก็มีลักษณะปิดตัวเช่นเดียวกับความประกอบกัน กล่าวคือรูปธรรมและสภาวะที่ไม่ใช่เจตสิกจะวิปปยุตตออกจากกันอย่างสอดคล้องคงที่ ไม่ว่าจะซ้อนคำถามกี่ชั้นก็ตาม
- หน้า ๙๕–๙๘ สังคหิเตนสัมปยุตตวิปปยุตตปทนิทเทส: จากธรรมที่จัดรวมเข้าพวกเดียวกัน มาดูว่าประกอบหรือไม่ประกอบกัน เปลี่ยนแกนจากคู่สัมปโยค-วิปปโยคมาผสมกับแกนสังคหะ (การจัดรวมเข้าพวกโดยขันธ์ อายตนะ ธาตุ) โดยนำธรรมที่ถูกสังคหิตะ (จัดรวม) เข้าพวกเดียวกับ X เช่น สมุทยสัจจ์-มัคคสัจจ์ หรืออินทรีย์ต่าง ๆ มาถามว่าธรรมเหล่านั้นเองสัมปยุตตหรือวิปปยุตตกับกี่ขันธ์กี่อายตนะกี่ธาตุ จุดสำคัญคือการถูกจัดเข้าพวกเดียวกัน (สังคหะ) ไม่ได้แปลว่าจะประกอบร่วมจิตกัน (สัมปโยค) เสมอไป เพราะสังคหะเป็นเกณฑ์เชิงจำแนกประเภท ส่วนสัมปโยคเป็นเกณฑ์เชิงการเกิดพร้อมกันจริงในจิตดวงหนึ่ง ทั้งสองแกนจึงเป็นคนละมิติที่เหลื่อมทับกันเพียงบางส่วนเท่าน
- หน้า ๙๙–๑๐๕ สัมปยุตเตนสังคหิตาสังคหิตปทนิทเทส: ธรรมที่ประกอบร่วมจิตกัน จัดอยู่ในพวกเดียวกันหรือคนละพวก กลับทิศจากนัยยะก่อนหน้า คือนำกลุ่มธรรมที่สัมปยุตตกับ X มาถามว่ากลุ่มนั้นถูกสังคหิตะ (จัดรวมเป็นพวกเดียวกัน) กี่ขันธ์กี่อายตนะกี่ธาตุ และอสังคหิตะ (ไม่จัดรวม) กี่อย่าง ตัวอย่างเช่น กลุ่มเจตสิกที่ประกอบร่วมกับเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ จัดสังคหะได้เพียง 3 ขันธ์ 2 อายตนะ 8 ธาตุเท่านั้น ทั้งที่ครอบคลุมเจตสิกจำนวนมาก นี่คือจุดสำคัญที่สุดของช่วงนี้ คือแม้เวทนา สัญญา สังขารจะเกิดพร้อมกันจริงในจิตดวงเดียว (สัมปยุตตกัน) แต่กลับเป็นคนละขันธ์กันตามหลักการจัดหมวด สะท้อนว่าความสัมพันธ์แบบสัมปโยค (การเ
- หน้า ๑๐๖–๑๑๐ อสังคหิเตนสัมปยุตตวิปปยุตตปทนิทเทส: จากธรรมที่ไม่ถูกจัดเข้าพวกเดียวกัน มาดูการประกอบ-ไม่ประกอบ (ยังไม่จบ) เป็นนัยยะสุดท้ายในกลุ่มการผสมแกนสังคหะกับสัมปโยค โดยนำธรรมที่อสังคหิตะจาก X (คือธรรมที่อยู่นอกกลุ่มขันธ์/อายตนะ/ธาตุเดียวกับ X) มาถามว่าสัมปยุตตหรือวิปปยุตตกับกี่ขันธ์กี่อายตนะกี่ธาตุ ตัวอย่างเช่น ธรรมที่ไม่จัดเข้าพวกเดียวกับรูปขันธ์ (คือกลุ่มนามขันธ์ทั้งหลาย) กลับพบว่าสัมปยุตตกันได้ถึง 3 ขันธ์ ยืนยันภาพเดิมว่านามธรรมต่างขันธ์กันยังประกอบร่วมจิตกันได้จริง ส่วนรายการยาวที่ไล่ตรวจธรรมฝ่ายกุศล-อกุศล วิบาก โลกียะ-โลกุตตระ และอื่น ๆ ในหน้า 107-110 ยังดำเนินต่อไปไม่จบภายในช่วงนี้ เนื้อหาไหลต่อเนื่องไป
- หน้า ๑๑๑ เปิดหมวดใหม่ วิปปยุตเตนสังคหิตาสังคหิตปทนิทเทศ หน้านี้ปิดท้ายหมวดก่อนหน้า (อสังคหิเตนสัมปยุตตวิปปยุตตปทนิทเทศ) แล้วเปิดหมวดใหม่ชื่อวิปปยุตเตนสังคหิตาสังคหิตปทนิทเทศ ซึ่งกลับทิศทางวิธีวิเคราะห์จากหมวดก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง คือแทนที่จะถามถึงธรรมที่ 'ประกอบด้วย' หมวดหนึ่งแล้ววัดความสัมพันธ์กับขันธ์-อายตนะ-ธาตุ กลับตั้งต้นที่ธรรมซึ่ง 'ไม่ประกอบด้วย' (วิปปยุตต) หมวดนั้น แล้วถามว่าธรรมส่วนที่เหลือนี้ถูกจัดเข้า (สังคหิต) หรือจัดไม่เข้า (อสังคหิต) ในขันธ์ อายตนะ ธาตุกี่อย่าง เป็นการตรวจสอบ 'ส่วนเติมเต็ม' ของแต่ละหมวดธรรมอย่างเป็นระบบ ตัวอย่างแรกคือธรรม
- หน้า ๑๑๒–๑๑๓ อายตนะ ธาตุ อริยสัจ และอินทรีย์ฝ่ายรูปธรรม ใช้วิธีเดียวกันไล่ตรวจธรรมที่ไม่ประกอบด้วยอายตนะและธาตุฝ่ายรูป (เช่น จักขายตนะถึงโผฏฐัพพายตนะ, จักขุธาตุถึงโผฏฐัพพธาตุ), วิญญาณธาตุ 6 (จักขุวิญญาณธาตุถึงมโนวิญญาณธาตุ), อริยสัจ 4 และเริ่มอินทรีย์ฝ่ายรูปธรรม เช่น จักขุนทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ผลลัพธ์แสดงรูปแบบที่ต่างกันตามขอบเขตของหมวดต้นทาง เช่น ธรรมที่ไม่ประกอบด้วยวิญญาณธาตุ 6 ครอบคลุมเกือบทุกขันธ์อายตนะธาตุจนแทบไม่มีส่วนใดจัดไม่เข้าเลย ขณะที่ธรรมที่ไม่ประกอบด้วยทุกขสัจยังมีขันธ์และอายตนะจำนวนมากจัดไม่เข้า สะท้อนว่าหมวดต้นทางที่แคบยิ่งทำ
- หน้า ๑๑๔–๑๑๕ อินทรีย์ฝ่ายนามธรรม ปฏิจจสมุปบาท และภพ 9 ไล่ตรวจธรรมที่ไม่ประกอบด้วยอินทรีย์ฝ่ายนามธรรม เช่น สัทธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ และอินทรีย์ของพระอริยะ 3 (อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ อัญญินทรีย์ อัญญาตาวินทรีย์) ต่อด้วยองค์ประกอบในสายปฏิจจสมุปบาท เช่น อวิชชา สังขาร วิญญาณ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน และภพ จากนั้นตรวจภพ 9 ประเภทแยกย่อย เช่น กามภพ รูปภพ อรูปภพ ผลลัพธ์ชี้ให้เห็นว่าภพที่มีขอบเขตแคบอย่างกามภพจัดเข้าได้เพียงไม่กี่ขันธ์อายตนะธาตุ ขณะภพที่กว้างอย่างอรูปภพซึ่งรวมกับโพธิปักขิยธรรมชุดใหญ่ในตอนท้ายหน้ากลับจัดเข้าได้เกือบครบทุกขันธ์อายตนะธาตุ
- หน้า ๑๑๖ โพธิปักขิยธรรมรวมหมวด เจตสิกพื้นฐาน และกุศล-อกุศล สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท ฌาน อัปปมัญญา อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 และมรรคมีองค์ 8 ถูกนำมารวมไว้ในข้อวินิจฉัยเดียวกัน เพราะเมื่อตัดธรรมที่ไม่ประกอบด้วยหมวดเหล่านี้ออกแล้วได้ผลลัพธ์ตัวเลขขันธ์-อายตนะ-ธาตุเท่ากันทุกหมวด แสดงว่าธรรมเหล่านี้ล้วนอยู่ในกลุ่มเจตสิกฝ่ายดีที่มีขอบเขตการกระจายเหมือนกัน จากนั้นตรวจเจตสิกพื้นฐานที่ประกอบร่วมกับจิตทุกดวง เช่น ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต มนสิการ และอธิโมกข์ ก่อนเริ่มตรวจคู่กุศล-อกุศลและเวทนาที่สัมปยุตต์กับสุขและทุกข์
- หน้า ๑๑๗–๑๑๘ อัพยากตะ วิบาก สังกิเลส และวิตกวิจาร-ปีติสุข ตรวจธรรมที่ไม่ประกอบด้วยอัพยากตธรรม วิบากธรรม วิปากธัมมธรรม และคู่สังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ ซึ่งแต่ละคู่ให้ผลลัพธ์ต่างกันตามว่าเป็นหมวดกว้างหรือแคบ เช่น อัพยากตะซึ่งแคบให้ผลจัดเข้าน้อย ขณะวิปากธัมมธรรมซึ่งกว้างให้ผลจัดเข้าครบเกือบทุกขันธ์อายตนะธาตุ จากนั้นเปลี่ยนไปตรวจธรรมที่ไม่ประกอบด้วยองค์ฌาน คือสวิตักกสวิจาระ ปีติสหคตะ สุขสหคตะ อวิตักกวิจารมัตตะ และเริ่มตรวจธรรมที่ไม่ถูกละด้วยทัสสนะหรือภาวนา ซึ่งเป็นเกณฑ์แบ่งปุถุชนกับพระอริยะ
- หน้า ๑๑๙–๑๒๐ ปหาตัพพะ อาจยคามี-เสกขะ-มหัคคตะ และปริตตะ-หีนะ-มัชฌิมะ ตรวจต่อเนื่องธรรมที่ไม่ถูกละด้วยทัสสนะและภาวนา รวมถึงธรรมที่ไม่ใช่อาจยคามี (สั่งสมภพใหม่) ไม่ใช่เสกขะหรืออเสกขะ และไม่ใช่มหัคคตะ อันเป็นเกณฑ์แบ่งระดับการปฏิบัติทางจิตของบุคคล จากนั้นตรวจธรรมที่ไม่ใช่ปริตตะ (ขนาดเล็กระดับกามาวจร) ไม่ใช่อัปปมาณะหรือปณีตะ และไม่มีอารมณ์เป็นปริตตะ ก่อนขยับไปตรวจธรรมที่ไม่มีมหัคคตารมณ์ ไม่ใช่หีนะหรือมัชฌิมะ และไม่แน่นอนโดยสภาวะ (อนิยตะ) ปิดท้ายด้วยหมวดกาลธรรม เช่น ธรรมที่ไม่เกิดขึ้นแล้ว ไม่เป็นอดีต-อนาคต-ปัจจุบัน และไม่เป็นภายในหรือภายนอก
- หน้า ๑๒๑–๑๒๒ อารมณ์ตามกาล เหตุ และโลกิยะ-โลกุตตระ ตรวจธรรมที่ไม่มีอตีตารมณ์ อนาคตารมณ์ อัชฌัตตารมณ์ หรือพหิทธารมณ์ กล่าวคือแยกตามว่าธรรมนั้นรับรู้อารมณ์ในกาลหรือขอบเขตใด จากนั้นเป็นชุดวิเคราะห์เรื่องเหตุ คือธรรมที่ไม่ใช่เหตุ ไม่มีเหตุ (สเหตุกะ) หรือไม่สัมปยุตต์ด้วยเหตุ ทั้งแบบเดี่ยวและแบบผสมหลายคู่ ซึ่งแสดงว่าเหตุ 6 (โลภะ โทสะ โมหะ อโลภะ อโทสะ อโมหะ) เป็นกลุ่มธรรมเฉพาะที่แยกจากธรรมส่วนใหญ่ได้ชัดเจน ปิดท้ายด้วยธรรมที่ไม่ใช่อสังขตะ ไม่ใช่โลกุตตระ และไม่ใช่โลกิยะ ซึ่งสะท้อนคู่ตรงข้ามพื้นฐานระหว่างธรรมทางโลกกับธรรมพ้นโลก
- หน้า ๑๒๓–๑๒๔ อาสวะ สัญโญชนาทิ และปรามาส ตรวจธรรมที่ไม่ใช่อาสวะ ไม่สาสวะ หรือไม่มีอาสวะ (อนาสวะ) แล้วต่อด้วยกลุ่มกิเลสเครื่องผูกมัดชนิดต่างๆ ที่มีโครงสร้างคล้ายกัน คือสัญโญชน์ คันถะ โอฆะ โยคะ นิวรณ์ และปรามาส (ความยึดถือผิด) ซึ่งทุกหมวดเมื่อนับธรรมที่ไม่ประกอบด้วยแล้วให้ผลจัดเข้าใน 18 ธาตุเท่ากันหมด แสดงว่ากิเลสกลุ่มนี้แม้ชื่อต่างกันแต่มีขอบเขตการกระจายในขันธ์-อายตนะ-ธาตุเหมือนกัน จากนั้นเริ่มตรวจธรรมที่จิตยึดถือ (ปรามัฏฐะ) หรือไม่ถูกยึดถือ และเริ่มชุดใหม่ว่าด้วยธรรมที่ไม่มีอารมณ์ ไม่ใช่จิตหรือเจตสิก และไม่สัมปยุตต์กับจิต
- หน้า ๑๒๕–๑๒๖ จิตตสัมปยุตต์ อุปาทินนะ อุปาทาน และกิเลส ตรวจต่อเนื่องธรรมที่ไม่มีอารมณ์ ไม่สัมพันธ์กับจิต และไม่ถูกยึดถือด้วยกรรม (อุปาทินนะ) ก่อนเข้าสู่ชุดกิเลสหลัก คือธรรมที่ไม่ใช่อุปาทาน ไม่ใช่กิเลส ไม่เศร้าหมอง (สังกิลิฏฐะ) และไม่สัมปยุตต์ด้วยกิเลส ทั้งแบบเดี่ยวและแบบผสมหลายคู่ ซึ่งยืนยันรูปแบบเดิมว่ากิเลสเป็นกลุ่มธรรมแคบเฉพาะที่แยกจากธรรมส่วนใหญ่ได้ชัด จากนั้นวนกลับมาตรวจธรรมที่ไม่ถูกละด้วยทัสสนะหรือภาวนาอีกครั้งในรูปแบบปฏิเสธซ้อน (เช่น ธรรมที่ไม่ใช่ทั้งถูกละด้วยทัสสนะและไม่ถูกละด้วยภาวนา) ก่อนเริ่มชุดองค์ฌานสวิตักกสวิจาระอีกรอบ
- หน้า ๑๒๗–๑๒๘ องค์ฌาน ภูมิสี่ระดับ คาถาสรุป และปิดคัมภีร์ธาตุกถา ตรวจธรรมที่ไม่มีองค์ฌาน (สวิตักกะ สวิจาระ ปีติ สุข อุเบกขา) ต่อด้วยระดับภูมิ คือธรรมที่ไม่ใช่กามาวจร ไม่นับเนื่องในภพ (อปริยาปันนะ) ไม่มีธรรมที่ยิ่งกว่า (อนุตตระ) ไม่ใช่รูปาวจรหรืออรูปาวจร ไม่นำออกจากวัฏฏะ (อนิยยานิกะ) ไม่แน่นอนโดยสภาวะ และไม่มีที่พึ่ง (อสรณะ) ปิดท้ายด้วยคาถาอุทานสรุปหัวข้อทั้งหมดในหมวดวิปปยุตเตนสังคหิตาสังคหิตปทนิทเทศ ตามด้วยข้อความปิดหมวด 'วิปฺปยุตฺเตนสงฺคหิตาสงฺคหิตปทนิทฺเทโส นิฏฺฐิโต' และสุดท้ายคือโคลงปิดคัมภีร์ทั้งเล่ม 'ธาตุกถาปกรณํ สมตฺตํ' ยืนยันว่าคัมภีร์ธาตุกถาจบสมบูรณ์ท
- หน้า ๑๒๙–๑๓๐ เกริ่นนำ: ปัญญัติ ๕ ประการก่อนถึงบุคคลบัญญัติ เมื่อธาตุกถาจบลง คัมภีร์ปุคคลบัญญัติเปิดเรื่องด้วยการไล่บัญญัติ (การเรียกชื่อกำหนดขอบเขต) ทั้ง ๖ อย่างคือ ขันธ์ อายตนะ ธาตุ สัจจะ อินทรีย์ และบุคคล แล้วอธิบายสั้น ๆ ทีละอย่างยกเว้นบุคคลบัญญัติซึ่งเป็นหัวเรื่องหลักของทั้งเล่ม ได้แก่ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อริยสัจ ๔ และอินทรีย์ ๒๒ เป็นการทบทวนหมวดธรรมที่ปรากฏแล้วในคัมภีร์อภิธรรมเล่มอื่นเพื่อปูพื้นก่อนเข้าสู่การจำแนกประเภทบุคคลอย่างละเอียดในหน้าถัดไป
- หน้า ๑๓๑ มาติกาบุคคลหมวดหนึ่ง (เอกกมาติกา) รายชื่อประเภทบุคคลเดี่ยว ๆ กว่า ๔๐ ชื่อที่จะนำมาขยายความทีละคำในภาคนิทเทสต่อไป ตั้งแต่ผู้หลุดพ้นตามโอกาส-ไม่ตามโอกาส (สมยวิมุตต-อสมยวิมุตต) ปุถุชน โคตรภู ไปจนถึงพระอริยบุคคลระดับต่าง ๆ เช่น โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ และผู้บรรลุด้วยวิธีต่างกัน เช่น อุภโตภาควิมุตติ ปัญญาวิมุตติ สัทธานุสารี หน้านี้ยังเป็นเพียงบัญชีหัวข้อ ไม่มีคำอธิบายความหมาย
- หน้า ๑๓๒–๑๓๓ มาติกาบุคคลหมวดสองและหมวดสาม บัญชีบุคคลที่จับเป็นคู่ตรงข้าม เช่น คนขี้โกรธกับคนผูกโกรธไม่ปล่อยวาง (โกธนะ-อุปนาหี) คนอิจฉากับคนตระหนี่ เทียบคู่กับฝ่ายตรงข้ามที่เป็นคุณธรรม และบัญชีบุคคลที่จัดเป็นชุดสาม เช่น คนไข้สามจำพวกที่ต่างกันตามว่าจะหายจากโรคหรือไม่ไม่ว่าจะได้ปัจจัยที่เหมาะสมหรือไม่ จิตสามแบบเปรียบด้วยแผล สายฟ้าแลบ และเพชร และคนตาบอด-ตาเดียว-สองตา ยังคงเป็นเพียงบัญชีรายชื่อหัวข้อโดยไม่มีคำอธิบายเนื้อความ
- หน้า ๑๓๔–๑๓๗ มาติกาบุคคลหมวดสี่ (จตุกฺกมาติกา) บัญชีบุคคลชุดสี่จำนวนมาก ที่น่าสังเกตคือชุดอสัตบุรุษ-อสัตบุรุษที่เลวยิ่งกว่า-สัตบุรุษ-สัตบุรุษที่ดียิ่งกว่า ซึ่งวางกรอบว่าความชั่วหรือความดีมีระดับซ้อนกันได้ตามว่าทำเองอย่างเดียวหรือชักชวนผู้อื่นทำตามด้วย รวมถึงพระธรรมกถึก ๔ แบบตามความไวในการเข้าใจธรรม (อุคฆฏิตัญญู วิปจิตัญญู เนยยะ ปทปรมะ) และบุคคลที่พูดตำหนิหรือสรรเสริญโดยไตร่ตรองหรือไม่ไตร่ตรอง หน้านี้ยังเป็นบัญชีหัวข้อรอการขยายความ
- หน้า ๑๓๘–๑๓๙ มาติกาบุคคลหมวดห้า หก เจ็ด และแปด บัญชีหัวข้อบุคคลที่จัดเป็นชุดห้า เช่น พระธุดงค์ ๕ แบบ (ถือเที่ยวบิณฑบาต ถือผ้าบังสุกุล ถือไตรจีวร ถืออยู่ป่า ถือนั่งอย่างเดียว) ชุดหก ชุดเจ็ด (เช่น ๗ ตัวอย่างเปรียบคนกับน้ำ ตั้งแต่จมมิดจนถึงข้ามฝั่งขึ้นบกเป็นพราหมณ์) และชุดแปด ยังคงเป็นบัญชีชื่อหัวข้อล้วน ๆ ที่รอการอธิบายรายละเอียดในภาคนิทเทส
- หน้า ๑๔๐–๑๔๔ ปิดท้ายมาติกา (หมวดเก้า-สิบ) และเริ่มนิทเทสหมวดหนึ่ง หน้า ๑๔๐ ปิดบัญชีมาติกาด้วยหมวดเก้าและหมวดสิบ จบภาคหัวข้อรวมทั้งหมดของคัมภีร์ (ปุคฺคลปญฺญตฺติมาติกา) จากนั้นเริ่มภาคนิทเทสซึ่งขยายความมาติกาหมวดหนึ่งทีละคำอย่างจริงจัง เช่น สมยวิมุตต (ผู้หลุดพ้นเพียงชั่วคราวตามโอกาสที่เข้าฌานได้) ต่างจากอสมยวิมุตตที่หลุดพ้นถาวรไม่กลับกำเริบ กุปปธรรม-อกุปปธรรม (ผู้ที่สมาบัติเสื่อมง่ายเพราะยังไม่คล่องแคล่ว เทียบกับผู้ชำนาญจนสมาบัติไม่มีทางเสื่อม) ปุถุชนผู้ยังละสังโยชน์ไม่ได้ และภยูปรตะผู้เว้นบาปเพราะกลัวผล ต่างจากพระอรหันต์ผู้เว้นบาปโดยไม่ต้องกลัวอีกต่อไป
- หน้า ๑๔๕–๑๔๙ นิทเทสหมวดหนึ่ง ตอนปลาย: วิชชา อภิญญา พระพุทธเจ้า และวิมุตติ ๗ แบบ อธิบายเตวิชชะ (ผู้มีวิชชา ๓) ฉฬภิญญา (ผู้มีอภิญญา ๖) และความต่างระหว่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เองพร้อมถึงพระสัพพัญญุตญาณ กับพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เองแต่ไม่ถึงสัพพัญญุตญาณ ตามด้วยผู้หลุดพ้น ๗ แบบที่ต่างกันตามสัดส่วนสมาธิกับปัญญา เช่น กายสักขีเน้นได้สัมผัสวิโมกข์ทางกายก่อนใช้ปัญญาทำลายอาสวะบางส่วน ต่างจากทิฏฐิปัตตะที่เน้นความเข้าใจอริยสัจด้วยปัญญา ปิดท้ายด้วยลำดับพระโสดาบันสามระดับ (สัตตักขัตตุปรมะ-โกลังโกละ-เอกพีชี ต่างกันที่จำนวนภพที่ยังต้องเวียนเกิด) และสกทาคามี-อนาคามี ๕ แบบที่ต่
- หน้า ๑๕๐–๑๖๑ นิทเทสหมวดสอง: คู่กิเลสกับคู่คุณธรรมตรงข้าม จบเอกกนิทเทสด้วยนิยามพระอรหันต์แล้วเข้าสู่ทุกนิทเทสซึ่งขยายความมาติกาคู่ทีละคำ นิยามกิเลสก่อนแล้วบอกว่าผู้ใดยังละไม่ได้จึงถูกเรียกว่าเป็นบุคคลชนิดนั้น เช่น โกธะ (ความโกรธในขณะนั้น) ต่างจากอุปนาหะ (การผูกใจเจ็บต่อจากความโกรธเดิม) มักขะ (การลบหลู่คุณท่าน) ปลาสะ (การตีเสมอแข่งดี) และมัจฉริยะ ๕ อย่าง (หวงที่อยู่ ตระกูล ลาภ ผิวพรรณ และธรรม) จากนั้นย้อนอธิบายคู่ตรงข้ามฝ่ายดีด้วยโครงสร้างเดียวกันทั้งหมด และปิดท้ายด้วยคู่เบ็ดเตล็ด เช่น บุคคลหาได้ยากในโลก ๒ จำพวก คือผู้ทำก่อนกับผู้รู้คุณแล้วตอบแทน
- หน้า ๑๖๒–๑๖๕ ผู้สิ้นหวัง ผู้ยังหวัง คนไข้สามแบบ และวิมุตติสามจำพวกซ้ำ เริ่มติกนิทเทสด้วยนิราสะ (ภิกษุทุศีลที่ได้ยินข่าวผู้อื่นบรรลุอรหัตต์แล้วไม่คิดอยากบรรลุบ้างเพราะรู้ตัวว่าไม่มีทาง) อาสังสะ (ภิกษุมีศีลที่ได้ยินข่าวเดียวกันแล้วเกิดความหวัง) และวิคตาสะ (ผู้บรรลุแล้วจึงหมดความหวังเพราะไม่ต้องหวังอีก) ตามด้วยอุปมาคนไข้สามจำพวกที่ต่างกันตามว่าจะหายจากโรคหรือไม่ไม่ว่าจะได้ปัจจัยเกื้อกูลหรือไม่ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงเปรียบกับบุคคลสามจำพวกที่ต่างกันตามว่าจะได้ดวงตาเห็นธรรมหรือไม่ไม่ว่าจะได้เห็นหรือได้ฟังพระองค์แสดงธรรมหรือไม่ก็ตาม
- หน้า ๑๖๖–๑๖๘ บุคคลเปรียบด้วยคำพูด จิตใจ และดวงตาปัญญา สามชุดอุปมาต่อเนื่องกัน คือคำพูดสามแบบ (คูถภาณีพูดเท็จโดยเจตนา ปุปผภาณีพูดจริง มธุภาณีพูดไพเราะ) จิตสามแบบเปรียบด้วยแผลเก่าที่ระคายง่าย (โกรธง่ายผูกใจนาน) สายฟ้าแลบ (เห็นอริยสัจแวบหนึ่ง) และเพชรที่ตัดได้ทุกสิ่ง (สิ้นอาสวะเด็ดขาดไม่หวนกลับ) และดวงตาสามแบบคือคนตาบอดสนิท (ไม่รู้ทั้งทางโลกและทางธรรม) คนตาเดียว (รู้ทางโลกแต่ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี) และคนสองตา (รู้ทั้งสองด้าน) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าความฉลาดทางโลกกับความเข้าใจธรรมเป็นคนละเรื่องที่อาจมีแยกจากกันได้
- หน้า ๑๖๙–๑๗๒ ผู้ฟังธรรมสามแบบ ความหน่ายในกามและภพ กับรอยขีดเปรียบความโกรธ เปรียบผู้ฟังธรรมสามแบบด้วยภาชนะ คือหม้อคว่ำ (ฟังแล้วไม่จำอะไรเลยทั้งต้นกลางปลาย) หม้อที่มีของหกใส่ขอบปาก (จำได้ขณะนั่งฟังแต่ลืมทันทีที่ลุกไป) และหม้อหงาย (จำได้ทั้งหมดอย่างคงทน) ตามด้วยบุคคลสามระดับตามความหน่ายในกามและภพที่ยังไม่หมดหรือหมดแล้ว และปิดท้ายด้วยอุปมาความโกรธสามแบบเทียบกับรอยขีดบนหิน บนดิน และบนน้ำ ต่างกันที่ว่าความโกรธจะฝังลึกอยู่นานเพียงใดก่อนจะจางหายไป
- หน้า ๑๗๓–๑๗๕ บุคคลเปรียบด้วยผ้า: ตำราเก่ากับผ้าแคว้นกาสี สองอุปมาที่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง ภิกษุทุศีลไม่ว่าจะบวชใหม่ ปูนกลาง หรือเป็นเถระ ถูกเปรียบเป็นตำราเก่าเสื่อมสภาพไร้ราคา จับแล้วไม่สบายมือ ผู้คบหาย่อมพลอยเสื่อมตาม และแม้เป็นเถระพูดสอนก็ยังถูกสงฆ์ตำหนิจนต้องเก็บนิ่งไว้เหมือนตำราถูกทิ้งกองขยะ ในขณะที่ภิกษุมีศีลถูกเปรียบเป็นผ้าแคว้นกาสีเนื้อดีมีค่าสูง ผู้คบหาได้ประโยชน์ และแม้เป็นเถระพูดสอนสงฆ์ก็รับฟังด้วยความเคารพเหมือนผ้าดีถูกเก็บห่อรัตนะไว้ แสดงว่าคุณค่าของบุคคลไม่ได้ขึ้นกับอายุพรรษาแต่ขึ้นกับความประพฤติ ปิดท้ายด้วยบุคคลสามแบบตามความยากง่ายในการห
- หน้า ๑๗๖–๑๘๐ หลักการคบหาบุคคลและศาสดาสามจำพวก วางหลักว่าบุคคลที่เลวกว่าไม่ควรคบเว้นแต่ด้วยความกรุณา บุคคลเสมอกันควรคบเพื่อแลกเปลี่ยนเกื้อกูลกันด้านศีล สมาธิ ปัญญา บุคคลที่ดีกว่าควรคบด้วยความเคารพเพื่อพัฒนาตนให้เต็มบริบูรณ์ยิ่งขึ้น และบุคคลที่น่ารังเกียจ (ทุศีลจนแม้ไม่มีใครเอาอย่างก็ยังพลอยพาผู้คบเสียชื่อ เหมือนงูเปื้อนคูถแม้ไม่กัดก็ทำให้เหม็นติดตัว) ควรวางเฉยไม่คบหา ตามด้วยบุคคลสามระดับตามความสมบูรณ์ของศีล สมาธิ ปัญญา และปิดท้ายด้วยศาสดาสามจำพวกสองชุด จำแนกตามขอบเขตธรรมที่สอนให้กำหนดรู้ (กาม รูป เวทนา) และตามที่ประกาศตนว่าเที่ยงแท้ ขาดสูญ ห
- หน้า ๑๘๑–๑๘๓ นิทเทสหมวดสี่: อสัตบุรุษกับคนบาปตามลำดับความเลว (ยังไม่จบ) ขยายความมาติกาหมวดสี่โดยไล่ระดับความเลวและความดีเป็นชั้น ๆ คือ อสัตบุรุษ (ผู้ทำบาป ๕ อย่างเช่นฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์) อสัตบุรุษที่เลวยิ่งกว่า (ทำเองแล้วยังชักชวนผู้อื่นทำตามด้วย) สัตบุรุษ (ผู้เว้นบาป ๕) และสัตบุรุษที่ดียิ่งกว่า (เว้นเองแล้วยังชักชวนผู้อื่นให้เว้นด้วย) หลักการซ้ำเดิมคือความเลวหรือความดีที่ลากผู้อื่นเข้าไปด้วยย่อมหนักกว่าที่ทำอยู่คนเดียว จากนั้นขยายเป็นชุดคนบาป-คนบาปยิ่งกว่าและคนดี-คนดียิ่งกว่าโดยครอบคลุมอกุศลกรรมบถครบ ๑๐ อย่าง เนื้อหาเรื่องปาปธรรม (บุคคลผู้มีสภาพบาป) เริ่มขึ้นท้ายหน้
- หน้า ๑๘๔–๑๘๕ บุคคลเลวกว่า-ดีกว่า และบุคคลผู้มีกรรมควรติ-ไม่ควรติ เนื้อหาต่อเนื่องจากหน้าก่อน (ต่อเนื่องจากก่อนหน้า) อธิบายบุคคล ๔ จำพวกตามความเลวหรือความดีที่ยิ่งขึ้นไปอีกขั้น คือผู้เลวกว่าเพราะทำบาปเองและชักชวนผู้อื่นทำบาปด้วย กับผู้ดีกว่าเพราะละบาปเองและชักชวนผู้อื่นละบาปด้วย จากนั้นอธิบายบุคคล ๔ จำพวกตามสัดส่วนกรรมทางกาย วาจา ใจ ที่ควรติหรือไม่ควรติ ตั้งแต่ผู้มีแต่กรรมควรติ (สาวัชชะ) ไปจนถึงผู้มีแต่กรรมไม่ควรติโดยสิ้นเชิง (อนวัชชะ)
- หน้า ๑๘๕–๑๘๖ บุคคล ๔ จำพวกผู้เข้าใจธรรมต่างระดับ และผู้ตอบปัญหาต่างแบบ อธิบายบุคคล ๔ จำพวกตามความสามารถในการเข้าใจธรรม ตั้งแต่อุคฆฏิตัญญูผู้เข้าใจได้ทันทีเพียงยกหัวข้อ วิปจิตัญญูผู้เข้าใจเมื่อขยายความ เนยยะผู้ต้องอาศัยการศึกษาไต่ถามและคบกัลยาณมิตรจึงเข้าใจได้ตามลำดับ ไปจนถึงปทปรมะผู้แม้ฟังมากจำมากก็ไม่อาจเข้าใจธรรมในชาตินั้นได้เลย จากนั้นอธิบายบุคคล ๔ จำพวกเมื่อถูกถามปัญหา คือผู้ตอบถูกต้องแต่ไม่ฉับไว ผู้ตอบฉับไวแต่ไม่ถูกต้อง ผู้ตอบทั้งถูกต้องและฉับไว และผู้ตอบทั้งไม่ถูกต้องและไม่ฉับไว
- หน้า ๑๘๖–๑๘๗ นักแสดงธรรม ๔ จำพวก ตามปริมาณถ้อยคำและคุณภาพผู้ฟัง จำแนกนักแสดงธรรม (ธรรมกถึก) ๔ แบบ โดยจับคู่ระหว่างปริมาณคำพูด (พูดน้อยหรือพูดมาก) กับความสอดคล้องเป็นเหตุเป็นผล (สหิตะ) และคุณภาพของบริษัทผู้ฟัง ชี้ให้เห็นว่าไม่ว่าพูดน้อยหรือพูดมาก หากเนื้อหาสอดคล้องเป็นเหตุผลและผู้ฟังเป็นผู้ฉลาด ก็นับว่าเป็นธรรมกถึกที่สมกับบริษัทนั้นได้เช่นกัน
- หน้า ๑๘๗–๑๘๘ อุปมาบุคคลด้วยเมฆฝน: คำพูดกับการกระทำที่สมกันหรือไม่ เปรียบบุคคล ๔ จำพวกกับเมฆ ๔ ชนิด คือเมฆที่คำรามแต่ไม่ตกฝน (พูดแต่ไม่ทำ) เมฆที่ตกฝนแต่ไม่คำราม (ทำแต่ไม่พูด) เมฆที่ทั้งคำรามทั้งตกฝน (ทั้งพูดทั้งทำ) และเมฆที่ไม่คำรามไม่ตกฝนเลย (ไม่พูดไม่ทำ) อุปมานี้ชี้ให้เห็นความสำคัญของความสอดคล้องระหว่างวาจากับการกระทำจริงของบุคคล
- หน้า ๑๘๘–๑๙๐ อุปมาบุคคลด้วยหนู: เรียนมากแต่ไม่เข้าใจ กับเข้าใจแต่เรียนน้อย เปรียบบุคคล ๔ จำพวกกับหนู ๔ ชนิดตามพฤติกรรมขุดรูกับการอาศัยอยู่ในรู ได้แก่ผู้ขุดรูแต่ไม่อยู่ (ท่องจำพระธรรมได้มากแต่ไม่รู้แจ้งอริยสัจ ๔ ตามจริง) ผู้อยู่แต่ไม่ขุดรู (ไม่ได้ท่องจำมากแต่กลับรู้แจ้งอริยสัจ) ผู้ทั้งขุดทั้งอยู่ (ท่องจำได้มากและรู้แจ้งด้วย) และผู้ไม่ขุดไม่อยู่เลย (ไม่ท่องจำและไม่รู้แจ้ง) อุปมานี้เตือนว่าความรู้ทางปริยัติกับปัญญาที่แทงตลอดสัจธรรมเป็นคนละเรื่องกัน
- หน้า ๑๙๐–๑๙๒ อุปมาบุคคลด้วยมะม่วงและหม้อน้ำ: รูปลักษณ์ภายนอกกับคุณธรรมภายใน อุปมาสองชุดที่สื่อความหมายเดียวกัน คือมะม่วง ๔ ลูก (ดิบแต่มีสีเหมือนสุก สุกแต่มีสีเหมือนดิบ ดิบและมีสีดิบ สุกและมีสีสุก) และหม้อน้ำ ๔ ใบ (ว่างเปล่าแต่ปิดฝา เต็มแต่เปิดฝา ว่างและเปิด เต็มและปิด) ทั้งสองอุปมาใช้เปรียบกับบุคคลที่มีอากัปกิริยาน่าเลื่อมใสภายนอกแต่ภายในยังไม่รู้แจ้งอริยสัจ ตรงข้ามกับผู้มีกิริยาไม่น่าเลื่อมใสแต่ภายในรู้แจ้งแล้ว ชี้ว่าอย่าตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว
- หน้า ๑๙๒–๑๙๔ อุปมาบุคคลด้วยห้วงน้ำ: ตื้นเขินหรือลึกซึ้งกว่าที่ตาเห็น เปรียบบุคคล ๔ จำพวกกับห้วงน้ำ ๔ แห่งตามความตื้นลึกจริงเทียบกับที่มองเห็น คือตื้นแต่ดูเหมือนลึก (มีกิริยาน่าเลื่อมใสแต่ยังไม่รู้แจ้งอริยสัจ) ลึกแต่ดูเหมือนตื้น (กิริยาไม่น่าเลื่อมใสแต่รู้แจ้งแล้ว) ตื้นและดูตื้น และลึกและดูลึก เป็นอุปมาชุดเดียวกับมะม่วงและหม้อน้ำก่อนหน้า ย้ำประเด็นเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกไม่อาจบอกภูมิธรรมภายในได้เสมอไป
- หน้า ๑๙๔–๑๙๗ อุปมาบุคคลด้วยโคและอสรพิษ: ความดุร้ายต่อพวกตน และพิษที่มาเร็วหรือร้ายแรง อุปมาโค ๔ ตัวที่ดุร้ายต่อฝูงตนเอง ฝูงอื่น ทั้งสองฝ่าย หรือไม่ดุร้ายเลย เปรียบกับบุคคลที่ทำให้พวกพ้องหรือคนภายนอกหวาดกลัว จากนั้นอุปมาอสรพิษ ๔ ชนิดตามความเร็วและความร้ายแรงของพิษ เปรียบกับบุคคลที่โกรธง่ายแต่หายเร็ว (พิษมาเร็วแต่ไม่ร้าย) กับผู้ไม่ค่อยโกรธแต่เมื่อโกรธแล้วผูกใจเจ็บนาน (พิษมาช้าแต่ร้ายแรง) ชี้ให้เห็นว่าความถี่ของความโกรธกับความรุนแรงของการผูกอาฆาตเป็นคนละมิติกัน
- หน้า ๑๙๗–๒๐๐ การกล่าวชมหรือติโดยไตร่ตรอง และบุคคลผู้อาศัยผลความเพียรหรือผลบุญ อธิบายบุคคลที่กล่าวติหรือชมผู้อื่นโดยไม่ไตร่ตรอง เช่น ชมเดียรถีย์ผู้ปฏิบัติผิดว่าปฏิบัติดี หรือติพระพุทธเจ้าและสาวกผู้ปฏิบัติดีว่าปฏิบัติผิด เทียบกับบุคคลที่ไตร่ตรองรอบคอบก่อนกล่าวจริงตามกาลอันควร รวมถึงผู้วางเฉยไม่กล่าวทั้งชมทั้งติเมื่อไม่แน่ใจ ปิดท้ายด้วยบุคคลผู้เลี้ยงชีพด้วยผลของความขยันหมั่นเพียรเอง ต่างจากเทวดาชั้นสูงที่เสวยผลบุญอย่างเดียว และสัตว์นรกที่ไม่มีทั้งสองอย่าง
- หน้า ๒๐๐–๒๐๒ บุคคลมืดมาสู่มืด มืดมาสู่สว่าง สว่างมาสู่มืด สว่างมาสู่สว่าง จำแนกบุคคล ๔ จำพวกโดยจับคู่กำเนิด (เกิดในตระกูลต่ำอย่างจัณฑาลหรือตระกูลสูงอย่างกษัตริย์มหาศาล) กับความประพฤติ (ทุจริตหรือสุจริต) ชี้ว่าคนเกิดต่ำก็อาจประพฤติดีจนไปสู่สุคติได้ (มืดมาสู่สว่าง) เช่นเดียวกับคนเกิดสูงก็อาจประพฤติชั่วจนตกนรกได้ (สว่างมาสู่มืด) สะท้อนหลักที่ว่าชาติกำเนิดไม่ใช่ตัวกำหนดสุคติหรือทุคติ แต่กรรมที่ทำต่างหากที่กำหนด
- หน้า ๒๐๒–๒๐๔ บุคคลผู้น้อมหรือเย่อหยิ่งกาย และอุปมาต้นไม้: แก่นในตัวหรือแก่นในบริวาร กล่าวถึงบุคคล ๔ จำพวกโดยย่อเรื่องความอ่อนน้อมหรือเย่อหยิ่งทั้งก่อนและหลัง (ข้อความในต้นฉบับย่อไว้มากด้วยคำว่า ฯเปฯ) จากนั้นอุปมาต้นไม้ ๔ ต้นตามคุณภาพเนื้อไม้ (กระพี้หรือแก่น) ของลำต้นเทียบกับบริวาร เช่น ตัวเองทุศีลแต่บริษัทมีศีล (กระพี้มีแก่นห้อมล้อม) หรือตัวเองมีศีลแต่บริษัทไร้ศีล (แก่นมีกระพี้ห้อมล้อม) ชี้ว่าคุณธรรมของบุคคลกับคุณธรรมของหมู่คณะที่แวดล้อมอาจไม่ตรงกันเสมอไป
- หน้า ๒๐๔–๒๐๖ ความเลื่อมใสที่ตั้งบนรูปเสียงหรือธรรม และการปฏิบัติเพื่อตนหรือเพื่อผู้อื่น อธิบายบุคคล ๔ จำพวกตามสิ่งที่ทำให้เกิดความเลื่อมใส คือรูปร่างหน้าตา คำเล่าลือสรรเสริญ ความเศร้าหมองแบบนักพรต หรือแก่นธรรมคือศีลสมาธิปัญญาโดยตรง จากนั้นอธิบายบุคคล ๔ จำพวกตามการปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนหรือผู้อื่นในเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ ตั้งแต่ทำเพื่อตนอย่างเดียวไปจนถึงทำทั้งเพื่อตนและชักชวนผู้อื่นด้วย
- หน้า ๒๐๖–๒๐๙ บุคคลผู้ทรมานตนเอง ผู้ทรมานผู้อื่น และผู้ทรมานทั้งสองฝ่าย พรรณนาบุคคลผู้ทรมานตนเอง คือนักบวชเปลือยกายที่ถือวัตรเคร่งครัดสุดโต่งนานัปการ เช่น อดอาหาร กินแต่ผักหญ้าหรือมูลโค นุ่งห่มผ้าเปลือกไม้หรือหนังสัตว์ ถอนผมหนวด ยืนไม่นั่ง นอนบนหนาม อาบน้ำวันละสามครั้ง ตรงข้ามกับบุคคลผู้ทรมานผู้อื่น ได้แก่คนมีอาชีพทารุณ เช่น คนฆ่าแพะ ฆ่าสุกร ฆ่าสัตว์ปีก โจร เพชฌฆาต และผู้ทรมานทั้งสองฝ่ายพร้อมกัน คือพระราชาหรือพราหมณ์มหาศาลผู้จัดพิธีบูชายัญใหญ่ สั่งฆ่าโค แพะ แกะ ม้าจำนวนมาก พร้อมทั้งบังคับใช้แรงงานทาสกรรมกรด้วยความหวาดกลัว
- หน้า ๒๐๙–๒๑๖ บุคคลผู้ไม่ทรมานทั้งตนและผู้อื่น: เส้นทางออกบวชสู่ความหลุดพ้น พรรณนาบุคคลจำพวกที่สี่ผู้ไม่ทรมานทั้งตนเองและผู้อื่น ด้วยการเล่าเส้นทางแบบแผนของผู้ฟังธรรมจากพระตถาคตแล้วเกิดศรัทธา สละเรือนออกบวช สำรวมในศีล สำรวมอินทรีย์ มีสติสัมปชัญญะ อยู่ป่าเจริญฌานทั้งสี่ จนได้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณ และอาสวักขยญาณ บรรลุความหลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง เป็นผู้ไม่หิวกระหาย ดับเย็น เสวยสุขในธรรมปัจจุบัน นับเป็นข้อความยาวที่สุดในหมวดนี้ แสดงแบบแผนมาตรฐานของเส้นทางบรรพชาสู่อรหัตตผล
- หน้า ๒๑๖–๒๑๗ บุคคลผู้ยังละราคะโทสะโมหะมานะไม่ได้ และผู้ได้สมถะหรือวิปัสสนา นิยามบุคคล ๔ จำพวกสั้นๆ ตามกิเลสที่ยังละไม่ได้ คือมีราคะ มีโทสะ มีโมหะ หรือมีมานะ จากนั้นอธิบายบุคคล ๔ จำพวกตามการได้หรือไม่ได้เจโตสมถะ (สมาธิภายใน) กับอธิปัญญาธรรมวิปัสสนา ชี้ว่าทั้งสองด้านนี้อาจมีเพียงด้านเดียว มีทั้งคู่ หรือไม่มีเลยก็ได้ในบุคคลแต่ละคน
- หน้า ๒๑๗–๒๑๘ บุคคลผู้ไหลตามกระแส ทวนกระแส หยุดอยู่ และข้ามพ้นไปแล้ว จำแนกบุคคล ๔ จำพวกตามความสัมพันธ์กับกระแสกิเลส คือผู้ไหลตามกระแส (เสพกามและทำบาปตามใจ) ผู้ทวนกระแส (แม้ทุกข์ใจถึงร้องไห้ก็ยังประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์) ผู้หยุดอยู่แล้ว (พระอนาคามีผู้สิ้นสังโยชน์เบื้องต่ำ) และผู้ข้ามถึงฝั่งยืนบนบกแล้ว (พระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะ)
- หน้า ๒๑๘–๒๑๙ ผู้รู้น้อยหรือรู้มากที่ตั้งมั่นในธรรมหรือไม่ และสมณะสี่ระดับ ปิดหมวดจตุกกะ อธิบายบุคคล ๔ จำพวกตามปริมาณความรู้พระธรรม (น้อยหรือมาก) เทียบกับการเข้าใจอรรถเข้าใจธรรมและปฏิบัติตามสมควรแก่ธรรมหรือไม่ ชี้ว่าความรู้มากไม่มีประโยชน์หากไม่นำไปปฏิบัติ จากนั้นเปรียบสมณะ ๔ ระดับกับดอกบัว คือสมณะผู้ไม่หวั่นไหว (โสดาบัน) สมณะดุจดอกบัวแดง (สกทาคามี) สมณะดุจดอกบัวขาว (อนาคามี) และสมณะผู้ละเอียดอ่อนที่สุดในหมู่สมณะ (อรหันต์) ปิดท้ายหมวดจตุกกนิทเทส
- หน้า ๒๒๐–๒๒๑ บุคคลผู้เดือดร้อนใจในบาปหรือไม่ และบุคคลที่ห้าผู้ตักเตือนให้เสมอกัน เปิดหมวดปัญจกนิทเทสด้วยบุคคล ๔ แบบที่ผสมกันระหว่างการยังทำบาปหรือเลิกแล้ว กับความเดือดร้อนใจหรือไม่เดือดร้อนใจในบาปนั้น แต่ยังไม่รู้แจ้งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ ซึ่งบุคคลที่ห้า (ผู้เป็นครูหรือกัลยาณมิตร) พึงกล่าวตักเตือนให้ละอาสวะที่เกิดจากการทำบาปและจากความเดือดร้อนใจ เพื่อฝึกจิตและปัญญาจนเสมอกับตนได้ตามลำดับ
- หน้า ๒๒๑–๒๒๒ บุคคลผู้ดูหมิ่นเพราะให้แล้วหรืออยู่ร่วมกันนาน ผู้โลเล และผู้โง่เขลา จำแนกบุคคลที่มีข้อบกพร่องทางจิตใจห้าประการ ได้แก่ ผู้ดูหมิ่นผู้รับหลังจากที่ตนให้ทาน ผู้ดูหมิ่นเพราะอยู่ร่วมกันมานาน ผู้มีใจโอนเอียงไปตามคำชมหรือคำติของผู้อื่นโดยง่าย ผู้โลเลมีศรัทธาความภักดีความรักและความเลื่อมใสตื้นๆ ไม่มั่นคง และผู้โง่เขลาไม่รู้จักแยกแยะกุศลอกุศล บาปบุญ สูงต่ำ
- หน้า ๒๒๒–๒๒๓ อุปมาบุคคลด้วยนักรบ ๕ จำพวก ตามความอดทนต่อสมรภูมิ อุปมานักรบ ๕ แบบตามระดับความกล้าหาญ ตั้งแต่ผู้เห็นเพียงฝุ่นสงครามก็ท้อถอย ผู้ทนฝุ่นได้แต่เห็นธงชัยข้าศึกก็ท้อ ผู้ทนได้ทั้งสองแต่ได้ยินเสียงโห่ร้องก็ท้อ ผู้ทนได้ทั้งหมดแต่บาดเจ็บหรือตายในสนามรบ ไปจนถึงนักรบผู้ชนะสงครามครอบครองสมรภูมิได้สำเร็จ เป็นอุปมาที่จะนำไปเทียบกับการต่อสู้ทางจิตใจของภิกษุในหัวข้อถัดไป
- หน้า ๒๒๓–๒๒๗ ภิกษุ ๕ จำพวกในสมรภูมิกิเลส ตั้งแต่ท้อถอยเพียงได้ยินข่าวจนถึงชนะเด็ดขาด นำอุปมานักรบมาเทียบกับภิกษุที่เผชิญมาตุคาม (สตรี) ผู้ท้อถอยเพียงได้ยินข่าวลือว่ามีหญิงงาม (ฝุ่นสงคราม) จนบอกลาสิกขา ผู้ทนข่าวลือได้แต่พอเห็นหญิงงามด้วยตาก็ท้อ (ธงชัย) ผู้ทนเห็นได้แต่พอถูกหญิงเกี้ยวพาราสีหัวเราะเยาะก็ท้อ (เสียงโห่ร้อง) ผู้ทนได้ทั้งหมดแต่เมื่อถูกสัมผัสกายก็ยอมเสพเมถุน (ถูกฟันในสนามรบ) และภิกษุผู้เมื่อถูกสัมผัสกายก็สลัดหนีไปสู่ที่สงัด เจริญฌานจนสิ้นอาสวะบรรลุอรหัตตผล (ชนะสงครามครอบครองสมรภูมิ) แสดงระดับความมั่นคงทางจิตต่อกามารมณ์ของภิกษุ
- หน้า ๒๒๗–๒๒๙ ผู้ถือบิณฑบาตและอยู่ป่าช้าด้วยเหตุผลต่างกัน ๕ แบบ ปิดหมวดปัญจกะ จำแนกผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตและผู้อยู่ป่าช้าอย่างละ ๕ แบบ โดยสี่แบบแรกทำเพราะเหตุผลที่ไม่ประณีต เช่น เขลา ปรารถนาลาภ วิกลจริต หรือทำตามที่พระพุทธเจ้าสรรเสริญเฉยๆ ส่วนแบบที่ห้าซึ่งประเสริฐที่สุดทำเพราะต้องการมักน้อย สันโดษ ขัดเกลากิเลส เปรียบเหมือนเปรียง (หัวกะทิของนมส้ม) ที่เป็นยอดของผลิตภัณฑ์นมทั้งหมด ระหว่างนี้มีการไล่รายชื่อธุดงควัตรอื่นอีกแปดข้อโดยย่อ ปิดท้ายหมวดปัญจกนิทเทส
- หน้า ๒๒๙–๒๓๐ หกระดับผู้รู้แจ้งสัจธรรม จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงพระโสดาบัน เปิดหมวดฉักกนิทเทสด้วยการจัดลำดับบุคคลหกจำพวกตามขอบเขตการตรัสรู้ ตั้งแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เองและถึงพร้อมด้วยสัพพัญญุตญาณและทศพลญาณ พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เองแต่ไม่ถึงสัพพัญญุตญาณ พระอัครสาวกสารีบุตรและโมคคัลลานะผู้บรรลุสาวกบารมี พระอรหันต์ทั่วไปที่เหลือ พระอนาคามี และพระโสดาบันกับสกทาคามีผู้ยังทำที่สุดทุกข์ในชาตินี้ไม่ได้
- หน้า ๒๓๐–๒๓๓ อุปมาการผุดว่ายในน้ำเจ็ดขั้น และวิมุตติแปดจำพวก เปิดหมวดสัตตกนิทเทสด้วยอุปมาคนในน้ำเจ็ดระดับ ตั้งแต่จมมิดตลอด (คนมีแต่อกุศลธรรมฝ่ายดำล้วน) ผุดขึ้นแล้วจมอีก (ศรัทธาหิริโอตตัปปะวิริยะปัญญาเสื่อมถอย) ผุดขึ้นแล้วทรงตัวอยู่ (คุณธรรมไม่เสื่อมไม่เจริญ) ผุดขึ้นแลดูรอบ (โสดาบัน) ผุดขึ้นแหวกว่ายข้าม (สกทาคามี) ผุดขึ้นถึงที่ตื้นพอยืนได้ (อนาคามี) จนถึงข้ามถึงฝั่งยืนบนบก (อรหันต์) ตามด้วยชื่อบุคคลผู้หลุดพ้นเจ็ดแบบ เช่น อุภโตภาควิมุตติและปัญญาวิมุตติ แล้วปิดท้ายด้วยหมวดอัฏฐกนิทเทสที่สั้นมาก ระบุเพียงคู่มรรคผลสี่ระดับตั้งแต่โสดาปัตติมรรคถึงอรหัตตผลรวมแปดจำ
- หน้า ๒๓๓–๒๓๕ เก้าจำพวกผู้ตรัสรู้และหลุดพ้น จากพระพุทธเจ้าถึงสัทธานุสารี หมวดนวกนิทเทสประมวลบุคคลเก้าจำพวกที่กล่าวถึงแล้วในหมวดก่อนๆ มารวมไว้ในที่เดียว ตั้งแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้หลุดพ้นทั้งสองทาง (อุภโตภาควิมุตติ) ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา กายสักขี ทิฏฐิปัตตะ สัทธาวิมุตติ ธัมมานุสารี จนถึงสัทธานุสารีผู้ยังปฏิบัติเพื่อบรรลุโสดาปัตติผล
- หน้า ๒๓๕–๒๓๖ สิบจำพวกผู้ถึงที่สุดในโลกนี้หรือละโลกนี้ไปก่อน และคำปิดท้ายคัมภีร์ปุคคลบัญญัติ หมวดทสกนิทเทสปิดท้ายด้วยการจัดกลุ่มพระอริยบุคคลสิบจำพวกเป็นสองชุด ชุดแรกห้าจำพวกผู้ถึงที่สุดในโลกนี้เอง เช่น พระสกทาคามีและผู้เป็นอรหันต์ในชาตินี้ ชุดที่สองห้าจำพวกผู้ถึงที่สุดเมื่อละโลกนี้ไปแล้ว คือพระอนาคามีประเภทต่างๆ ตามลักษณะการปรินิพพาน (อันตราปรินิพพายี อุปหัจจปรินิพพายี อสังขารปรินิพพายี สสังขารปรินิพพายี และอุทธังโสตอกนิฏฐคามี) เนื้อหาจบลงด้วยคำปิดท้ายคัมภีร์ที่ยืนยันชัดเจนว่า "เอตฺตาวตา ปุคฺคลานํ ปุคฺคลปญฺญตฺติ ฯ ปุคฺคลปญฺญตฺติปฺปกรณํ ฉภาณวารํ นิฏฺฐิตํ ฯ" คือจุดจบของคัมภีร์ปุคคลบัญญัติ
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐