บทว่า สญฺจิจฺจ ได้แก่ ต้องทั้งรู้.
บทว่า ปริคูหติ ได้แก่ ปิดไว้ คือ ไม่แสดง ไม่ออกเสีย.
บาทคาถาว่า ลจฺจํ อหํปิ ชานามิ ความว่า คำใดอันพระองค์ ตรัสแล้ว คำนั้นเป็นจริง, แม้ข้าพระองค์ก็รู้คำนั้น อย่างนั้นเหมือนกัน
สองบทว่า อญฺญฺจ ตาหํ มีความว่า ก็แลข้าพระองค์จะทูลถาม พระองค์ถึงอลัชชีชนิดอื่น.
บาทคาถาว่า ปุพฺพาปรํ น ชานาติ มีความว่า ไม่รู้ถ้อยคำที่ตน กล่าวไว้ในกาลก่อน และตนกล่าวในภายหลัง.
บทว่า อโกวิโท ได้แก่ ไม่ฉลาดในคำต้นและคำหลังนั้น.
บาทคาถาว่า อนุสนฺธิวจนปถํ น ชานาติ มีความว่า ไม่รู้ถ้อยคำ ที่สืบสมแห่งคำให้การ และถ้อยคำที่สืบสมแห่งคำตัดสิน.
บาทคาถาว่า สีสวิปตฺติยา โจเทติ คือโจทด้วยกองอาบัติ ๒.
บทว่า อาจารทิฏฺิยา ได้แก่ โจทด้วยอาจารวิบัติและทิฏฐิวิบัติ. เมื่อจะโจทด้วยอาจารวิบัติ ย่อมโจทด้วยกองอาบัติ ๕, เมื่อจะโจทด้วยทิฏฐิวิบัติ ย่อมโจทด้วยมิจฉาทิฏฐิและอันตคาหิกทิฏฐิ.
บาทคาถาว่า อาชีเวนปิ โจเทติ มีความว่า โจทด้วยสิกขาบท ๖ ซึ่งบัญญัติไว้ เพราะอาชีวะเป็นเหตุ.
บทที่เหลือที่ในทั้งปวง ตื้นทั้งนั้น ฉะนี้แล.