เป็นต้น เป็นมิตรของผู้นั้น ดังนั้น เขาจึงชื่อว่า ปาปมิตฺโต ( ผู้มีคนชั่ว เป็นมิตร ) ภาวะแห่งปาปมิตตะนั้น ชื่อว่า ปาปมิตฺตา ( ความเป็นผู้มี คนชั่วเป็นมิตร ). ความเป็นผู้มีคนชั่วเป็นมิตรนี้ รายละเอียดมีมาในพระ อภิธรรม อย่างนี้ว่า "บรรดาธรรมเหล่านั้น ปาปมิตฺตตา คืออะไร ? คือการคบหาสมาคมส้องเสพ มั่วสุม จงรักภักดี ประพฤติคล้อยตาม บุคคลผู้ไร้ศรัทธา ทุศีล ขาดการศึกษา ตระหนี่ และไม่มีปัญญา ". แม้ปาปมิตตตานั้น โดยความหมาย ก็พึงทราบเช่นเดียวกับ โทวจัสสตา.
ความเป็นผู้ว่าง่าย และความมีคนดีเป็นมิตร พึงทราบโดยนัยตรง
กันข้ามจากที่กล่าวมาแล้ว. คุณธรรมทั้ง ๒ ประการนี้ ในที่นี้ ท่าน
กล่าวระคนกันทั้งโลกิยะ และโลกุตระ.
คำว่า อาปตฺติกุสลตา คือความเป็นผู้ฉลาดในเรื่องอาบัติ ที่ท่าน กล่าวไว้อย่างนี้ว่า "ความเป็นผู้ฉลาดในอาบัติ คือความรู้ ความเข้าใจใน เรื่องอาบัติ ๕ กอง อาบัติ ๗ กองเหล่านั้น". คำว่าอาปตฺติวุฏานกุสลตา คือความรู้ความเข้าใจเรื่องกำหนดการออกจากอาบัติ พร้อมทั้งกรรมวาจา ที่ ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า "ความเป็นผู้ฉลาด ความรู้ความเข้าใจเรื่องการออก จากอาบัติเหล่านั้น"
คำว่า สมาปตฺติกุสลตา คือความรู้ ความเข้าใจเรื่องกำหนด อัปปนาพร้อมทั้งบริกรรม ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า " ความเป็นผู้ฉลาด ความรู้ ความเข้าใจเรื่องสมาบัติ เหล่านั้นที่มีอยู่ ทั้งที่เป็นสมาบัติที่มีวิตก วิจาร, สมาบัติที่ไม่มีวิตก มีเพียงวิจาร, สมาบัติที่ไม่มีทั้งวิตกวิจาร" คำว่า สมาปตฺติวุฏฺานกุสลตา คือปัญญาเครื่องกำหนดเวลาที่จะออกจาก