บทว่า ปาเทหิ อุสฺสกฺกิตฺวา ได้แก่ หนอนได้พระบาทตั้งแต่
ปลายพระนขา. บทว่า นานาวณฺณา ความว่า นกมีสีต่าง ๆ กันอย่างนี้คือ
ตัวหนึ่งสีเขียว ตัวหนึ่งสีเหลือง ตัวหนึ่งสีแดง ตัวหนึ่งสีเหมือนใบไม้แห้ง. บทว่า เสตา ได้แก่ สีขาว คือ ขาวปลอด.
บทว่า มหโต มิฬฺหปพฺพตสฺส ได้แก่ ภูเขาเต็มไปด้วยคูถ สูง ประมาณ ๓ โยชน์. บทว่า อุปริ อุปริ จงฺกมติ ได้แก่ เสด็จจงกรม แต่บนยอด ๆ ก็พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระชนม์ยืน ปรากฏดุจเสด็จเข้าไป ประทับนั่งบนภูเขา เต็มไปด้วยคูถประมาณ ๓ โยชน์.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงบุรพนิมิตโดยฐานเท่านี้อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อทรงแสดงถึงการได้พร้อมด้วยบุรพนิมิตนั้นจึงตรัสคำมีอาทิว่า ยมฺปิ ภิกฺขเว ดังนี้. ในคำนั้น พระอรหัตมรรคของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ชื่อว่า เป็นสัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยม เพราะให้คุณทุกอย่าง. เพราะฉะนั้น พระโพธิสัตว์นั้นได้ทรงเห็นแผ่นดินใหญ่แห่งจักรวาลใดเป็นฟูกนอนอันเป็นสิริ
แผ่นดินใหญ่แห่งจักรวาลนั้นเป็นบุรพนิมิตแห่งความเป็นพระพุทธเจ้า. ได้ทรง
เห็นภูเขาหิมพานต์ใดเป็นหมอน ภูเขาหิมพานต์นั้น เป็นบุรพนิมิต แห่งพระสัพพัญญุตญาณ ได้ทรงเห็นพระหัตถ์และพระบาททั้ง ๔ ประดิษฐาน บนยอดจักรวาลอันใด อันนั้นเป็นบุรพนิมิตในการประกาศพระธรรมจักรซึ่งใคร ๆ ให้เป็นไปไม่ได้ ได้ทรงเห็นพระองค์บรรทมหงายอันใดอันนั้นเป็นบุรพนิมิต แห่งความที่สัตว์ทั้งหลายผู้คว่ำหน้าอยู่ในภพ ๓ หงายหน้าขึ้น ทรงเป็นดุจ
ลืมพระเนตรเห็นอันใดอันนั้นเป็นบุรพนิมิตแห่งการได้ทิพยจักษุ. แสงสว่าง
ได้ปรากฏเป็นอันเดียวกันตราบเท่าถึงภวัคคพรหมอันใด อันนั้น เป็นบุรพนิมิต แห่งอนาวรณญาณ (ญาณอันไม่มีเครื่องขัดข้อง). คำที่เหลือพึงทราบโดย นัยแห่งพระบาลีนั้นแล.