ยมก ภาค ๑

ฉบับ มมร. · พระอภิธรรมปิฎก · เล่มที่ ๘๓ · ๑๐๓๕ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๒๖ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๒ อนุสยยมก - เริ่มต้น + ปริจเฉทวาระ/ปริจฉินนุทเทสวาระ เปิดเล่มด้วยอนุสัย ๗ ประการ (กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย) แล้ววางฐานนิยามว่าอนุสัยแต่ละตัว "นอนเนื่อง" ณ ที่ใดบ้าง: กามราคานุสัยแฝงเฉพาะเวทนาสุข-อุเบกขาในกามธาตุ ปฏิฆานุสัยแฝงเฉพาะทุกขเวทนา มานานุสัยแฝงทั้งสามภูมิ ทิฏฐานุสัย-วิจิกิจฉานุสัย-อวิชชานุสัยแฝงกว้างที่สุด (ทุกธรรมที่นับเนื่องด้วยสักกายทิฏฐิ) ภวราคานุสัยแฝงเฉพาะรูป-อรูปธาตุ การวางฐานนี้เป็นตัวกำหนดคำตอบของคำถามคู่ทั้งหมดที่ตามมา
  2. หน้า ๓–๗๖ อนุสยยมก - อนุสยวาร: อนุโลม ทดสอบคู่คำถามแบบอนุโลม ("ถ้าอนุสัย ก นอนเนื่องอยู่แก่บุคคล/ภูมิใด อนุสัย ข ก็นอนเนื่องอยู่ด้วยหรือไม่") ไล่จากมูลฐานเดี่ยวถึงมูลฐาน ๖ ตัวรวมกัน ผ่านสามขอบเขต (บุคคล/ภูมิ/บุคคลในภูมิ) ข้อยกเว้นสำคัญคือพระอนาคามีผู้ละกามราคะ-ปฏิฆะแล้วแต่ยังมีมานะ ภวราคะ อวิชชาเหลืออยู่ และปุถุชนที่ยังมีทิฏฐิ-วิจิกิจฉาซึ่งถูกละหมดตั้งแต่ขั้นโสดาบัน แสดงว่าอนุสัยแต่ละตัวถูกละไปตามลำดับมรรคที่ต่างกัน
  3. หน้า ๗๗–๑๔๒ อนุสยยมก - อนุสยวาร: ปฏิโลม (ปิดวาร) ด้านตรงข้าม ทดสอบคำถามปฏิเสธว่าไม่นอนเนื่องอยู่ ไล่มูลฐาน ๑-๖ ซ้ำสามขอบเขตเช่นกัน จุดเด่นคือคำตอบมักลงเอยที่พระอรหันต์ผู้ละอนุสัยครบทั้ง ๗ (บุคคลเดียวที่ไม่มีอนุสัยใดนอนเนื่องเหลืออยู่เลย) และอปริยาปันนธรรม (สภาวะโลกุตระ) เป็นขอบเขตที่ไม่มีอนุสัยใดแฝงอยู่ได้โดยธรรมชาติ ปิดมหาวาระที่ ๑ (อนุสยวาร) ทั้งหมด
  4. หน้า ๑๔๓–๒๑๒ อนุสยยมก - สานุสยวาร: อนุโลม มหาวาระที่ ๒ ถามเชิงบวกว่า "บุคคลใดมีความนอนเนื่องด้วยอนุสัย ก บุคคลนั้นก็มีอนุสัย ข ด้วยหรือไม่" แก่นสำคัญคือความไม่สมมาตร เช่นผู้มีกามราคานุสัยย่อมมีมานานุสัยด้วย แต่ผู้มีมานานุสัยไม่จำเป็นต้องมีกามราคานุสัย (อนาคามีมีมานะนอนเนื่องแต่ละกามราคะแล้ว) มีเฉพาะปุถุชนเท่านั้นที่มีทิฏฐิ-วิจิกิจฉาครบ ในระดับภูมิ มานะ-ภวราคะ-อวิชชานอนเนื่องได้ทั้งรูป-อรูปธาตุ ขณะที่กามราคะ-ปฏิฆะผูกเฉพาะกามธาตุ
  5. หน้า ๒๑๓–๒๙๑ อนุสยยมก - สานุสยวาร: ปฏิโลม (ปิดวาร) ฝ่ายปฏิเสธ ถามว่า "บุคคลใดไม่มีความนอนเนื่องด้วยอนุสัย ก บุคคลนั้นก็ไม่มีอนุสัย ข ด้วยหรือไม่" ข้อยกเว้นผูกกับภูมิพระอริยบุคคล เช่นพระอนาคามีไม่มีปฏิฆานุสัยแต่ยังไม่หมดภวราคะ-อวิชชา พระอรหันต์เท่านั้นไม่มีอนุสัยใดในที่ทั้งปวง นอกจากนี้ผูกกับภูมิ เช่นปฏิฆานุสัยไม่มีในรูป-อรูปธาตุอยู่แล้ว (โทมนัสเกิดเฉพาะกามธาตุ) ทำให้ความไม่มีที่นั่นไม่ได้แปลว่าไม่มีอนุสัยตัวอื่นด้วย ปิดมหาวาระที่ ๒ ทั้งหมด
  6. หน้า ๒๙๒–๓๔๖ อนุสยยมก - ปชหนวาร: อนุโลม มหาวาระที่ ๓ ถามว่า "ผู้ละอนุสัยหนึ่งแล้ว ย่อมละอีกอนุสัยหนึ่งด้วยหรือไม่" คำตอบสะท้อนกลุ่มกิเลสที่ละพร้อมกันในแต่ละมรรค: โสดาปัตติมรรคละทิฏฐิ+วิจิกิจฉาพร้อมกัน อนาคามิมรรคละกามราคะ+ปฏิฆะพร้อมกัน อรหัตมรรคละมานะ+ภวราคะ+อวิชชาพร้อมกัน โอกาสวาระเพิ่มมิติที่ตั้ง เช่นละมานะที่รูปธาตุไม่แปลว่าละกามราคะที่นั่นด้วยเพราะกามราคะไม่มีในภูมินั้นอยู่แล้ว
  7. หน้า ๓๔๗–๔๒๗ อนุสยยมก - ปชหนวาร: ปฏิโลม (ปิดวาร) ทดสอบว่า "ผู้ยังไม่ละอนุสัยหนึ่ง ย่อมไม่ละอีกอนุสัยหนึ่งด้วยหรือไม่" คำตอบขึ้นกับบุคคล ๓ จำพวก: ผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค (ยังไม่ละกามราคะ/ปฏิฆะ/มานะบางส่วน) ผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค (ยังไม่ละภวราคะ/อวิชชาที่ทุกขเวทนา) และบุคคลที่ ๘ คือผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค (ยังไม่ละทิฏฐิ/วิจิกิจฉา) — แต่ละจำพวกยังไม่ละอนุสัยต่างชนิดจากฐานต่างกัน ทำให้ความไม่ละไม่สมมูลกันเสมอ ปิดมหาวาระที่ ๓ ทั้งหมด
  8. หน้า ๔๒๘–๔๘๒ อนุสยยมก - ปริญญาวาร: อนุโลม มหาวาระที่ ๔ ถามว่า "ผู้กำหนดรู้อนุสัยหนึ่ง ย่อมกำหนดรู้อีกอนุสัยหนึ่งด้วยหรือไม่" เนื่องจากปริญญาเกิดพร้อมมรรคญาณซึ่งกำหนดรู้กิเลสที่ตั้งอยู่ในภูมิ/ฐานเดียวกันพร้อมกันทั้งหมด คำตอบส่วนใหญ่จึงตรงไปตรงมากว่าปชหนวาร ยกเว้นบางคู่ (เช่นกามราคะ-ภวราคะ) ที่ตอบปฏิเสธเพราะอยู่คนละภูมิ (กามธาตุ vs รูป-อรูปธาตุ)
  9. หน้า ๔๘๓–๕๖๕ อนุสยยมก - ปริญญาวาร: ปฏิโลม (ปิดวาร) ทดสอบว่า "ผู้ไม่กำหนดรู้อนุสัยหนึ่ง ย่อมไม่กำหนดรู้อีกอนุสัยหนึ่งด้วยหรือไม่" ในระดับบุคคลล้วนส่วนใหญ่ตอบ "ใช่" ตรงไปตรงมา แต่เมื่อเพิ่มมิติภูมิเข้ามาก็ซับซ้อนขึ้นเพราะต้องแยกฐานที่ยังไม่กำหนดรู้แต่ละอนุสัยไม่ตรงกัน ข้อยกเว้นสำคัญ เช่นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคไม่กำหนดรู้กามราคานุสัยที่ทุกขเวทนาเท่านั้นแต่ยังไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัยที่รูป-อรูปธาตุด้วย ปิดมหาวาระที่ ๔ ทั้งหมด
  10. หน้า ๕๖๖–๖๓๒ อนุสยยมก - ปหีนวาร: อนุโลม มหาวาระที่ ๕ ถามว่า "อันบุคคลใดละได้แล้ว...การละอนุสัยหนึ่งเป็นเหตุให้ละอนุสัยที่เกี่ยวเนื่องด้วยหรือไม่" ในบุคคลวาระ กามราคะ-ปฏิฆะละพร้อมกันเสมอ (ทั้งคู่ถูกละโดยอนาคามิมรรคเดียวกัน) แต่มานะ-อวิชชาละได้เฉพาะพระอรหันต์เท่านั้น ทิฏฐิ-วิจิกิจฉาละพร้อมกันที่โสดาปัตติมรรค เมื่อเข้าสู่โอกาสวาระ/ปุคคโลกาสวาระ คำตอบเปลี่ยนเป็น "ไม่พึงกล่าวว่าละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว" เป็นส่วนใหญ่ เพราะการละอนุสัยหนึ่งในที่หนึ่งไม่ได้แปลว่าอนุสัยอีกตัวถูกละในที่เดียวกันเสมอไป
  11. หน้า ๖๓๓–๗๐๐ อนุสยยมก - ปหีนวาร: ปฏิโลม (ปิดวาร) กลับด้านเป็นรูปปัจจนิก "อันบุคคลใดยังละไม่ได้..." กามราคะ-ปฏิฆะยังคงสัมพันธ์กันแบบสมมาตร (ยังละไม่ได้พร้อมกัน) แต่คู่อื่น เช่นปฏิฆะกับอวิชชาไม่สมมาตร เพราะพระอนาคามีละปฏิฆะได้แล้วแต่ยังละอวิชชาไม่ได้ ในโอกาสวาระ/ปุคคโลกาสวาระ คำตอบสะท้อนที่ตั้งไม่เท่ากันของอนุสัยแต่ละคู่ กามราคะกับปฏิฆะไม่เคยนอนเนื่องร่วมภูมิจึง "ไม่พึงกล่าว" ปิดมหาวาระที่ ๕ ทั้งหมด
  12. หน้า ๗๐๑–๗๐๔ อนุสยยมก - อุปปัชชนวาร: อนุโลม+ปัจจนิก มหาวาระที่ ๖ เปลี่ยนกรอบจากอนุสัย "นอนเนื่อง" เป็นอนุสัย "กำลังเกิดขึ้น" แก่บุคคล โครงสร้างคำถามซ้ำแบบอนุสยวาระทั้งฝ่ายอนุโลมและปัจจนิก แต่เนื้อหาย่อมาก (ระบุ "นักศึกษาพึงให้พิสดาร" คือให้ผู้อ่านขยายความเอง) เป็นมหาวาระที่สั้นที่สุดในอนุสยยมก
  13. หน้า ๗๐๕–๗๔๖ อนุสยยมก - ธาตุวาร: ปัญหาวาระ+วิสัชนาวาระ (ปิดอนุสยยมกที่ ๗) มหาวาระสุดท้าย เปลี่ยนคำถามทั้งหมด เมื่อบุคคลจุติจากภูมิหนึ่งแล้วเข้าถึงอีกภูมิหนึ่ง จะมีอนุสัยกี่ตัวนอนเนื่อง/ไม่นอนเนื่อง/ดับไป คำตอบสะท้อนหลักว่าการข้ามภูมิเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้อนุสัยดับ มีแต่มรรคญาณเท่านั้นที่ตัดได้ จำนวนอนุสัยแปรตามระดับบุคคลไม่ใช่ตามภูมิที่ไปเกิด บางกรณีจุติ-ปฏิสนธิเป็นไปไม่ได้โดยตรง (เช่นอรูปธาตุสู่รูปธาตุ) ต้องอธิบายผ่านภูมิต่ำกว่าก่อน ปิดอนุสยยมกที่ ๗ (มหาวาระที่ ๗) โดยสมบูรณ์
  14. หน้า ๗๔๗–๗๖๕ อรรถกถาอนุสยยมก - ภาพรวมโครงสร้างและที่ตั้งอนุสัย ๗ อธิบายโครงเทศนา ๓ วาระเบื้องต้นและมหาวาระ ๗ พร้อมนับจำนวนยมกแต่ละมหาวาระ (อนุสยวาระมี ๒๑๖ ยมก) จากนั้นอธิบายที่ตั้งเฉพาะของอนุสัยแต่ละตัวอย่างมีเหตุผล เช่นกามราคะเฉพาะสุข/อุเบกขาเวทนาฝ่ายกามธาตุ ปฏิฆะเฉพาะทุกขเวทนา มานะครอบคลุม ๓ ภูมิ ทิฏฐิ-วิจิกิจฉาทั่ว ๓ ภูมิยกเว้นโลกุตตระ ภวราคะเฉพาะรูป-อรูปธาตุ อวิชชาทั่วทุกภูมิ — เป็นกุญแจอธิบายความแตกต่างของคำตอบในพระบาลี
  15. หน้า ๗๖๖–๗๘๑ อรรถกถาอนุสยยมก - อนุสยวารกถาถึงธาตุวารกถา (ปิดอรรถกถาอนุสยยมก) ไขเหตุผลเชิงเทคนิคของแต่ละมหาวาระ: ทำไมตอบ "ใช่" ทั้งที่กามราคะ-ปฏิฆะไม่เกิดร่วมขณะจิต (เพราะ "นอนเนื่อง" หมายถึงกิเลสที่ยังละไม่ได้ ไม่ใช่ขณะปัจจุบัน) เปรียบ "มีอนุสัย" กับคนป่วยที่นับว่าป่วยแม้อาการยังไม่กำเริบ ระบุพระอนาคามีละกามราคะ-ปฏิฆะได้ พระอรหันต์ละที่เหลือทั้งหมด และอธิบายว่าทำไมขณะปฏิสนธิ (วิบากจิต) จึงยังนับว่ามีอนุสัยนอนเนื่องได้ ปิดท้ายด้วยการปิดอรรถกถาอนุสยยมกทั้งหมด ซึ่งเป็นการปิดยมกที่ ๗ โดยสมบูรณ์
  16. หน้า ๗๘๒–๘๑๓ จิตตยมกที่ ๘ - อุทเทสวาระ เริ่มยมกใหม่ ตั้งคำถาม (มาติกา) ทั้งหมดว่าจิตที่ "กำลังเกิด/เกิดแล้ว/กำลังดับ/ดับแล้ว/เคยเกิด/เคยดับ/จักเกิด/จักดับ" แต่ละคู่บ่งบอกซึ่งกันและกันหรือไม่ ทั้งฝ่ายอนุโลมและปฏิโลม ตั้งคำถามชุดเดียวกันซ้ำ ๓ แบบ (ธรรมวาร/ปุคคลวาร/ปุคคลธรรมวาร) แล้วขยายไปยังจิตประเภทย่อย (จิตมีราคะ/ปราศจากราคะ กุศล/อกุศล/อัพยากตะ ฯลฯ) ในมิสสกวารุทเทส
  17. หน้า ๘๑๔–๘๕๔ จิตตยมกที่ ๘ - นิทเทสวาระ (ปิดจิตตยมก) ตอบคำถามในอุทเทสข้างต้น จุดสำคัญคือ "ปัจฉิมจิต" (จิตดวงสุดท้ายก่อนปรินิพพาน) เป็นข้อยกเว้นเดียวที่ "จักดับ จักไม่เกิดอีก" ได้จริง ส่วนจิตอื่นแม้กำลังดับก็ยังจะเกิดขึ้นอีก ชี้ขอบเขต "อุปปาทขณะ" กับ "ภังคขณะ" อย่างละเอียด ปิดท้ายด้วยการสรุปว่าธรรมทั้งหมดเข้าสู่ยมก ๓ คือมูลยมก จิตตยมก ธรรมยมก จบจิตตยมกที่ ๘ โดยสมบูรณ์
  18. หน้า ๘๕๕–๘๖๕ อรรถกถาจิตตยมก (ปิดยมกที่ ๘) อธิบายความหมายของวาระย่อยทั้ง ๑๖ วาระ (เช่นอุปปาทนิโรธกาลสัมเภทวาระ = การปะปนกันแห่งกาลเกิด-ดับ) และเหตุผลที่คำตอบฝ่ายปฏิโลมบางข้อไม่เหมือนฝ่ายอนุโลม เช่นจิตมีราคะไม่ใช่ปัจฉิมจิต จึงดับแล้วต้องเกิดอีก ปิดอรรถกถาจิตตยมกและปิดยมกที่ ๘ โดยสมบูรณ์
  19. หน้า ๘๖๖–๘๘๑ ธัมมยมกที่ ๙ - ปัณณัตติวาระ มหาวาระแรกของธัมมยมก ทดสอบความเทียบเท่ากันของคำเรียกกับสภาวธรรม เช่น "กุศล" ชื่อว่า "กุศลธรรม" หรือไม่และกลับกัน นิทเทสยืนยันว่ากุศล/อกุศล/อัพยากตะแต่ละคำเทียบเท่ากับ -ธรรม ของตนโดยสมบูรณ์ เป็นการวางฐานบัญญัติก่อนเข้าสู่การทดสอบความเกิด-ดับในมหาวาระถัดไป
  20. หน้า ๘๘๒–๙๐๘ ธัมมยมก - ปวัตติอุปปาทวาระ กาลบริสุทธิ์ ทดสอบว่ากุศลธรรม/อกุศลธรรม/อัพยากตธรรมคู่หนึ่งกำลังเกิด/เคยเกิด/จักเกิดแก่บุคคลใดในภูมิใด จะบ่งบอกอีกคู่หนึ่งพร้อมกันหรือไม่ ข้อยกเว้นสำคัญ: ในอรูปภูมิขณะจิตกุศล/อกุศลเกิด อัพยากตธรรมไม่เกิดร่วมด้วย ในอสัญญสัตตภูมิมีแต่อัพยากตธรรมเกิด (ไม่มีจิต) สำหรับกาลอนาคต บุคคลผู้ถึงพร้อมอรหัตมรรคและพระอรหันต์กุศล/อกุศลจักไม่เกิดแก่ท่านอีกต่อไป มีแต่อัพยากตธรรม ส่วนปัจฉิมจิตทั้งกุศลและอัพยากตธรรมก็จักไม่เกิดอีกเลย
  21. หน้า ๙๐๙–๙๓๑ ธัมมยมก - อุปปาทวาระ กาลผสม (ปิดอุปปาทวาระ) ทดสอบกาลผสมทั้งสามคู่ (ปัจจุปปันนาตีต/ปัจจุปปันนานาคต/อตีตานาคต) ว่ากุศล/อกุศล/อัพยากตธรรมที่กำลังเกิด/เคยเกิด/จักเกิดในกาลหนึ่งเชื่อมโยงกับธรรมชนิดอื่นที่เกิดในกาลอื่นหรือไม่ ข้อยกเว้นสำคัญวนเวียนอยู่ที่ผู้เข้านิโรธสมาบัติ อสัญญสัตตพรหม พรหมสุทธาวาส และปัจฉิมจิตของพระอรหันต์ ปิดมหาวาระที่ ๒ (อุปปาทวาระ) ทั้งหมด
  22. หน้า ๙๓๒–๙๕๘ ธัมมยมก - นิโรธวาระ กาลบริสุทธิ์ มหาวาระที่ ๓ ว่าด้วยการดับ ในระดับบุคคลกุศลธรรมกับอกุศลธรรมไม่มีทางดับพร้อมกันในขณะจิตเดียวกันของบุคคลคนเดียว (จิตดวงหนึ่งเป็นกุศลหรืออกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น) แต่ในระดับภูมิกลับดับพร้อมกันได้เพราะเป็นจิตของบุคคลต่างกันในภูมิเดียวกัน ครอบคลุมกาลบริสุทธิ์ทั้งสาม
  23. หน้า ๙๕๙–๙๘๑ ธัมมยมก - นิโรธวาระ กาลผสม (ปิดนิโรธวาระ) สามส่วนกาลผสมของนิโรธวาระ ซักถามไขว้การดับของกุศล/อกุศล/อัพยากตธรรมข้ามกาลเวลา รูปแบบตรรกะเดียวกับอุปปาทวาระแต่ใช้กริยา "ดับ" แทน "เกิด" ปิดมหาวาระที่ ๓ ทั้งหมด
  24. หน้า ๙๘๒–๑๐๐๘ ธัมมยมก - ปวัตติอุปปาทนิโรธวาระ กาลบริสุทธิ์ มหาวาระที่ ๔ เปรียบเทียบ "การเกิด" ของธรรมชนิดหนึ่งกับ "การดับ" ของธรรมอีกชนิดหนึ่งในช่วงปวัตติกาล ในระดับบุคคลคำตอบเป็น "ไม่ใช่" เกือบทั้งหมด เพราะอุปปาทขณะกับภังคขณะเป็นคนละขณะของกระบวนจิตเดียวกัน แต่ในระดับภูมิกลับเป็น "ใช่" เสมอเพราะต่างคนต่างจิตในภูมิเดียวกันเกิด-ดับสวนทางกันพร้อมกันได้
  25. หน้า ๑๐๐๙–๑๐๓๐ ธัมมยมก - อุปปาทนิโรธวาระ กาลผสม (ปิดปวัตติวาระ) สามส่วนกาลผสมของมหาวาระที่ ๔ เปรียบเทียบการเกิดในกาลหนึ่งกับการดับในอีกกาลหนึ่งข้ามช่วงเวลา ยังคงหลักตรรกะเดิม (บุคคล=ไม่ใช่ ภูมิ=ใช่) ปิดมหาวาระที่ ๔ และกลุ่มปวัตติวาระทั้งหมดของธัมมยมก
  26. หน้า ๑๐๓๑–๑๐๓๕ ธัมมยมก - ภาวนาวาระ (จบธัมมยมก) + อรรถกถาธัมมยมก จบบริบูรณ์ (จบเล่ม) มหาวาระสุดท้าย (ภาวนาวาระ) ถามว่า "ผู้ใดกำลังเจริญกุศลธรรม ผู้นั้นชื่อว่ากำลังละอกุศลธรรมหรือไม่" ซึ่งตอบ "ใช่" ตรงกันทุกทาง แสดงว่าการเจริญกุศลกับการละอกุศลเป็นการกระทำเดียวกัน (ไม่รวมอัพยากตธรรมเพราะไม่ใช่สิ่งที่พึงเจริญหรือพึงละ) จากนั้นเป็นอรรถกถาธัมมยมกอธิบายโครงสร้าง ๓ มหาวาระ+อันตรวาระแบบเดียวกับขันธยมก ความหมายศัพท์เฉพาะ เช่น "ทุติยจิต" และ "โวทานจิต" ก่อนอรหัตมรรค ปิดท้ายด้วยโคลอฟอน "อรรถกถาธรรมยมก จบบริบูรณ์" ซึ่งเป็นจุดจบที่แท้จริงของเล่ม ๘๓ ครอบคลุมยมกที่ ๗ (อนุสย) ที่ ๘ (จิตต) และที