เมื่อจะค้ำชูมาณพนั้น จึงปรารภการเทศนานี้ด้วยประการฉะนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า อสิโต แปลว่า ดำ. คำว่า เทวโล เป็นชื่อของดาบสนั้น. โดยสมัยนั้น
ก็คือพระผู้มีพระภาคเจ้านี้แหละ. บทว่า อาคลิโย ได้แก่ รองเท้าสองชั้น.
บทว่า ปตฺติณฺฑิเล ได้แก่บริเวณบรรณศาลา. คำว่า โก นุ โข ได้แก่ ณ ที่ไหนหนอแล. คำว่า คามณฺฑรูโป วิย ได้แก่ เหมือนเด็กชายชาวบ้าน. คำว่า โส ขฺวาหํ โภ โหมิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เราเป็น
อสิเทวละ. ได้ยินว่า ในกาลนั้นพระมหาสัตว์เป็นผู้ฝึกม้าที่ยังมิได้ฝึกเที่ยวไป.
คำว่า อภิวาเทตุํ อุปกฺกมึสุ คือกระทำความพยายามจะไหว้. และต่อแต่ นั้น แม้ดาบสผู้มีอายุ ๑๐๐ ปี ก็ไม่ไหว้ พราหมณ์กุมารผู้เกิดในวันนั้น เป็น ผู้ฝึกแล้ว ฝึกดีแล้ว.
คำว่า ชนิมาตา ความว่า หญิงใดให้ท่านเกิดมา หญิงนั้นก็เป็นแม่
ผู้เกิดกล้าของท่าน. บทว่า ชนิมาตุ คือ แห่งมารดาบังเกิดเกล้า. บทว่า
ชนิปิตา คือผู้ใดเป็นบิดาบังเกิดเกล้า. ปาฐะว่า โย ชนิปิตา ดังนี้ก็มี.
บทว่า อสิเตน ความว่า ฤาษีอสิตเทวละผู้ได้อภิญญา ๕ ถามปัญหา ปรารภคนธรรพ์นี้ แล้วแก้ไม่ได้. บทว่า เยสํ ได้แก่ ฤาษี ๗ ตน เหล่าใด. คำว่า ปุณฺโณ ทพฺพิคาโห ความว่า มาณพคนหนึ่ง ขอปุณณะจับทัพพีคั่วใบไม้ ให้ฤาษี ๗ ตนเหล่านั้น. ปุณณะนั้นรู้ศิลปะในการจับทัพพี แต่ปุณณะไม่ได้ เป็นอาจารย์ของฤาษีเหล่านั้น ท่านไม่รู้แม้เพียงศิลปะ คือการจับทัพพีที่ปุณณะ
นั้นรู้แล้ว. คำที่เหลือในที่ทั้งปวงง่ายทั้งนั้นแล.
ก็อัสสลายนพราหมณ์นี้ เป็นผู้มีศรัทธา มีความเลื่อมใส ได้สร้าง
เจดีย์ไว้ในนิเวศน์ของตน. ผู้ที่เกิดในวงศ์ของอัสสลายนพราหมณ์ สร้าง
นิเวศน์แล้ว ก็สร้างเจดีย์ไว้ในภายในนิเวศน์จนคราบเท่าถึงวันนี้.