เป็นพระสมันตจักษุ. ท่านอธิบายว่า เป็นพระสัพพัญญู. ด้วยบุคลา-
ธิฏฐานเทศนาแห่งคาถานี้ จึงสำเร็จเป็นพระสัพพัญญุตญาณ.
พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงพระสัพพัญญุตญาณ โดย วิสัยแห่งพระพุทธญาณ จึงกล่าวบทมีอาทิว่า สนนฺตจกฺขูติ เกนฏฺเน สมนฺตจกฺขุ บทว่า สมนฺตจกฺขุ ความว่า ชื่อว่า สมันตจักษุ เพราะอรรถว่ากระไร ? ความแห่งคาถา ในบทนั้นว่า ชื่อว่า สมันต- จักษุ ในบทที่ท่านกล่าวว่า สมนฺตจกฺขุ เพราะอรรถว่ากระไร ? พระสารีบุตรเถระกล่าวอรรถแห่งบทนั้นด้วยบทมีอาทิว่า ยาวตา ทุกฺ- ขสฺส ทุกฺขฏฺโ ชื่อว่าสัพพัญญุตญาณ เพราะอรรถว่า มีสภาพทน
ได้ยากแห่งทุกข์. จริงอยู่ สมันตจักษุ คือ พระสัพพัญญุตญาณ. สมดังที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสไว้ว่า พระสัพพัญญุตญาณ เรียกว่าสมันจักษุ. เมื่อกล่าวถึงอรรถแห่งพระสัพพญัญุตญาณนั้น เป็นอันกล่าวถึงอรรถ
แห่งสมันตจักษุนั้นเอง. ญาณของพระพุทธเจ้านั่นแหละ ชื่อว่า พุทธ-
ญาณ.
แม้บทมีอาทิว่า ทุกฺเข าณํ - ญาณในทุกข์ ก็ย่อมเป็นไป แด่พระมีพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยอาการทั้งปวง, เป็นไปแก่สาวกนอกนี้
เพียงเอกเทสเท่านั้น. อนึ่ง บทว่า สาวกสาธารณานิ - ทั่วไปแก่
พระสาวก ท่านกล่าวหมายถึงความมีอยู่แม้โดยเอกเทสคือบางส่วน.