ธัมมสังคณี
ฉบับ มมร. · เล่ม ๗๖ · หน้า ๕๖๓ · ข้อ 899
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

เป็นวิสัยของพระสาวก ไม่ใช่เป็นโคจรของพระสาวก พระอภิธรรมนี้เป็น พุทธวิสัย เป็นโคจรของพระพุทธเจ้า แต่พระธรรมเสนาบดีถูกสัทธิวิหาริก ถามแล้ว จึงพาสัทธิวิหาริกนั้นไปสำนักพระศาสดา แล้วทูลถามต่อพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสอัฏฐกถากัณฑ์ประทานแก่ภิกษุนั้น. ได้ตรัสประทานอย่างไร ? คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า กตเม ธมฺมา กุสลา (ธรรมเป็นกุศลเป็นไฉน). อธิบายว่า เธอกำหนดว่า ธรรมดากุศลธรรม ทั้งหลาย เป็นไฉน ดังนี้. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงธรรม มีกุศลเป็นต้นด้วยอำนาจการขยายความกระทำให้เป็นช่อ ๆ เป็นพวง ๆ เป็น กลุ่ม ๆ ประทานแก่ภิกษุผู้ดุษณีภาพนั้นโดยนัยนี้ว่า กุศลอันต่างโดยภูมิ ด้วยนัยมีอาทิว่า ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน ? กามาวจรกุศลจิต เกิดขึ้นในสมัยใด ดังนี้ เราแสดงแล้วมิใช่หรือ กุศลจิตนั้นแม้ ทั้งหมดในภูมิ ๔ สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ดังนี้.

ในคำพุทธพจน์เหล่านั้น บทว่า จตูสุ (ในภูมิ ๔) ได้แก่ กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ และโลกุตรภูมิ. บทว่า กุสลํ (กุศล) ได้แก่

กุศลอันต่างด้วยกุศลมีผัสสะเป็นต้น. บทว่า อิเม ธมฺมา กุสลา (สภาวธรรม

เหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล) ได้แก่ ธรรมเหล่านี้แม้ทั้งหมดมีผัสสะเป็นต้น ที่ตรัสไว้ในภูมิ ๔ เหล่านั้น ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.

ก็เพราะอกุศลธรรมทั้งหลายไม่มีความแตกต่างกันด้วยอำนาจภูมิ จึง ตรัสว่า ทฺวาทส อกุสลจิตฺตุปฺปาทา (จิตตุปบาทฝ่ายอกุศล ๑๒ ดวง) ดังนี้.

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า อกุศลจิตตุปบาท นั้นต่อไป.

ที่ชื่อว่า อุปปาโท (อุปบาทะ) เพราะอรรถว่า เกิดขึ้น. อุปปาทะ คือ จิตนั่นเอง ชื่อว่า จิตตุปปาทะ ก็คำว่า จิตตุปปาทะนี้เป็นประธานของ