แม้พระราชา ถึงความโทมนัสว่า " พระศาสดาไม่ทรงทำอนุโมทนา ให้สมควรแก่เราผู้ถวายทานแล้วยืนอยู่ในท่ามกลางบริษัทเห็นปานนี้ ตรัส เพียงพระคาถาเท่านั้นแล้ว เสด็จลุกจากอาสนะไป, เราจักเป็นอันไม่ทำ ทานให้สมควรแก่พระศาสดา ทำทานอันไม่สมควรเสียแล้ว. เราจักเป็น อันไม่ถวายกัปปิยภัณฑ์ ถวายแต่อกัปปิยภัณฑ์ถ่ายเดียวเสียเเล้ว. เราพึง เป็นผู้อันพระศาสดาทรงขุ่นเคืองเสียแล้ว, การทำอนุโมทนาอันสมควรแก่ ทาน ซึ่งผู้ใดผู้หนึ่งนั้นแล จึงควร " ดังนี้แล้ว จึงเสด็จไปสู่วิหาร ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ได้กราบทูลคำนี้ว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทานที่ควรจะถวาย หม่อมฉันมิได้ถวายแล้วหรือหนอ หรือหม่อมฉัน มิได้ถวายกัปปิยภัณฑ์อันสมควรแก่ทาน ถวายแต่อกัปปิยภัณฑ์เท่านั้น ? "
พระศาสดา. นี่อย่างไร ? มหาบพิตร.
พระราชา. พระองค์ไม่ทรงทำอนุโมทนา ที่สมควรแก่ทานของ
หม่อนฉัน.
พระศาสดา. มหาบพิตร พระองค์ถวายทานอันสมควรแล้วทีเดียว
ก็ทานนั่นชื่อว่าอสทิสทาน. ใครๆ อาจเพื่อถวายแด่พระพุทธเจ้าพระองค์
หนึ่ง ครั้งเดียวเท่านั้น. ธรรมดาทานเห็นปานนี้ เป็นของยากที่บุคคลจะ ถวายอีก.
พระราชา. เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร พระองค์จึงไม่ทรงทำ
อนุโมทนา ให้สมควรแก่ทานของหม่อมฉัน ? พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. เพราะบริษัทไม่บริสุทธิ์ มหาบพิตร.
พระราชา. โทษอะไรหนอแล ของบริษัท ? พระเจ้าข้า.