ถามว่า วาทะของพระเถระทั้ง ๓ เหล่านี้ ของรูปไหนควรถือเอา.
ตอบว่า ไม่ควรถือเอาของท่านรูปไหนโดยส่วนเดียว แต่ควรถือเอา วาทะของท่านทั้งหมดที่ถูกต้อง.
ด้วยว่า ในวาทะของพระเถระรูปแรกท่านประสงค์จัดประเภทจิตที่เป็น สังขาร (มีการชักจูง) และอสังขาร (ไม่มีการชักจูง) โดยความต่างกันแห่ง ปัจจัย ด้วยเหตุนั้น ในวาทะพระเถระรูปที่หนึ่งนี้ ท่านจึงกล่าวถึงทางแห่ง วิบาก ๑๖ ดวง ด้วยสามารถแห่งพระเสกขะและปุถุชน ถือเอาวิบากที่เป็น สสังขารของกุศลที่เป็นอสังขารซึ่งเกิดขึ้นด้วยปัจจัยที่ทุรพล และวิบากที่เป็น อสังขารของกุศลที่เป็นสสังขาร ซึ่งเกิดขึ้นด้วยปัจจัยที่มีกำลังละกิริยาชวนะ ทั้งหลายแม้ได้อยู่แล้วกำหนดตทารัมมณะด้วยกุศลชวนะทั้งหลาย กำหนดเวทนา ด้วยอารมณ์ ก็ในวาทะของพระเถระที่หนึ่งนี้ ท่านแสดงตทารัมมณะอันใด อันเป็นอเหตุกวิบากเท่านั้น ในที่สุดแห่งอกุศลชวนจิต ตทารัมมณะนั้นท่าน ไม่แสดงไว้ในวาทะนอกนี้เลย เพราะฉะนั้น ในวาทะของท่านนั้น ตทารัมมณะ ที่เป็นอเหตุกวิบากนั้น ในวาทของพระเถระที่หนึ่งนั้น และตทารัมมณะที่เป็น สเหตุกวิบากที่กล่าวไว้ในวาทะนอกนี้นั้น วาทะทั้งหมดนี้ย่อมได้ในอธิการแม้นี้ เหมือนกัน.
ข้อนั้น มีนัยดังต่อไปนี้
ก็ในกาลใด อกุศลจิตเสพอารมณ์ในระหว่าง ๆ (สลับวิถีกัน) แห่ง กุศลชวนจิตทั้งหลายในกาลนั้น ตทารัมมณะเป็นสเหตุกะก็พึงรับอารมณ์ ใน ที่สุดแห่งอกุศลชวนจิต เหมือนกับรับอารมณ์เนือง ๆ ในที่สุดแห่งกุศลชวนจิต นั่นแหละ ในกาลใดอกุศลจิตเกิดติดต่อกันไปไม่ขาดสาย ในกาลนั้น อเหตุก- วิบากจึงควรเป็นตทารัมมณะ พึงถือเอาข้อที่ถูกในวาทะของพระเถระรูปที่หนึ่ง อย่างนี้ก่อน.