ยมก ภาค ๑
ฉบับ มมร. · พระอภิธรรมปิฎก · เล่มที่ ๘๓ · ๑๐๓๕ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๒๖ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๒ อนุสยยมก - เริ่มต้น + ปริจเฉทวาระ/ปริจฉินนุทเทสวาระ เปิดเล่มด้วยอนุสัย ๗ ประการ (กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย) แล้ววางฐานนิยามว่าอนุสัยแต่ละตัว "นอนเนื่อง" ณ ที่ใดบ้าง: กามราคานุสัยแฝงเฉพาะเวทนาสุข-อุเบกขาในกามธาตุ ปฏิฆานุสัยแฝงเฉพาะทุกขเวทนา มานานุสัยแฝงทั้งสามภูมิ ทิฏฐานุสัย-วิจิกิจฉานุสัย-อวิชชานุสัยแฝงกว้างที่สุด (ทุกธรรมที่นับเนื่องด้วยสักกายทิฏฐิ) ภวราคานุสัยแฝงเฉพาะรูป-อรูปธาตุ การวางฐานนี้เป็นตัวกำหนดคำตอบของคำถามคู่ทั้งหมดที่ตามมา
- หน้า ๓–๗๖ อนุสยยมก - อนุสยวาร: อนุโลม ทดสอบคู่คำถามแบบอนุโลม ("ถ้าอนุสัย ก นอนเนื่องอยู่แก่บุคคล/ภูมิใด อนุสัย ข ก็นอนเนื่องอยู่ด้วยหรือไม่") ไล่จากมูลฐานเดี่ยวถึงมูลฐาน ๖ ตัวรวมกัน ผ่านสามขอบเขต (บุคคล/ภูมิ/บุคคลในภูมิ) ข้อยกเว้นสำคัญคือพระอนาคามีผู้ละกามราคะ-ปฏิฆะแล้วแต่ยังมีมานะ ภวราคะ อวิชชาเหลืออยู่ และปุถุชนที่ยังมีทิฏฐิ-วิจิกิจฉาซึ่งถูกละหมดตั้งแต่ขั้นโสดาบัน แสดงว่าอนุสัยแต่ละตัวถูกละไปตามลำดับมรรคที่ต่างกัน
- หน้า ๗๗–๑๔๒ อนุสยยมก - อนุสยวาร: ปฏิโลม (ปิดวาร) ด้านตรงข้าม ทดสอบคำถามปฏิเสธว่าไม่นอนเนื่องอยู่ ไล่มูลฐาน ๑-๖ ซ้ำสามขอบเขตเช่นกัน จุดเด่นคือคำตอบมักลงเอยที่พระอรหันต์ผู้ละอนุสัยครบทั้ง ๗ (บุคคลเดียวที่ไม่มีอนุสัยใดนอนเนื่องเหลืออยู่เลย) และอปริยาปันนธรรม (สภาวะโลกุตระ) เป็นขอบเขตที่ไม่มีอนุสัยใดแฝงอยู่ได้โดยธรรมชาติ ปิดมหาวาระที่ ๑ (อนุสยวาร) ทั้งหมด
- หน้า ๑๔๓–๒๑๒ อนุสยยมก - สานุสยวาร: อนุโลม มหาวาระที่ ๒ ถามเชิงบวกว่า "บุคคลใดมีความนอนเนื่องด้วยอนุสัย ก บุคคลนั้นก็มีอนุสัย ข ด้วยหรือไม่" แก่นสำคัญคือความไม่สมมาตร เช่นผู้มีกามราคานุสัยย่อมมีมานานุสัยด้วย แต่ผู้มีมานานุสัยไม่จำเป็นต้องมีกามราคานุสัย (อนาคามีมีมานะนอนเนื่องแต่ละกามราคะแล้ว) มีเฉพาะปุถุชนเท่านั้นที่มีทิฏฐิ-วิจิกิจฉาครบ ในระดับภูมิ มานะ-ภวราคะ-อวิชชานอนเนื่องได้ทั้งรูป-อรูปธาตุ ขณะที่กามราคะ-ปฏิฆะผูกเฉพาะกามธาตุ
- หน้า ๒๑๓–๒๙๑ อนุสยยมก - สานุสยวาร: ปฏิโลม (ปิดวาร) ฝ่ายปฏิเสธ ถามว่า "บุคคลใดไม่มีความนอนเนื่องด้วยอนุสัย ก บุคคลนั้นก็ไม่มีอนุสัย ข ด้วยหรือไม่" ข้อยกเว้นผูกกับภูมิพระอริยบุคคล เช่นพระอนาคามีไม่มีปฏิฆานุสัยแต่ยังไม่หมดภวราคะ-อวิชชา พระอรหันต์เท่านั้นไม่มีอนุสัยใดในที่ทั้งปวง นอกจากนี้ผูกกับภูมิ เช่นปฏิฆานุสัยไม่มีในรูป-อรูปธาตุอยู่แล้ว (โทมนัสเกิดเฉพาะกามธาตุ) ทำให้ความไม่มีที่นั่นไม่ได้แปลว่าไม่มีอนุสัยตัวอื่นด้วย ปิดมหาวาระที่ ๒ ทั้งหมด
- หน้า ๒๙๒–๓๔๖ อนุสยยมก - ปชหนวาร: อนุโลม มหาวาระที่ ๓ ถามว่า "ผู้ละอนุสัยหนึ่งแล้ว ย่อมละอีกอนุสัยหนึ่งด้วยหรือไม่" คำตอบสะท้อนกลุ่มกิเลสที่ละพร้อมกันในแต่ละมรรค: โสดาปัตติมรรคละทิฏฐิ+วิจิกิจฉาพร้อมกัน อนาคามิมรรคละกามราคะ+ปฏิฆะพร้อมกัน อรหัตมรรคละมานะ+ภวราคะ+อวิชชาพร้อมกัน โอกาสวาระเพิ่มมิติที่ตั้ง เช่นละมานะที่รูปธาตุไม่แปลว่าละกามราคะที่นั่นด้วยเพราะกามราคะไม่มีในภูมินั้นอยู่แล้ว
- หน้า ๓๔๗–๔๒๗ อนุสยยมก - ปชหนวาร: ปฏิโลม (ปิดวาร) ทดสอบว่า "ผู้ยังไม่ละอนุสัยหนึ่ง ย่อมไม่ละอีกอนุสัยหนึ่งด้วยหรือไม่" คำตอบขึ้นกับบุคคล ๓ จำพวก: ผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค (ยังไม่ละกามราคะ/ปฏิฆะ/มานะบางส่วน) ผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค (ยังไม่ละภวราคะ/อวิชชาที่ทุกขเวทนา) และบุคคลที่ ๘ คือผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค (ยังไม่ละทิฏฐิ/วิจิกิจฉา) — แต่ละจำพวกยังไม่ละอนุสัยต่างชนิดจากฐานต่างกัน ทำให้ความไม่ละไม่สมมูลกันเสมอ ปิดมหาวาระที่ ๓ ทั้งหมด
- หน้า ๔๒๘–๔๘๒ อนุสยยมก - ปริญญาวาร: อนุโลม มหาวาระที่ ๔ ถามว่า "ผู้กำหนดรู้อนุสัยหนึ่ง ย่อมกำหนดรู้อีกอนุสัยหนึ่งด้วยหรือไม่" เนื่องจากปริญญาเกิดพร้อมมรรคญาณซึ่งกำหนดรู้กิเลสที่ตั้งอยู่ในภูมิ/ฐานเดียวกันพร้อมกันทั้งหมด คำตอบส่วนใหญ่จึงตรงไปตรงมากว่าปชหนวาร ยกเว้นบางคู่ (เช่นกามราคะ-ภวราคะ) ที่ตอบปฏิเสธเพราะอยู่คนละภูมิ (กามธาตุ vs รูป-อรูปธาตุ)
- หน้า ๔๘๓–๕๖๕ อนุสยยมก - ปริญญาวาร: ปฏิโลม (ปิดวาร) ทดสอบว่า "ผู้ไม่กำหนดรู้อนุสัยหนึ่ง ย่อมไม่กำหนดรู้อีกอนุสัยหนึ่งด้วยหรือไม่" ในระดับบุคคลล้วนส่วนใหญ่ตอบ "ใช่" ตรงไปตรงมา แต่เมื่อเพิ่มมิติภูมิเข้ามาก็ซับซ้อนขึ้นเพราะต้องแยกฐานที่ยังไม่กำหนดรู้แต่ละอนุสัยไม่ตรงกัน ข้อยกเว้นสำคัญ เช่นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคไม่กำหนดรู้กามราคานุสัยที่ทุกขเวทนาเท่านั้นแต่ยังไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัยที่รูป-อรูปธาตุด้วย ปิดมหาวาระที่ ๔ ทั้งหมด
- หน้า ๕๖๖–๖๓๒ อนุสยยมก - ปหีนวาร: อนุโลม มหาวาระที่ ๕ ถามว่า "อันบุคคลใดละได้แล้ว...การละอนุสัยหนึ่งเป็นเหตุให้ละอนุสัยที่เกี่ยวเนื่องด้วยหรือไม่" ในบุคคลวาระ กามราคะ-ปฏิฆะละพร้อมกันเสมอ (ทั้งคู่ถูกละโดยอนาคามิมรรคเดียวกัน) แต่มานะ-อวิชชาละได้เฉพาะพระอรหันต์เท่านั้น ทิฏฐิ-วิจิกิจฉาละพร้อมกันที่โสดาปัตติมรรค เมื่อเข้าสู่โอกาสวาระ/ปุคคโลกาสวาระ คำตอบเปลี่ยนเป็น "ไม่พึงกล่าวว่าละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว" เป็นส่วนใหญ่ เพราะการละอนุสัยหนึ่งในที่หนึ่งไม่ได้แปลว่าอนุสัยอีกตัวถูกละในที่เดียวกันเสมอไป
- หน้า ๖๓๓–๗๐๐ อนุสยยมก - ปหีนวาร: ปฏิโลม (ปิดวาร) กลับด้านเป็นรูปปัจจนิก "อันบุคคลใดยังละไม่ได้..." กามราคะ-ปฏิฆะยังคงสัมพันธ์กันแบบสมมาตร (ยังละไม่ได้พร้อมกัน) แต่คู่อื่น เช่นปฏิฆะกับอวิชชาไม่สมมาตร เพราะพระอนาคามีละปฏิฆะได้แล้วแต่ยังละอวิชชาไม่ได้ ในโอกาสวาระ/ปุคคโลกาสวาระ คำตอบสะท้อนที่ตั้งไม่เท่ากันของอนุสัยแต่ละคู่ กามราคะกับปฏิฆะไม่เคยนอนเนื่องร่วมภูมิจึง "ไม่พึงกล่าว" ปิดมหาวาระที่ ๕ ทั้งหมด
- หน้า ๗๐๑–๗๐๔ อนุสยยมก - อุปปัชชนวาร: อนุโลม+ปัจจนิก มหาวาระที่ ๖ เปลี่ยนกรอบจากอนุสัย "นอนเนื่อง" เป็นอนุสัย "กำลังเกิดขึ้น" แก่บุคคล โครงสร้างคำถามซ้ำแบบอนุสยวาระทั้งฝ่ายอนุโลมและปัจจนิก แต่เนื้อหาย่อมาก (ระบุ "นักศึกษาพึงให้พิสดาร" คือให้ผู้อ่านขยายความเอง) เป็นมหาวาระที่สั้นที่สุดในอนุสยยมก
- หน้า ๗๐๕–๗๔๖ อนุสยยมก - ธาตุวาร: ปัญหาวาระ+วิสัชนาวาระ (ปิดอนุสยยมกที่ ๗) มหาวาระสุดท้าย เปลี่ยนคำถามทั้งหมด เมื่อบุคคลจุติจากภูมิหนึ่งแล้วเข้าถึงอีกภูมิหนึ่ง จะมีอนุสัยกี่ตัวนอนเนื่อง/ไม่นอนเนื่อง/ดับไป คำตอบสะท้อนหลักว่าการข้ามภูมิเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้อนุสัยดับ มีแต่มรรคญาณเท่านั้นที่ตัดได้ จำนวนอนุสัยแปรตามระดับบุคคลไม่ใช่ตามภูมิที่ไปเกิด บางกรณีจุติ-ปฏิสนธิเป็นไปไม่ได้โดยตรง (เช่นอรูปธาตุสู่รูปธาตุ) ต้องอธิบายผ่านภูมิต่ำกว่าก่อน ปิดอนุสยยมกที่ ๗ (มหาวาระที่ ๗) โดยสมบูรณ์
- หน้า ๗๔๗–๗๖๕ อรรถกถาอนุสยยมก - ภาพรวมโครงสร้างและที่ตั้งอนุสัย ๗ อธิบายโครงเทศนา ๓ วาระเบื้องต้นและมหาวาระ ๗ พร้อมนับจำนวนยมกแต่ละมหาวาระ (อนุสยวาระมี ๒๑๖ ยมก) จากนั้นอธิบายที่ตั้งเฉพาะของอนุสัยแต่ละตัวอย่างมีเหตุผล เช่นกามราคะเฉพาะสุข/อุเบกขาเวทนาฝ่ายกามธาตุ ปฏิฆะเฉพาะทุกขเวทนา มานะครอบคลุม ๓ ภูมิ ทิฏฐิ-วิจิกิจฉาทั่ว ๓ ภูมิยกเว้นโลกุตตระ ภวราคะเฉพาะรูป-อรูปธาตุ อวิชชาทั่วทุกภูมิ — เป็นกุญแจอธิบายความแตกต่างของคำตอบในพระบาลี
- หน้า ๗๖๖–๗๘๑ อรรถกถาอนุสยยมก - อนุสยวารกถาถึงธาตุวารกถา (ปิดอรรถกถาอนุสยยมก) ไขเหตุผลเชิงเทคนิคของแต่ละมหาวาระ: ทำไมตอบ "ใช่" ทั้งที่กามราคะ-ปฏิฆะไม่เกิดร่วมขณะจิต (เพราะ "นอนเนื่อง" หมายถึงกิเลสที่ยังละไม่ได้ ไม่ใช่ขณะปัจจุบัน) เปรียบ "มีอนุสัย" กับคนป่วยที่นับว่าป่วยแม้อาการยังไม่กำเริบ ระบุพระอนาคามีละกามราคะ-ปฏิฆะได้ พระอรหันต์ละที่เหลือทั้งหมด และอธิบายว่าทำไมขณะปฏิสนธิ (วิบากจิต) จึงยังนับว่ามีอนุสัยนอนเนื่องได้ ปิดท้ายด้วยการปิดอรรถกถาอนุสยยมกทั้งหมด ซึ่งเป็นการปิดยมกที่ ๗ โดยสมบูรณ์
- หน้า ๗๘๒–๘๑๓ จิตตยมกที่ ๘ - อุทเทสวาระ เริ่มยมกใหม่ ตั้งคำถาม (มาติกา) ทั้งหมดว่าจิตที่ "กำลังเกิด/เกิดแล้ว/กำลังดับ/ดับแล้ว/เคยเกิด/เคยดับ/จักเกิด/จักดับ" แต่ละคู่บ่งบอกซึ่งกันและกันหรือไม่ ทั้งฝ่ายอนุโลมและปฏิโลม ตั้งคำถามชุดเดียวกันซ้ำ ๓ แบบ (ธรรมวาร/ปุคคลวาร/ปุคคลธรรมวาร) แล้วขยายไปยังจิตประเภทย่อย (จิตมีราคะ/ปราศจากราคะ กุศล/อกุศล/อัพยากตะ ฯลฯ) ในมิสสกวารุทเทส
- หน้า ๘๑๔–๘๕๔ จิตตยมกที่ ๘ - นิทเทสวาระ (ปิดจิตตยมก) ตอบคำถามในอุทเทสข้างต้น จุดสำคัญคือ "ปัจฉิมจิต" (จิตดวงสุดท้ายก่อนปรินิพพาน) เป็นข้อยกเว้นเดียวที่ "จักดับ จักไม่เกิดอีก" ได้จริง ส่วนจิตอื่นแม้กำลังดับก็ยังจะเกิดขึ้นอีก ชี้ขอบเขต "อุปปาทขณะ" กับ "ภังคขณะ" อย่างละเอียด ปิดท้ายด้วยการสรุปว่าธรรมทั้งหมดเข้าสู่ยมก ๓ คือมูลยมก จิตตยมก ธรรมยมก จบจิตตยมกที่ ๘ โดยสมบูรณ์
- หน้า ๘๕๕–๘๖๕ อรรถกถาจิตตยมก (ปิดยมกที่ ๘) อธิบายความหมายของวาระย่อยทั้ง ๑๖ วาระ (เช่นอุปปาทนิโรธกาลสัมเภทวาระ = การปะปนกันแห่งกาลเกิด-ดับ) และเหตุผลที่คำตอบฝ่ายปฏิโลมบางข้อไม่เหมือนฝ่ายอนุโลม เช่นจิตมีราคะไม่ใช่ปัจฉิมจิต จึงดับแล้วต้องเกิดอีก ปิดอรรถกถาจิตตยมกและปิดยมกที่ ๘ โดยสมบูรณ์
- หน้า ๘๖๖–๘๘๑ ธัมมยมกที่ ๙ - ปัณณัตติวาระ มหาวาระแรกของธัมมยมก ทดสอบความเทียบเท่ากันของคำเรียกกับสภาวธรรม เช่น "กุศล" ชื่อว่า "กุศลธรรม" หรือไม่และกลับกัน นิทเทสยืนยันว่ากุศล/อกุศล/อัพยากตะแต่ละคำเทียบเท่ากับ -ธรรม ของตนโดยสมบูรณ์ เป็นการวางฐานบัญญัติก่อนเข้าสู่การทดสอบความเกิด-ดับในมหาวาระถัดไป
- หน้า ๘๘๒–๙๐๘ ธัมมยมก - ปวัตติอุปปาทวาระ กาลบริสุทธิ์ ทดสอบว่ากุศลธรรม/อกุศลธรรม/อัพยากตธรรมคู่หนึ่งกำลังเกิด/เคยเกิด/จักเกิดแก่บุคคลใดในภูมิใด จะบ่งบอกอีกคู่หนึ่งพร้อมกันหรือไม่ ข้อยกเว้นสำคัญ: ในอรูปภูมิขณะจิตกุศล/อกุศลเกิด อัพยากตธรรมไม่เกิดร่วมด้วย ในอสัญญสัตตภูมิมีแต่อัพยากตธรรมเกิด (ไม่มีจิต) สำหรับกาลอนาคต บุคคลผู้ถึงพร้อมอรหัตมรรคและพระอรหันต์กุศล/อกุศลจักไม่เกิดแก่ท่านอีกต่อไป มีแต่อัพยากตธรรม ส่วนปัจฉิมจิตทั้งกุศลและอัพยากตธรรมก็จักไม่เกิดอีกเลย
- หน้า ๙๐๙–๙๓๑ ธัมมยมก - อุปปาทวาระ กาลผสม (ปิดอุปปาทวาระ) ทดสอบกาลผสมทั้งสามคู่ (ปัจจุปปันนาตีต/ปัจจุปปันนานาคต/อตีตานาคต) ว่ากุศล/อกุศล/อัพยากตธรรมที่กำลังเกิด/เคยเกิด/จักเกิดในกาลหนึ่งเชื่อมโยงกับธรรมชนิดอื่นที่เกิดในกาลอื่นหรือไม่ ข้อยกเว้นสำคัญวนเวียนอยู่ที่ผู้เข้านิโรธสมาบัติ อสัญญสัตตพรหม พรหมสุทธาวาส และปัจฉิมจิตของพระอรหันต์ ปิดมหาวาระที่ ๒ (อุปปาทวาระ) ทั้งหมด
- หน้า ๙๓๒–๙๕๘ ธัมมยมก - นิโรธวาระ กาลบริสุทธิ์ มหาวาระที่ ๓ ว่าด้วยการดับ ในระดับบุคคลกุศลธรรมกับอกุศลธรรมไม่มีทางดับพร้อมกันในขณะจิตเดียวกันของบุคคลคนเดียว (จิตดวงหนึ่งเป็นกุศลหรืออกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น) แต่ในระดับภูมิกลับดับพร้อมกันได้เพราะเป็นจิตของบุคคลต่างกันในภูมิเดียวกัน ครอบคลุมกาลบริสุทธิ์ทั้งสาม
- หน้า ๙๕๙–๙๘๑ ธัมมยมก - นิโรธวาระ กาลผสม (ปิดนิโรธวาระ) สามส่วนกาลผสมของนิโรธวาระ ซักถามไขว้การดับของกุศล/อกุศล/อัพยากตธรรมข้ามกาลเวลา รูปแบบตรรกะเดียวกับอุปปาทวาระแต่ใช้กริยา "ดับ" แทน "เกิด" ปิดมหาวาระที่ ๓ ทั้งหมด
- หน้า ๙๘๒–๑๐๐๘ ธัมมยมก - ปวัตติอุปปาทนิโรธวาระ กาลบริสุทธิ์ มหาวาระที่ ๔ เปรียบเทียบ "การเกิด" ของธรรมชนิดหนึ่งกับ "การดับ" ของธรรมอีกชนิดหนึ่งในช่วงปวัตติกาล ในระดับบุคคลคำตอบเป็น "ไม่ใช่" เกือบทั้งหมด เพราะอุปปาทขณะกับภังคขณะเป็นคนละขณะของกระบวนจิตเดียวกัน แต่ในระดับภูมิกลับเป็น "ใช่" เสมอเพราะต่างคนต่างจิตในภูมิเดียวกันเกิด-ดับสวนทางกันพร้อมกันได้
- หน้า ๑๐๐๙–๑๐๓๐ ธัมมยมก - อุปปาทนิโรธวาระ กาลผสม (ปิดปวัตติวาระ) สามส่วนกาลผสมของมหาวาระที่ ๔ เปรียบเทียบการเกิดในกาลหนึ่งกับการดับในอีกกาลหนึ่งข้ามช่วงเวลา ยังคงหลักตรรกะเดิม (บุคคล=ไม่ใช่ ภูมิ=ใช่) ปิดมหาวาระที่ ๔ และกลุ่มปวัตติวาระทั้งหมดของธัมมยมก
- หน้า ๑๐๓๑–๑๐๓๕ ธัมมยมก - ภาวนาวาระ (จบธัมมยมก) + อรรถกถาธัมมยมก จบบริบูรณ์ (จบเล่ม) มหาวาระสุดท้าย (ภาวนาวาระ) ถามว่า "ผู้ใดกำลังเจริญกุศลธรรม ผู้นั้นชื่อว่ากำลังละอกุศลธรรมหรือไม่" ซึ่งตอบ "ใช่" ตรงกันทุกทาง แสดงว่าการเจริญกุศลกับการละอกุศลเป็นการกระทำเดียวกัน (ไม่รวมอัพยากตธรรมเพราะไม่ใช่สิ่งที่พึงเจริญหรือพึงละ) จากนั้นเป็นอรรถกถาธัมมยมกอธิบายโครงสร้าง ๓ มหาวาระ+อันตรวาระแบบเดียวกับขันธยมก ความหมายศัพท์เฉพาะ เช่น "ทุติยจิต" และ "โวทานจิต" ก่อนอรหัตมรรค ปิดท้ายด้วยโคลอฟอน "อรรถกถาธรรมยมก จบบริบูรณ์" ซึ่งเป็นจุดจบที่แท้จริงของเล่ม ๘๓ ครอบคลุมยมกที่ ๗ (อนุสย) ที่ ๘ (จิตต) และที
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐
หน้า ๕๐๑–๕๕๐
หน้า ๕๕๑–๖๐๐
หน้า ๖๐๑–๖๕๐
หน้า ๖๕๑–๗๐๐
หน้า ๗๐๑–๗๕๐
หน้า ๗๕๑–๘๐๐
หน้า ๘๐๑–๘๕๐
หน้า ๘๕๑–๙๐๐
หน้า ๙๐๑–๙๕๐
หน้า ๙๕๑–๑๐๐๐