โคดมตรัสอย่างนี้แล้ว ข้าพเจ้าได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่ว่า โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส ย่อมเกิดมาแต่ของที่รัก เป็นมา แต่ของที่รักนั้น จักเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความจริง ความยินดีและความโสมนัสย่อมเกิดแต่ของที่รัก เป็นมาแต่ของที่รัก ดูก่อน ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ครั้งนั้นข้าพเจ้ามิได้ยินดี มิได้คัดค้านพระภาษิตของพระ
สมณโคดมลุกจากที่นั่งแล้วหลีกไป. นักเลงสะกาเหล่านั้นได้กล่าวว่า ดูก่อน
คฤหบดี ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ดูก่อนคฤหบดี ข้อนี้เป็นอย่างนั้น เพราะว่าความ ยินดีและความโสมนัสย่อมเกิดแต่ของที่รัก เป็นมาแต่ของที่รัก. ครั้งนั้นแล คฤหบดีนั้นคิดว่า ความเห็นของเราสมกันกับนักเลงสะกาทั้งหลาย ดังนี้ แล้ว หลีกไป.
[๕๓๘] ครั้งนั้นแล เรื่องที่พูดกันนี้ ได้แพร่เข้าไปถึงในพระราชวัง
โดยลำดับ. ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ตรัสเรียกพระนางมัลลิกาเทวี
มาแล้วตรัสว่า ดูก่อนมัลลิกา คำว่า โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และ อุปายาส ย่อมเกิดแต่ของที่รัก เป็นมาแต่ของที่รักดังนี้ พระสมณโคดมของเธอ
ตรัสหรือ. พระนางมัลลิกาเทวีกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช ถ้าคำนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสจริง คำนั้นก็เป็นอย่างนั้น เพคะ.
ป. ก็พระนางมัลลิกานี้ อนุโมทนาตามพระดำรัสที่สมณโคดมตรัสเท่า
นั้นว่า ข้าแต่พระมหาราช ถ้าคำนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสจริง คำนั้นก็เป็น อย่างนั้น เพคะ. ดูก่อนมัลลิกา เธออนุโมทนาตามพระดำรัสที่พระสมณโคดม ตรัสเท่านั้นว่า ข้าแต่พระมหาราช ถ้าคำนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสจริง คำนั้น ก็เป็นอย่างนั้น เปรียบเหมือนศิษย์อนุโมทนาตามคำที่อาจารย์กล่าวว่า ข้อนี้ เป็นอย่างนั้น ท่านอาจารย์ ฉะนั้น ดูก่อนมัลลิกา เธอจงหลบหน้าไปเสีย เธอจงพินาศ.