ยมก ภาค ๒

บาลีสยามรัฐ · พระอภิธรรมปิฎก · เล่มที่ ๓๙ · ๕๕๖ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๙๑ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๔ จิตตยมกเปิดฉาก: ตั้งคำถามการเกิด-ดับของจิตระดับบุคคล (ปุคคลวาร) เล่ม ๓๙ เปิดด้วยยมกลำดับที่ ๘ คือ จิตฺตยมกํ ซึ่งทดสอบความสัมพันธ์เชิงตรรกะระหว่างสถานะต่างๆ ของจิตในกระแสของบุคคลหนึ่ง เช่น "กำลังเกิด-ไม่ดับ" กับ "จะดับ-ไม่เกิด" หรือ "เกิดแล้ว" กับ "กำลังเกิด" โดยตั้งคำถามคู่แบบอนุโลม-ปฏิโลม (ถามไปข้างหน้าแล้วย้อนกลับ) ครอบคลุมทั้งสามกาลคืออดีต ปัจจุบัน อนาคต ส่วนนี้เป็นเพียงการตั้งคำถาม (อุทเทส) ยังไม่ปรากฏคำตอบใดๆ
  2. หน้า ๕–๘ ธัมมวาร: คำถามชุดเดิมแต่เปลี่ยนประธานเป็นตัวจิตเอง ตั้งคำถามชุดเดียวกับหมวดก่อนหน้าทุกประการ เพียงแต่เปลี่ยนประธานจาก "บุคคลผู้เป็นเจ้าของจิต" (ยสฺส...ตสฺส) เป็น "ตัวจิตนั้นเอง" (ยํ...ตํ) ซึ่งจะทำให้คำตอบในภายหลังต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ เพราะจิตดวงเดียวไม่อาจเทียบเคียงข้ามช่วงเวลาในตัวมันเองได้เหมือนที่บุคคลหนึ่งเทียบเคียงข้ามจิตหลายดวงในกระแสสันตติได้
  3. หน้า ๙–๑๓ รวมบุคคล-จิต และหมวดผสม (มิสสกวาร) ปิดท้ายการตั้งคำถาม รวมสองระดับเข้าด้วยกันเป็นคำถามแบบ "ยสฺส ยํ จิตฺตํ...ตสฺส ตํ จิตฺตํ" (ผู้ใด จิตดวงใดของผู้นั้น) แล้วปิดท้ายด้วยหมวดผสม (มิสฺสกวาร) ซึ่งไล่รายชื่อคุณสมบัติคู่ตรงข้ามของจิตอีกชุดหนึ่งเตรียมไว้ทดสอบ เช่น มีราคะ/ปราศจากราคะ มีโทสะ/ปราศจากโทสะ ย่อ/ฟุ้งซ่าน ถึงมหัคคตะ/ไม่ถึง ตั้งมั่น/ไม่ตั้งมั่น หลุดพ้น/ไม่หลุดพ้น กุศล/อกุศล/อัพยากฤต ไปจนถึงจิตที่ปราศจากกิเลสเครื่องหน่วงเหนี่ยว (อรณจิต) ปิดท้ายบทตั้งคำถาม (อุทเทสวาร) ทั้งหมดของจิตตยมก
  4. หน้า ๑๔–๒๒ คำตอบระดับบุคคล: จิตดวงสุดท้ายของชีวิต นิโรธสมาบัติ และอสัญญสัตว์ นี่คือคำตอบจริงของคำถามหมวดที่ ๑ และเป็นจุดที่น่าสนใจที่สุดของจิตตยมก เพราะคำตอบส่วนใหญ่ไม่ใช่ใช่/ไม่ใช่แบบง่ายๆ แต่ต้องแยกกรณียกเว้น ตัวอย่างเด่นคือข้อ [๔๔]: "ผู้ใดจิตกำลังเกิดและยังไม่ดับ จิตของผู้นั้นจะดับก่อนแล้วจึงเกิดขึ้นใหม่หรือไม่" คำตอบคือ สำหรับจิตดวงสุดท้ายของชีวิต (ปัจฉิมจิต) ในขณะที่กำลังเกิดขึ้นนั้น จิตนั้นเกิดแต่ยังไม่ดับ แล้วจะดับไปเฉยๆ โดยไม่มีจิตดวงต่อไปเกิดขึ้นอีกเลย ต่างจากจิตทั่วไปซึ่งทั้งจะดับและจะเกิดใหม่ต่อไปด้วย ความไม่สมมาตรนี้เผยสถานะพิเศษของขณะสุดท้ายก่อนตาย ซึ่งเป็นจ
  5. หน้า ๒๓–๓๐ คำตอบระดับตัวจิต: เหตุใดคำถามเดียวกันจึงตอบต่างกัน คำตอบของคำถามระดับ "ตัวจิตเอง" (หมวดที่ ๒) มีรูปแบบต่างจากระดับบุคคลอย่างชัดเจน หลายข้อที่ระดับบุคคลตอบว่า "ใช่" (เพราะเทียบข้ามจิตหลายดวงในสันตติเดียวกันได้) กลับตอบว่า "ไม่ใช่" เด็ดขาดในระดับตัวจิต เช่น "จิตที่กำลังเกิด เป็นจิตที่เคยเกิดแล้วหรือไม่" ตอบว่าไม่ใช่ เพราะจิตดวงเดียวกันไม่อาจอยู่ในขณะเกิดและอยู่ในอดีตที่ผ่านไปแล้วพร้อมกันในตัวมันเองได้ แสดงให้เห็นว่าคำถามแบบเดียวกันให้ผลต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าถามถึง "กระแสจิตของบุคคล" หรือ "จิตแต่ละขณะเดี่ยวๆ"
  6. หน้า ๓๑–๓๔ คำตอบหมวดผสมบุคคล-จิต: ย้ำข้อยกเว้นเดิมในกรอบละเอียดขึ้น คำตอบของหมวดผสม (บุคคล+จิต) ทวนรูปแบบข้อยกเว้นแบบเดียวกับหมวดบุคคลล้วน คือปัจฉิมจิต (จิตดวงสุดท้ายก่อนตาย) นิโรธสมาบัติ และอสัญญสัตว์ ยังคงเป็นจุดที่ทำให้คำตอบไม่ใช่ใช่/ไม่ใช่แบบเรียบง่าย แต่ต้องแยกกรณีเป็นชั้นๆ ตามขณะจิต (อุปปาทขณะ/ภังคขณะ) เนื้อหาส่วนนี้ยืนยันหลักการเดิมซ้ำในกรอบที่ซับซ้อนขึ้นโดยไม่มีประเด็นใหม่
  7. หน้า ๓๕ จบจิตตยมก เริ่มธัมมยมก หน้านี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเล่ม ช่วงต้นหน้าเป็นคำตอบหมวดมิสสกวาร (คุณสมบัติคู่ของจิต เช่น มีราคะ/ปราศจากราคะ) แบบย่อโดยอ้างอิงกลับไปที่รูปแบบเดิมด้วยคำว่า "เปฯ" จากนั้นมีข้อสรุปว่ามูลยมก จิตตยมก และธรรมยมก (สามยมกแรกในสิบยมก) ใช้วิธีทดสอบแบบเดียวกันไปจนถึงคู่สุดท้ายคือ "สรณะ-อรณะ" แล้วประกาศ "จิตฺตยมกํ นิฏฺฐิตํ" ปิดยมกที่ ๘ จากนั้นในบรรทัดถัดมาทันทีก็เริ่มยมกที่ ๙ คือ ธมฺมยมกํ ซึ่งเปลี่ยนหัวข้อจากการเกิดดับของจิตไปเป็นการจำแนกสภาวธรรมทั้งปวงเป็นกุศล/อกุศล/อัพยากฤต โดยเริ่มบทแรกคือปัณณัตติวาร
  8. หน้า ๓๖–๓๗ ปัณณัตติวาร: ตั้งคำถามยืนยันความแยกขาดของกุศล-อกุศล-อัพยากฤต ตั้งคำถามระดับพื้นฐานที่สุดของธัมมยมก คือทดสอบเพียงการนิยาม ไม่เกี่ยวกับเวลาหรือการเกิดดับ เช่น "ธรรมที่เป็นกุศล คือธรรมที่เป็นกุศลใช่หรือไม่" และคู่ตรงข้ามระหว่างกุศล-อกุศล-อัพยากฤตในทุกรูปแบบการจัดวางประโยค เพื่อปูพื้นว่าทั้งสามหมวดนี้แยกออกจากกันเด็ดขาด ไม่มีธรรมใดเป็นสองหมวดพร้อมกัน ก่อนจะนำไปทดสอบการเกิดขึ้นจริงในบทถัดไป ปิดท้ายด้วยการจบบทตั้งคำถาม (อุทเทสวาร) แล้วเริ่มบทคำตอบ (นิทเทสวาร) ทันที
  9. หน้า ๓๘–๔๑ นิทเทสวาร: ยืนยันกุศล-อกุศล-อัพยากฤตแยกขาดจากกันโดยสิ้นเชิง คำตอบของหมวดปัณณัตติวารเกือบทั้งหมดเป็น "อามันตา" (ใช่) ตรงไปตรงมา เพราะเป็นคำถามเชิงนิยามไม่ใช่เชิงเวลา ยืนยันว่ากุศลธรรม อกุศลธรรม และอัพยากตธรรมแยกขาดจากกันโดยสิ้นเชิงในทุกรูปแบบของการตั้งคำถาม (ระบุด้วยคำว่า "กุสลา" เฉยๆ หรือ "กุสลา ธมฺมา" ก็ตอบเหมือนกัน) เป็นการปิดท้ายบทปัณณัตติวารทั้งบทของธัมมยมก
  10. หน้า ๔๒–๔๘ ปวัตติวาร ปัจจุบัน: กุศล-อกุศลแยกขาด แต่กุศล-อัพยากฤตขึ้นกับภพภูมิ บทปวัตติวารเริ่มทดสอบการเกิดขึ้นจริงในปัจจุบันขณะ ต่างจากบทก่อนที่เป็นเพียงนิยาม คำถาม "ผู้ใดกุศลธรรมกำลังเกิด อกุศลธรรมกำลังเกิดแก่ผู้นั้นด้วยหรือไม่" ตอบว่าไม่ใช่เด็ดขาดเสมอ เพราะกุศลจิตกับอกุศลจิตเกิดพร้อมกันไม่ได้ในขณะเดียว แต่คู่กุศล-อัพยากฤตกลับพบความไม่สมมาตรที่น่าสนใจ คือในภพอรูป (ไม่มีรูป) ขณะกุศลจิตเกิด มีแต่กุศลธรรมเกิดอย่างเดียว ไม่มีอัพยากตธรรมเกิดร่วม แต่ในภพปัญจโวการ (มีขันธ์ ๕ ครบ) ขณะกุศลจิตเกิด จะมีอัพยากตธรรม (รูปที่เกิดจากจิต) เกิดร่วมด้วยเสมอ แสดงว่าความสัมพันธ์นี้ขึ้นกับว่า
  11. หน้า ๔๙–๕๒ ปวัตติวาร อดีต: ย้อนทั้งชีวิตกุศล-อกุศลเคยเกิดครบ ยกเว้นภูมิไร้จิต เปลี่ยนมาถามถึงสิ่งที่ "เคยเกิดแล้ว" (อุปปัชชิตถะ) ตลอดกระแสชีวิตที่ผ่านมา ซึ่งทำให้คำตอบส่วนใหญ่กลับเป็น "ใช่" ทั้งคู่อย่างง่ายดาย เพราะตลอดสังสารวัฏที่ผ่านมาบุคคลทั่วไปย่อมเคยมีทั้งกุศลและอกุศลจิตเกิดขึ้นแล้วทั้งคู่ ยกเว้นกรณีอสัญญสัตว์ (มีแต่อัพยากตธรรมคือรูปเคยเกิด ไม่เคยมีกุศลหรืออกุศลเกิดเลยตลอดชีวิตในภูมินั้น) และพระอนาคามีชั้นสุทธาวาสที่ถูกอ้างถึงเป็นจุดอ้างอิงพิเศษในกรณี "อกุศลจิตดวงที่สอง" ส่วนคำถามแบบปฏิเสธ ("ไม่เคยเกิด") ส่วนใหญ่ตอบว่า "ไม่มีกรณีเช่นนั้น" เพราะแทบทุกกระแสจิตล้วนเคยผ่
  12. หน้า ๕๓–๕๕ ปวัตติวาร อนาคต (เริ่มต้น): มรรคจิตตัดกระแสอกุศล พระอรหันต์ไม่มีกุศลจิตอีก ช่วงท้ายของหน้า ๕๓ เริ่มถามถึงสิ่งที่ "จักเกิด" ในอนาคต ซึ่งเผยข้อยกเว้นเชิงเนื้อหาที่ลึกซึ้งที่สุดในหมวดนี้ คือผู้ที่จิตขณะถัดไปจะเป็นอัคคมรรค (มรรคจิตขั้นสูงสุด อรหัตตมรรค) จะมีกุศลธรรมเกิดในอนาคตแต่จะไม่มีอกุศลธรรมเกิดอีกเลย เพราะมรรคนั้นตัดกระแสอกุศลอย่างถาวร ส่วนผู้ที่สำเร็จอัคคมรรคแล้วคือพระอรหันต์ จะมีอัพยากตธรรม (จิตกิริยาที่ไม่สร้างกรรมใหม่) เกิดในอนาคตต่อไป แต่จะไม่มีกุศลธรรมเกิดขึ้นอีกเลยตลอดชีวิตที่เหลือ เพราะท่านไม่สร้างกรรมดีที่ให้ผลอีกต่อไป เนื้อหาส่วนอนาคตนี้เพิ่งเริ่มต้นและยังไม
  13. หน้า ๕๖–๕๘ วาระอนาคต: การเกิดขึ้นในกาลข้างหน้า (ต่อเนื่องจากหน้าก่อน) ต่อเนื่องจากหน้าก่อน เป็นส่วนท้ายของการทดสอบคู่ "จักเกิดขึ้น" (อนาคตกาล) ระหว่างกุศล-อกุศล-อัพยากตะ ทั้งแบบระบุตัวบุคคล (ยสฺส) ระบุสถานที่/ภพภูมิ (ยตฺถ) และแบบรวม พบว่าคู่กุศล-อกุศลเป็นความสัมพันธ์คู่ขนานที่แท้จริง โดยมีข้อยกเว้นร่วมกันคือผู้ที่กำลังจะบรรลุอรหัตตผล แต่คู่กุศล-อัพยากตะกลับไม่สมมาตร เช่นที่ใดก็ตามที่กุศลจักไม่เกิดอีก อัพยากตะก็ยังคงเกิดได้เสมอ (เพราะวิบากจิต/กิริยาจิตมีอยู่ทุกภูมิ) แต่ไม่มีที่ใดเลยที่อัพยากตะจักไม่เกิดในขณะที่กุศลยังเกิดอยู่ แสดงว่าอัพยากตะเป็นหมวดที่กว้างกว่ากุศล
  14. หน้า ๕๙–๖๒ วาระข้ามกาล: ปัจจุบันเทียบอดีต ในการเกิดขึ้น เปลี่ยนรูปแบบคำถามเป็นการเทียบข้ามกาล คือถามว่าถ้าธรรมหมวดหนึ่งกำลังเกิด (ปัจจุบัน) แล้วอีกหมวดหนึ่งเคยเกิดแล้ว (อดีต) หรือไม่ และกลับกัน ทิศทางปัจจุบัน→อดีตมักตอบรับอย่างสมบูรณ์เพราะอดีตที่ผ่านมานับไม่ถ้วนย่อมครอบคลุมการเกิดของทุกหมวดธรรมอยู่แล้ว แต่ทิศทางย้อนกลับอดีต→ปัจจุบันกลับมีข้อยกเว้นมากมาย เช่นขณะจิตกำลังดับ หรือขณะจิตที่ไม่ประกอบด้วยกุศลกำลังเกิด หรือผู้เข้านิโรธสมาบัติ/อสัญญสัตว์ ซึ่งล้วนเคยมีอกุศลเกิดในอดีตแต่ขณะนี้ไม่มีกุศลกำลังเกิดอยู่เลย แสดงให้เห็นว่าการอ้างอิงอดีตเป็นเงื่อนไขที่
  15. หน้า ๖๓–๖๘ วาระข้ามกาล: ปัจจุบันเทียบอนาคต ในการเกิดขึ้น ทดสอบคู่กุศล-อกุศล-อัพยากตะข้ามกาลอีกแบบหนึ่ง คือกำลังเกิด (ปัจจุบัน) เทียบกับจักเกิด (อนาคต) จุดที่น่าสนใจคือข้อยกเว้นย้ายไปอยู่ที่ขณะแห่งอรหัตตมรรค เช่นผู้ที่กำลังจะบรรลุอรหัตตผล ขณะนั้นกุศลกำลังเกิดอยู่จริง (คืออรหัตตมรรคจิตนั่นเอง) แต่อกุศลจักไม่มีวันเกิดขึ้นอีกเลยในอนาคต ทำให้ทิศทางปัจจุบัน→อนาคตมีข้อยกเว้นเฉพาะกลุ่มบุคคลนี้ ขณะที่ทิศทางย้อนกลับตอบรับเรียบเพราะสิ่งที่จักเกิดในอนาคตย่อมครอบคลุมสิ่งที่กำลังเกิดอยู่ในปัจจุบันด้วย
  16. หน้า ๖๙–๗๒ วาระข้ามกาล: อดีตเทียบอนาคต และการจบวาระการเกิด ทดสอบคู่กุศล-อกุศล-อัพยากตะข้ามกาลแบบสุดท้ายในวาระการเกิดขึ้น คือเคยเกิด (อดีต) เทียบกับจักเกิด (อนาคต) ข้อยกเว้นย้ายไปอยู่ที่จิตดวงสุดท้ายของพระอรหันต์ (ปัจฉิมจิต คือปรินิพพาน) ซึ่งเคยมีกุศลเกิดในอดีตแต่จักไม่มีสิ่งใดเกิดอีกในอนาคตเลย และที่จิตดวงที่สองของพรหมสุทธาวาส ซึ่งกลับกันคือจักเกิดแต่ยังไม่เคยเกิดมาก่อน ท้ายช่วงนี้มีข้อความ "อุปฺปาทวารํ นิฏฺฐิตํ" ปิดท้ายวาระการเกิดขึ้นทั้งหมด ก่อนเข้าสู่วาระการดับในหัวข้อถัดไป
  17. หน้า ๗๓–๘๐ วาระการดับ (ปัจจุบันกาล): เมื่อใดกุศล-อกุศลดับพร้อมกันไม่ได้ เริ่มวาระใหม่คือนิโรธวาร ทดสอบการดับในปัจจุบันกาลแทนการเกิด จุดที่น่าสนใจที่สุดคือคำถามแบบเดียวกันให้คำตอบตรงข้ามกันเมื่อเปลี่ยนระดับการอ้างอิง ในระดับบุคคล (ยสฺส) คำถามว่ากุศลกับอกุศลดับพร้อมกันในบุคคลเดียวกันหรือไม่ ตอบว่าไม่เสมอ เพราะจิตดวงหนึ่งเป็นได้เพียงกุศลหรืออกุศลอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่พอเปลี่ยนเป็นระดับสถานที่/ภพภูมิ (ยตฺถ) ซึ่งครอบคลุมช่วงเวลากว้างกว่า คำถามเดียวกันกลับตอบว่าใช่ เพราะในภพภูมิเดียวกันย่อมมีทั้งกุศลและอกุศลดับสลับกันตลอดเวลา ส่วนคู่กุศล-อัพยากตะระดับสถานที่มีข้อยกเว้นที่อ
  18. หน้า ๘๑–๘๔ วาระการดับ (อดีตกาล): เคยดับแล้วเป็นเงื่อนไขที่แทบไม่มีข้อยกเว้น เปลี่ยนมาทดสอบการดับในอดีตกาล ซึ่งตรงข้ามกับปัจจุบันกาลโดยสิ้นเชิง เพราะระดับบุคคลกลับตอบรับอย่างราบรื่นแทบทุกคู่ เนื่องจากในสังสารวัฏอันยาวนานไม่มีที่สิ้นสุด แทบเป็นไปไม่ได้ที่บุคคลใดจะไม่เคยมีทั้งกุศลและอกุศลดับมาก่อนเลย ส่วนคำถามปฏิเสธ (ไม่เคยดับ) กลับตอบว่าไม่มีกรณีเช่นนั้น แสดงว่าเงื่อนไข "เคยเกิดในอดีต" นั้นอ่อนมากจนแทบครอบคลุมทุกกรณี ยกเว้นเพียงบางจุดในระดับสถานที่ที่ยังพบข้อยกเว้นเกี่ยวกับอสัญญสัตตภูมิเช่นเดิม
  19. หน้า ๘๕–๘๘ วาระการดับ (อนาคตกาล): จุดสิ้นสุดที่อรหัตตมรรคและปรินิพพาน ทดสอบการดับในอนาคตกาล ซึ่งข้อยกเว้นกลับมาปรากฏชัดอีกครั้งที่จุดเปลี่ยนผ่านสำคัญสองจุด คือขณะอรหัตตมรรคจิตเกิด (หลังจากนี้กุศลจักไม่ดับอีกเพราะจะไม่มีกุศลเกิดอีกแล้ว) และขณะจิตดวงสุดท้ายของพระอรหันต์ดับ (ปรินิพพาน) ตัวอย่างเช่นคู่กุศล-อกุศลระดับบุคคล ถ้ากุศลจักดับ (ที่อรหัตตมรรค) แล้วอกุศลจักดับด้วยหรือไม่ คำตอบคือไม่ เพราะบุคคลนั้นจะไม่มีอกุศลจิตเกิดขึ้นให้ดับอีกต่อไปแล้ว
  20. หน้า ๘๙–๙๒ วาระการดับข้ามกาล: ปัจจุบันเทียบอดีต ทดสอบการดับข้ามกาลระหว่างกำลังดับ (ปัจจุบัน) กับเคยดับแล้ว (อดีต) รูปแบบเดียวกับที่เคยพบในวาระการเกิดขึ้น คือทิศทางปัจจุบัน→อดีตมักตอบรับราบรื่นเพราะอดีตครอบคลุมกว้างกว่า ขณะที่ทิศทางย้อนกลับมีข้อยกเว้นที่ขณะจิตกำลังเกิดขึ้น (ยังไม่ถึงขณะดับ) แสดงให้เห็นความสมมาตรของโครงสร้างตรรกะระหว่างวาระการเกิดและวาระการดับ
  21. หน้า ๙๓–๙๘ วาระการดับข้ามกาล: ปัจจุบันเทียบอนาคต ทดสอบการดับข้ามกาลระหว่างกำลังดับ (ปัจจุบัน) กับจักดับ (อนาคต) เช่นเดียวกับรูปแบบที่พบในวาระการเกิด ข้อยกเว้นย้ายไปอยู่ที่ขณะอรหัตตมรรคจิตดับ ซึ่งเป็นกุศลที่กำลังดับอยู่จริงแต่จักไม่มีอกุศลใดดับอีกในอนาคตของบุคคลนั้น เพราะจะไม่มีอกุศลเกิดขึ้นให้ดับอีกเลย
  22. หน้า ๙๙–๑๐๒ วาระการดับข้ามกาล: อดีตเทียบอนาคต และการจบวาระการดับ ทดสอบคู่สุดท้ายในวาระการดับ คือเคยดับ (อดีต) เทียบกับจักดับ (อนาคต) พบข้อยกเว้นที่จิตดวงสุดท้ายของพระอรหันต์ ซึ่งเคยดับในอดีตแต่จักไม่มีการดับใดๆ อีกในอนาคต และที่จิตดวงที่สองของพรหมสุทธาวาส ท้ายช่วงนี้มีข้อความ "นิโรธวารํ นิฏฺฐิตํ" ปิดท้ายวาระการดับทั้งหมด (ครบทั้งสามกาลและทุกคู่ผสมกาล) ก่อนเข้าสู่วาระใหม่ที่เทียบการเกิดกับการดับข้ามหมวดกัน
  23. หน้า ๑๐๓–๑๐๘ วาระผสมเกิด-ดับ (ปัจจุบันกาล): เหตุใดคำตอบจึงเป็น "ไม่" เกือบทั้งหมด เปิดวาระใหม่ที่ทดสอบข้ามหมวดจริงๆ คือถามว่าถ้าธรรมหมวดหนึ่งกำลังเกิด แล้วอีกหมวดหนึ่งกำลังดับพร้อมกันหรือไม่ (ต่างจากก่อนหน้าที่เทียบกาลของหมวดเดียวกัน) ในระดับบุคคลและระดับบุคคล+สถานที่รวมกัน คำตอบเป็นไม่อย่างสม่ำเสมอ เพราะขณะจิตหนึ่งกำลังเกิดขึ้นนั้น ไม่มีจิตอื่นกำลังดับอยู่ในเวลาเดียวกันสำหรับบุคคลเดียวกัน แต่พอลดระดับเหลือเพียงสถานที่/ภพภูมิอย่างเดียว คำตอบกลับเป็นใช่เสมอ เพราะในภพภูมิเดียวกันย่อมมีทั้งการเกิดของหมวดหนึ่งและการดับของอีกหมวดหนึ่งสลับกันตลอดเวลา ยกเว้นที่อสัญญสัตตภูมิซึ่งมีแต่
  24. หน้า ๑๐๙–๑๑๐ วาระผสมเกิด-ดับ (อดีตกาล): เริ่มต้น ยังไม่จบ เปลี่ยนมาทดสอบคู่เกิด-ดับข้ามหมวดในอดีตกาล คือเคยเกิดเทียบกับเคยดับ ซึ่งตรงข้ามกับหมวดก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง เพราะแทบทุกคู่ทั้งระดับบุคคลและสถานที่ตอบรับราบรื่น เนื่องจากในอดีตอันยาวนานทั้งการเกิดและการดับของทุกหมวดธรรมย่อมเคยเกิดขึ้นแล้วทั้งสิ้น ยกเว้นจุดเดิมคืออสัญญสัตตภูมิที่กุศลไม่เคยเกิดเลย เนื้อหาในหน้า 110 ยังไม่จบ (ตัดกลางข้อความในข้อที่กำลังทดสอบระดับบุคคล+สถานที่รวมกัน) จะดำเนินต่อในหน้าถัดไป
  25. หน้า ๑๑๑–๑๑๓ ยมกกุศล-อกุศล-อัพยากตธรรม เกิดดับในอดีต (ต่อเนื่องจากก่อนหน้า) ต่อเนื่องจากหน้าก่อนหน้า เป็นการทดสอบคู่ตรรกะระหว่าง "ธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว" (อุปฺปชฺชิตฺถ) กับ "ธรรมที่ดับไปแล้ว" (นิรุชฺฌิตฺถ) ของกุศล อกุศล และอัพยากตธรรม ทั้งในแบบตัวบุคคล (ยสฺส) และสถานที่ (ยตฺถ) ส่วนใหญ่คำตอบคือ "อามนฺตา" (ใช่ ตรงกันทั้งสองทาง) แต่พบข้อยกเว้นชัดเจนในทิศทางที่ว่า "ถ้าอัพยากตธรรมดับ กุศลธรรมย่อมเกิด" ซึ่งไม่จริงสำหรับผู้อยู่ในจิตดวงที่สองแห่งสุทธาวาส (พรหมชั้นสุทธาวาส) และสำหรับอสัญญสัตว์ เพราะขณะนั้นวิบากอัพยากตธรรมดับไปโดยไม่มีกุศลจิตเกิดขึ้นแทนที่ แสดงว่าความสัมพันธ์ระหว่าง
  26. หน้า ๑๑๔–๑๑๘ การเกิด-ดับในอนาคตกาล เปลี่ยนมาทดสอบคู่กุศล-อกุศล-อัพยากตธรรมเดิม แต่ใช้กริยาอนาคตกาลทั้งสองข้าง คือ "จักเกิด" (อุปฺปชฺชิสฺสนฺติ) กับ "จักดับ" (นิรุชฺฌิสฺสนฺติ) ส่วนใหญ่ยังสมมาตร แต่พบข้อยกเว้นสำคัญที่พระอรหันต์ผู้ประกอบด้วยอัคคมรรค (จิตดวงถัดไปจะบรรลุอรหัตตผลหรือกำลังจะปรินิพพาน) เช่นกรณี "ถ้าอัพยากตธรรมจักดับ กุศลธรรมจักเกิด" กลับไม่จริงสำหรับท่านเหล่านี้ เพราะจิตวิบากอัพยากตะจักดับไปพร้อมปรินิพพานโดยไม่มีกุศลจิตเกิดขึ้นอีก เนื่องจากไม่มีภพใหม่รองรับแล้ว
  27. หน้า ๑๑๙–๑๒๓ การเกิดในปัจจุบันเทียบกับการดับในอดีต สลับมาทดสอบธรรมที่ "กำลังเกิด" (ปัจจุบันกาล อุปฺปชฺชนฺติ) เทียบกับธรรมที่ "ดับไปแล้ว" (อดีตกาล นิรุชฺฌิตฺถ) ข้อยกเว้นที่พบซ้ำคือขณะภังคะ (ดับ) ของจิตทุกดวง ขณะเกิดของจิตที่ปราศจากกุศล (กุสลวิปฺปยุตฺตจิตฺต) รวมถึงผู้ออกจากนิโรธสมาบัติและอสัญญสัตว์ ซึ่งล้วนเป็นกรณีที่อกุศลธรรมเคยดับไปแล้วในอดีต แต่ในขณะปัจจุบันกลับไม่มีกุศลธรรมเกิดขึ้นเลย สะท้อนว่าจังหวะเวลาที่ต่างกันทำให้ความเทียบเท่าของคู่ธรรมไม่คงที่
  28. หน้า ๑๒๔–๑๒๘ การเกิดในปัจจุบันเทียบกับการดับในอนาคต ทดสอบธรรมที่กำลังเกิดในปัจจุบันเทียบกับธรรมที่จักดับในอนาคต ข้อยกเว้นสำคัญเกิดขึ้นที่ขณะเกิดของอัคคมรรค (จิตดวงที่จะได้อรหัตตผลในลำดับถัดไป) ซึ่งกุศลธรรมกำลังเกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน แต่อกุศลธรรมกลับไม่มีวันจักดับในอนาคตอีกแล้ว เพราะถูกละไปหมดสิ้นแล้วตั้งแต่ก่อนหน้านั้น (ไม่มีอกุศลเหลือให้ดับ) แสดงจุดที่ตรรกะแตกเนื่องจากการบรรลุธรรมขั้นสูงสุดตัดวงจรอกุศลไปแล้ว
  29. หน้า ๑๒๙–๑๓๓ การเกิดในอดีตเทียบกับการดับในอนาคต และการปิดธัมมยมก ส่วนแรกทดสอบธรรมที่เกิดในอดีตเทียบกับธรรมที่จักดับในอนาคต ยังพบข้อยกเว้นแบบเดียวกับก่อนหน้าที่เกี่ยวกับพระอรหันต์และอัคคมรรค จากนั้นหน้า 133 ปิดท้ายด้วย "ภาวนาวาโร" ซึ่งเป็นคู่ทดสอบที่เรียบง่ายและไม่มีข้อยกเว้นเลย คือ "ผู้เจริญกุศลธรรมย่อมละอกุศลธรรม" และกลับกัน ตอบ "อามนฺตา" (ใช่) ทุกกรณีทั้งฝ่ายบวกและปฏิเสธ นับเป็นความสมมาตรสมบูรณ์ตรงข้ามกับความซับซ้อนของวาระก่อนหน้า และปิดท้ายด้วยข้อความ "ธมฺมยมกํ นิฏฺฐิตํ" ยืนยันการจบยมกที่ 9 (ธัมมยมก) ของคัมภีร์
  30. หน้า ๑๓๔–๑๔๖ เริ่มอินทริยยมก: บัญญัติและตารางตั้งคำถามคู่อินทรีย์ 22 เปิดยมกที่ 10 และเป็นยมกสุดท้ายของคัมภีร์ (อินฺทฺริยยมกํ) หน้า 134 แจกแจงรายชื่ออินทรีย์ทั้ง 22 ได้แก่ อินทรีย์ทางกาย 5 เพศ 2 ชีวิต 1 เวทนา 5 อินทรีย์ฝ่ายจิตใจ 5 (สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) และอินทรีย์เหนือโลก 3 (อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ อัญญินทรีย์ อัญญาตาวินทรีย์) จากนั้นเข้าสู่ "อุทฺเทสวาโร" ซึ่งเป็นเพียงการตั้งคำถามคู่เรียงลำดับให้ครบทุกคู่ที่จะนำไปวินิจฉัยจริงในวาระถัดไป เช่น จักขุ=จักขุนทรีย์ หรือจักขุนทรีย์=โสตินทรีย์ ยังไม่มีคำตอบปรากฏในส่วนนี้ เป็นเพียงโครงตารางคำถามเชิงตรรกะที่ครอบค
  31. หน้า ๑๔๗–๑๖๕ นิทเทสวาระ: เฉลยคู่อินทรีย์เผยความไม่สมมาตร (ยังไม่จบ) เริ่มวาระเฉลยจริงโดยตอบคำถามที่ตั้งไว้ในอุทเทสวาระ เป็นจุดที่พบความไม่สมมาตรที่แท้จริงหลายกรณี เช่น "จักขุ" (ตา) กับ "จักขุนทรีย์" (อินทรีย์ตา): จักขุนทรีย์เป็นจักขุเสมอ (อามนฺตา) แต่จักขุไม่ใช่จักขุนทรีย์เสมอไป เพราะคำว่า "จักขุ" ยังหมายรวมถึง "ทิพพจักขุ" (ตาทิพย์) และ "ปัญญาจักขุ" (ตาปัญญา) ซึ่งไม่ใช่อินทรีย์ทางกายภาพ อีกกรณีคือ "อิตถี" (หญิง) กับ "อิตถินทรีย์" (ภาวะความเป็นหญิง) ตอบปฏิเสธทั้งสองทาง ("โน") อย่างสิ้นเชิง เพราะบุคคลกับคุณสมบัติที่บุคคลครอบครองเป็นคนละประเภทกันโดยสิ้นเชิง ไม่ใช่แ
  32. หน้า ๑๖๖–๑๖๙ ปัณณัตติวาโร: ทดสอบเชิงปฏิเสธของอินทรีย์แต่ละอย่าง ต่อเนื่องจากหน้าก่อนหน้า (เนื้อหาเริ่มกลางหมวด) อยู่ในหมวด "ปัณณัตติวาโร" (การบัญญัติ) ของอินทรียยมก ทดสอบคำถามรูปปฏิเสธ เช่น "สิ่งที่ไม่ใช่จักขุ เป็นสิ่งที่ไม่ใช่อินทรีย์หรือไม่" ซึ่งต้องตอบโดยเว้น (ฐเปตฺวา) อินทรีย์อื่นๆ ออกก่อนเสมอ เพราะสิ่งที่ไม่ใช่จักขุยังอาจเป็นโสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ฯลฯ ได้ แสดงว่า "จักขุ" กับ "อินทรีย์" ไม่ใช่คำพ้องความหมายกัน จักขุเป็นเพียงหนึ่งในอินทรีย์ 22 อย่างเท่านั้น ตรวจครบทั้ง 22 อินทรีย์เทียบกับ "อัญญินทรีย์" และ "อัญญาตาวินทรีย์" (อินทรีย์โลกุตตระของพระอรหันต์)
  33. หน้า ๑๗๐–๑๗๕ ปัณณัตติวาโร: จักขุเป็นอินทรีย์แน่นอน แต่อินทรีย์ไม่จำเป็นต้องเป็นจักขุ ทดสอบรูปยืนยัน เช่น "จักขุเป็นอินทรีย์หรือไม่" ซึ่งตอบ "อามันตา" (ใช่) เสมอสำหรับทุกอินทรีย์ในรายการ 22 อย่าง แต่เมื่อกลับคำถามเป็น "อินทรีย์เป็นโสตินทรีย์หรือไม่" ต้องเว้นอินทรีย์อื่นออกทุกครั้ง เพราะ "อินทรีย์" เป็นหมวดใหญ่ครอบคลุมทั้ง 22 อย่าง ขณะที่ชื่อเจาะจงแต่ละชื่อเป็นเพียงส่วนย่อย นี่คือความสัมพันธ์ทางเดียว (จักขุเป็นสับเซตของอินทรีย์ แต่อินทรีย์ไม่ใช่สับเซตของจักขุ) ตรวจซ้ำกับอินทรีย์ทุกคู่ รวมถึงคำฐานกว้างอย่างโสตัง ฆานัง ชิวหา กาโย มโน อิตถี ปุริโส ชีวิตัง กลุ่มเวทนา กลุ่มพละ 5 และอิน
  34. หน้า ๑๗๖–๑๘๓ ปัณณัตติวาโร ปัจจนียนัย: ปิดท้ายหมวดบัญญัติด้วยรูปปฏิเสธซ้อน ทดสอบรูปปฏิเสธซ้อน "สิ่งที่ไม่ใช่จักขุและไม่ใช่อินทรีย์" เทียบย้อนกลับกับ "สิ่งที่ไม่ใช่อินทรีย์และไม่ใช่จักขุนทรีย์" ครบทุกอินทรีย์อีกรอบหนึ่ง ยืนยันความสัมพันธ์แบบเดียวกับสองหมวดก่อน (ต้องเว้นอินทรีย์เฉพาะออกจากกลุ่มใหญ่เสมอ) เป็นการตรวจซ้ำเชิงตรรกะเพื่อความครบถ้วนสมบูรณ์ของบัญชี 22 อินทรีย์ หมวด "ปัณณัตติวาโร" (นิทเทสวาโร) จบลงที่หน้า 183 ด้วยคำปิดท้าย "นิทฺเทสวาโร ฯ ปณฺณตฺติวาโร ฯ" ก่อนเข้าสู่หมวดใหม่
  35. หน้า ๑๘๔–๒๐๑ ปวัตติวาโร บุคคลวาร: การเกิดขึ้นร่วมกันของอินทรีย์คู่ต่างๆ ในบุคคล เริ่มหมวดใหม่ "ปวัตติวาโร" ทดสอบว่าเมื่ออินทรีย์หนึ่งเกิดขึ้นแก่บุคคลใด อินทรีย์อีกอย่างต้องเกิดร่วมด้วยหรือไม่ พบความสัมพันธ์ 3 แบบชัดเจน: (1) เกิดร่วมกันบางส่วน เช่น จักขุนทรีย์กับโสตินทรีย์ - ผู้มีตาแต่ไม่มีหูเกิดจักขุนทรีย์อย่างเดียว ผู้มีทั้งตาหูเกิดทั้งคู่ (2) เป็นเหตุทางเดียว เช่น ผู้มีจักขุนทรีย์ย่อมมีชีวิตินทรีย์เสมอ แต่ผู้ไม่มีตาก็ยังมีชีวิตินทรีย์ได้ (3) แยกกันเด็ดขาด เช่น อิตถินทรีย์กับปุริสินทรีย์ไม่เกิดร่วมกันเลย ตอบ "โน" ทั้งสองทาง ครอบคลุมอินทรีย์ตั้งแต่จักขุนทรีย์ไปจนถึงปัญญินทร
  36. หน้า ๒๐๒–๒๐๖ ปวัตติวาโร ฐานวาร: การเกิดขึ้นของอินทรีย์คู่ต่างๆ ตามภูมิ/ภพ เปลี่ยนมุมทดสอบจาก "บุคคลใด" เป็น "ในภูมิใด" (ยตฺถ) ที่อินทรีย์หนึ่งเกิด อีกอย่างเกิดในภูมินั้นด้วยหรือไม่ ผลต่างจากบุคคลวารชัดเจนในบางคู่ เช่น จักขุนทรีย์กับฆานินทรีย์: ในรูปาวจรภูมิ (พรหมมีตาแต่ไม่มีจมูก) จักขุนทรีย์เกิดโดยไม่มีฆานินทรีย์ แต่ในกามาวจรภูมิเกิดร่วมกัน ขณะที่ทิศกลับ "ที่ใดมีฆานินทรีย์ ที่นั่นย่อมมีจักขุนทรีย์" ตอบ "อามันตา" แบบไม่มีเงื่อนไข เพราะฆานินทรีย์มีเฉพาะกามาวจรภูมิซึ่งมีจักขุนทรีย์อยู่แล้ว - แสดงว่าฆานินทรีย์เป็นสับเซตแท้ของจักขุนทรีย์ในระดับภูมิ ต่างจากระดับบุคคลที่เป็น
  37. หน้า ๒๐๗–๒๑๔ ปวัตติวาโร บุคคโลกาสวาร (๑): คู่ที่มีจักขุนทรีย์และฆานินทรีย์เป็นฐาน รวมสองเกณฑ์เข้าด้วยกัน คือถามทั้ง "บุคคลใด" และ "ในภูมิใด" (ยสฺส ยตฺถ) พร้อมกัน แล้วทดสอบคู่อินทรีย์ซ้ำอีกรอบโดยมีจักขุนทรีย์และฆานินทรีย์เป็นอินทรีย์ตั้งต้น เทียบกับโสต ฆาน อิตถี ปุริส ชีวิต โสมนัส อุเบกขา สัทธา ปัญญา และมนินทรีย์ ผลลัพธ์ส่วนใหญ่สะท้อนรูปแบบเดียวกับบุคคลวารเดิม (การเกิดร่วมบางส่วน โดยมีเงื่อนไขเรื่องการมีอวัยวะ เพศ เหตุ หรือญาณสัมปยุตกำกับ) เช่น จักขุนทรีย์กับสัทธินทรีย์ยังคงขึ้นกับว่าจิตนั้นเป็นอเหตุกะหรือสเหตุกะ แม้จะระบุภูมิกำกับเพิ่มเข้ามาด้วยก็ตาม
  38. หน้า ๒๑๕–๒๒๐ ปวัตติวาโร บุคคโลกาสวาร (๒): คู่ที่มีอิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ และชีวิตินทรีย์เป็นฐาน ทดสอบต่อด้วยอิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์เป็นอินทรีย์ตั้งต้น เทียบกับอุเบกขา สัทธา ปัญญา และมนินทรีย์ ยืนยันอิตถินทรีย์กับปุริสินทรีย์แยกกันเด็ดขาด (ตอบ "โน" ทั้งสองทาง) เช่นเดียวกับที่พบในบุคคลวาร จากนั้นเปลี่ยนไปใช้ชีวิตินทรีย์เป็นตั้งต้นเทียบกับโสมนัสสินทรีย์และอุเบกขินทรีย์ในหน้าสุดท้าย เนื้อหาส่วนนี้ยังไม่จบ (ตัดที่กลางคู่ชีวิตินทรีย์-อุเบกขินทรีย์ ยังไม่ถึงคู่ถัดไป) และต่อเนื่องไปยังส่วนถัดไปของเล่ม
  39. หน้า ๒๒๑–๒๒๖ อนุโลมบุคคลวาร (อุปปาทวาร): ชีวิตินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ ต่อเนื่องจากก่อนหน้า (เริ่มกลางข้อ ๕๙๑) เป็นการทดสอบเชิงบวกระดับบุคคลว่า ผู้ใดมีอินทรีย์หนึ่งเกิดขึ้น ผู้นั้นจะมีอีกอินทรีย์หนึ่งเกิดร่วมด้วยเสมอหรือไม่ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือคู่ชีวิตินทรีย์-มนินทรีย์ (ข้อ ๕๙๓-๕๙๔): ผู้มีมนินทรีย์เกิดย่อมมีชีวิตินทรีย์เกิดเสมอ แต่ผู้มีชีวิตินทรีย์เกิดไม่จำเป็นต้องมีมนินทรีย์เกิด เพราะสัตว์จำพวก "อจิตตกะ" (ไม่มีจิต เช่น อสัญญสัตว์) เกิดพร้อมชีวิตินทรีย์โดยไม่มีมนินทรีย์ เป็นความไม่สมมาตรเพราะมนินทรีย์เจาะจงกว่า ส่วนคู่โสมนัสสินทรีย์-อุเปกขินทรีย์ (ข้อ ๕๙๔) กลับตอบ
  40. หน้า ๒๒๗–๒๔๖ ปัจจนียบุคคลวาร (อุปปาทวาร): จักขุ ฆานะ อิตถี ปุริส ชีวิต โสมนัส อุเบกขา สัทธา ปัญญา มนะ (ไม่เกิด) เริ่มหมวดใหม่ที่ข้อ ๖๐๔ พลิกเป็นคำถามเชิงลบ (ปัจจนีย) ว่า ผู้ใดไม่มีอินทรีย์หนึ่งเกิด ผู้นั้นจะไม่มีอีกอินทรีย์หนึ่งเกิดด้วยหรือไม่ โดยยกตัวอย่างกลุ่มบุคคลตามการเกิด เช่น อจักขุกะ (ไม่มีตา) สจักขุกะ (มีตา) มาอธิบาย ตัวอย่างเด่นคือคู่จักขุนทรีย์-ชีวิตินทรีย์ (ข้อ ๖๐๘): ผู้ไม่มีจักขุนทรีย์เกิดยังมีชีวิตินทรีย์เกิดเสมอ (โน) แต่ผู้ไม่มีชีวิตินทรีย์เกิดก็ไม่มีจักขุนทรีย์เกิดเช่นกัน (อามันตา) ซึ่งเป็นจริงโดยปริยาย เพราะไม่มีผู้ใดเกิดขึ้นได้โดยปราศจากชีวิตินทรีย์ อีกตัวอย่างคือคู่จักขุนทรีย์-โสตินทรีย์
  41. หน้า ๒๔๗–๒๕๑ ปัจจนียโอกาสวาร (อุปปาทวาร): อิงภพภูมิแทนบุคคล (ไม่เกิด) เปลี่ยนมุมมองจาก "ผู้ใด" (ยสฺส) เป็น "ในภพภูมิใด" (ยตฺถ) คือทดสอบว่าในภูมิที่อินทรีย์หนึ่งไม่เกิด อินทรีย์อีกตัวหนึ่งจะไม่เกิดด้วยหรือไม่ โดยอ้างอิงรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ และอสัญญสัตว์เป็นเกณฑ์ ตัวอย่างชัดเจนคือคู่จักขุนทรีย์-ฆานินทรีย์ (ข้อ ๖๕๑): ในรูปาวจรภูมิ ฆานินทรีย์ไม่เกิดแต่จักขุนทรีย์ยังเกิดอยู่ (แสดงความไม่สมมาตร) ส่วนในอรูปภูมิและอสัญญสัตว์ทั้งสองอินทรีย์ไม่เกิดพร้อมกัน ขณะที่คู่จักขุนทรีย์-ชีวิตินทรีย์ (ข้อ ๖๕๓) ตอบแบบภาวะเสมอจริง "อุปฺปชฺชติ"/"นตฺถิ" เพราะไม่มีภูมิใดที่ปราศจากชีวิต
  42. หน้า ๒๕๒–๒๗๔ ปัจจนียบุคคโลกาสวาร (อุปปาทวาร): ผสมบุคคล+ภพภูมิ (ยสฺส ยตฺถ...ไม่เกิด) หมวดยาวที่สุดในช่วงนี้ ผสานเกณฑ์บุคคลและภพภูมิเข้าด้วยกัน ("ผู้ใด ในที่ใด...ไม่เกิด") โดยไล่ทดสอบคู่อินทรีย์ทั้งหมดซ้ำอีกครั้งด้วยเงื่อนไขละเอียดขึ้น เช่น กลุ่มอจักขุกะที่ยังมีโสตะ (สโสตกานํ) เกิดในภูมิหนึ่ง เทียบกับกลุ่มที่จุติ (ตาย) ในอีกภูมิหนึ่ง ตัวอย่างค่าที่แสดงความไม่สมมาตรชัดคือคู่ชีวิตินทรีย์กับโสมนัสสินทรีย์/อุเปกขินทรีย์/สัทธินทรีย์/ปัญญินทรีย์/มนินทรีย์ (ข้อ ๗๐๕-๗๐๙) ซึ่งทิศทางหนึ่งตอบอามันตาเสมอ (เพราะขาดชีวิตินทรีย์ในที่นั้นแล้วอินทรีย์อื่นย่อมไม่เกิดตามไปด้วย) แต่อีกทิศทางต้องอ้าง
  43. หน้า ๒๗๕ อดีตกาล อนุโลมบุคคลวาร: จักขุนทรีย์ฯลฯ เคยเกิดแล้ว (อุปฺปชฺชิตฺถ) หลังเส้นคั่นท้ายหน้า ๒๗๔ เริ่มวาระใหม่ทั้งหมดโดยเปลี่ยนจากกาลปัจจุบัน (อุปฺปชฺชติ) เป็นอดีตกาล (อุปฺปชฺชิตฺถ = เคยเกิดแล้ว) วนกลับมาทดสอบคู่จักขุนทรีย์กับโสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ ใหม่อีกรอบ จุดที่น่าสังเกตคือทุกคู่ในหน้านี้ตอบ "อามันตา" (ใช่) ทั้งสองทิศทางโดยไม่มีข้อยกเว้นเลย ต่างจากวาระปัจจุบันกาลที่พบความไม่สมมาตรมากมาย เพราะเมื่อพิจารณาตลอดสังสารวัฏอันไม่มีที่สิ้นสุด ผู้ที่เคยมีอินทรีย์หนึ่งเกิดใ
  44. หน้า ๒๗๖–๒๘๑ ทดสอบคู่อินทรีย์ตามสถานที่เกิด (โอกาสวาร) ในวรรคอดีต ต่อเนื่องจากหน้าก่อน ซึ่งเป็นท้ายชุดทดสอบแบบบุคคล (มโนกับปัญญาเกิดร่วมกันเสมอ) จากนั้นเปลี่ยนมาทดสอบแบบสถานที่ (ยตฺถ...ตตฺถ) ว่าภพภูมิใดที่อินทรีย์หนึ่งเกิด อินทรีย์อีกตัวก็ต้องเกิดที่นั่นด้วยหรือไม่ คู่ส่วนใหญ่เป็นความสัมพันธ์สมมูลสมบูรณ์ (อามนฺตา ทั้งสองทาง) เช่น จักขุนทรีย์กับโสตินทรีย์ แต่บางคู่พบความไม่สมมาตรชัดเจน เช่น จักขุนทรีย์กับฆานินทรีย์: ภพรูปาวจรมีตาแต่ไม่มีจมูก จึงตอบต่างกันสองทาง ส่วนจักขุนทรีย์กับชีวิตินทรีย์ก็ไม่สมมูล เพราะภพอสัญญสัตว์และอรูปภพมีชีวิตินทรีย์แต่ไม่มีตา แสดงว่าชี
  45. หน้า ๒๘๒–๒๘๘ ทดสอบคู่อินทรีย์แบบผสมบุคคล+สถานที่ (ยสฺส ยตฺถ) ในวรรคอดีต ส่วนนี้ทดสอบคำถามเดิมซ้ำอีกครั้งแต่ผูกเงื่อนไขทั้งตัวบุคคลและสถานที่เข้าด้วยกัน (ผู้ใด ณ ที่ใด...) ทำให้ผลลัพธ์ต้องสอดคล้องกันทั้งสองมิติพร้อมกัน ผลโดยรวมยืนยันรูปแบบเดิมจากช่วงก่อนหน้า เช่น คู่ฆานินทรีย์กับชีวิตินทรีย์ยังคงไม่สมมูล เพราะบุคคล/ภพรูปาวจรและอรูปาวจรมีชีวิตินทรีย์โดยไม่มีฆานินทรีย์ ในขณะที่กามาวจรมีทั้งคู่ ส่วนคู่อิตถินทรีย์กับปุริสินทรีย์ยังคงสมมูลสมบูรณ์เพราะเป็นเพศตรงข้ามที่แยกกันชัดเจนในทุกกรณี
  46. หน้า ๒๘๙–๒๙๐ ปฏิเสธแบบบุคคล (ยสฺส...น อุปฺปชฺชิตฺถ) เริ่มวรรคปัจจนียะ เปลี่ยนรูปคำถามเป็นปฏิเสธ: ผู้ใดไม่เคยเกิดอินทรีย์หนึ่ง ผู้นั้นไม่เคยเกิดอีกอินทรีย์หนึ่งด้วยหรือไม่ เมื่อพิจารณาระดับบุคคล (ไม่ผูกกับสถานที่) คำตอบส่วนใหญ่เป็น "นตฺถิ" คือไม่มีกรณีข้อยกเว้นเช่นนั้นเลย แสดงว่าความสัมพันธ์คู่นี้เป็นจริงเสมอในทางปฏิเสธ แต่สำหรับชีวิตินทรีย์ซึ่งมีในทุกภพทุกบุคคลที่มีชีวิต การตั้งสมมติฐานว่า "ผู้ใดไม่เคยเกิดชีวิตินทรีย์" เองก็เป็นไปไม่ได้ ข้อความจึงตอบแก้ว่า "อุปฺปชฺชิตฺถ" (มันเกิดขึ้นจริง) แทนที่จะตอบนตฺถิแบบคู่อื่น
  47. หน้า ๒๙๑–๒๙๕ ปฏิเสธแบบสถานที่ (ยตฺถ...น อุปฺปชฺชิตฺถ) ในวรรคปัจจนียะ ทดสอบปฏิเสธแบบเดียวกันแต่ผูกกับสถานที่/ภพแทนตัวบุคคล จุดที่น่าสนใจคือคู่จักขุนทรีย์กับชีวิตินทรีย์: ถามว่าที่ใดที่จักขุนทรีย์ไม่เกิด ที่นั่นชีวิตินทรีย์ก็ไม่เกิดด้วยหรือ คำตอบคือ "อุปฺปชฺชิตฺถ" (ไม่จริง เพราะภพอรูปและอสัญญสัตว์ไม่มีตาแต่ยังมีชีวิตินทรีย์) ส่วนคำถามย้อนกลับที่ใดที่ชีวิตินทรีย์ไม่เกิด ที่นั่นจักขุนทรีย์ก็ไม่เกิดด้วยหรือ คำตอบคือ "นตฺถิ" เพราะไม่มีภพภูมิใดเลยที่ปราศจากชีวิตินทรีย์ คำตอบสองแบบที่ต่างชนิดกันนี้ตอกย้ำว่าชีวิตินทรีย์เป็นสากลกว่าจักขุนทรีย์อย่างสิ้นเชิง
  48. หน้า ๒๙๖–๓๐๒ ปฏิเสธแบบผสมบุคคล+สถานที่ ปิดท้ายวรรคอดีต รวมเงื่อนไขปฏิเสธทั้งบุคคลและสถานที่เข้าด้วยกัน เป็นการปิดวรรคอดีต (อุปฺปาทวาร) ก่อนเปลี่ยนไปวรรคอนาคตในหน้า ๓๐๒ ตัวอย่างที่แสดงความไม่สมมาตรชัดเจนคือคู่ชีวิตินทรีย์กับโสมนัสสินทรีย์: ผู้ใด/ที่ใดไม่มีชีวิตินทรีย์เกิด ย่อมไม่มีโสมนัสด้วยเสมอ เพราะไม่มีชีวิตก็ไม่มีจิตใจ แต่กลับกัน ผู้ใด/ที่ใดไม่มีโสมนัสเกิด ก็ใช่ว่าจะไม่มีชีวิตินทรีย์เสมอไป เพราะสุทธาวาสในจิตดวงที่สองและอสัญญสัตว์มีชีวิตินทรีย์อยู่โดยไม่มีโสมนัส แสดงว่าการไม่มีชีวิตเป็นเงื่อนไขที่แรงกว่าการไม่มีความสุขทางใจ
  49. หน้า ๓๐๓–๓๑๓ วรรคอนาคต (จักเกิด) แบบบุคคล: ทำนายชะตาชีวิตในอนาคต เปลี่ยนกาลจากอดีตเป็นอนาคต (อุปฺปชฺชิสฺสติ - จักเกิด) โดยทดสอบเป็นรายบุคคลว่าผู้ใดจะเกิดอินทรีย์หนึ่งในอนาคต จะเกิดอีกอินทรีย์หนึ่งด้วยหรือไม่ จุดเด่นคือข้อยกเว้นในวรรคนี้ต้องอ้างถึงชะตาชีวิตในอนาคตของบุคคลนั้นๆ ไม่ใช่แค่ภพภูมิ เช่น คู่จักขุนทรีย์กับฆานินทรีย์: ผู้ที่จะไปเกิดในรูปาวจรแล้วปรินิพพานที่นั่นเลย จะมีจักขุนทรีย์เกิดในอนาคตแต่จะไม่มีฆานินทรีย์เกิดอีกต่อไป ส่วนคู่จักขุนทรีย์กับอิตถินทรีย์ยังต้องเจาะจงถึงบุรุษที่จะแสดงภาวะบุรุษอีกไม่กี่ภพก่อนปรินิพพาน (ใกล้จะหมดเชื้อ) ว่าจะมีตาแต่จะไม่มี
  50. หน้า ๓๑๔–๓๒๐ วรรคอนาคต แบบสถานที่: กลับสู่เกณฑ์ภพภูมิล้วนๆ ทดสอบคำถามอนาคตแบบเดียวกันแต่ผูกกับสถานที่/ภพแทนตัวบุคคล เนื่องจากสถานที่ไม่มีชะตาชีวิตเป็นของตัวเอง ข้อยกเว้นในช่วงนี้จึงกลับไปอ้างอิงภพภูมิล้วนๆ เหมือนวรรคอดีต (รูปาวจร กามาวจร อรูป) แทนที่จะอ้างถึงบุคคลเฉพาะแบบวรรคก่อนหน้า เช่น คู่จักขุนทรีย์กับฆานินทรีย์ยังคงตอบว่ารูปาวจรมีจักขุนทรีย์จะเกิดแต่ไม่มีฆานินทรีย์จะเกิด ส่วนกามาวจรมีทั้งคู่ ซึ่งเป็นรูปแบบคำตอบเดียวกับที่เคยพบในวรรคอดีตทุกประการ แสดงว่าความซับซ้อนเรื่องชะตาชีวิตเฉพาะบุคคลใช้ได้เฉพาะกับวรรคแบบบุคคลเท่านั้น
  51. หน้า ๓๒๑–๓๓๐ วรรคอนาคต แบบผสมบุคคล+สถานที่ รวมเงื่อนไขบุคคลและสถานที่เข้าด้วยกันสำหรับวรรคอนาคต ทำให้ข้อยกเว้นต้องระบุทั้งชะตาชีวิตเฉพาะบุคคล (เช่น สตรี/บุรุษที่จะแสดงภาวะนั้นอีกไม่กี่ภพก่อนปรินิพพาน) และภพภูมิไปพร้อมกัน เช่น คู่อิตถินทรีย์กับปุริสินทรีย์: สตรีที่ใกล้ปรินิพพานจะมีอิตถินทรีย์เกิดที่นั่นแต่จะไม่มีปุริสินทรีย์เกิดอีก ส่วนคู่ชีวิตินทรีย์กับโสมนัสสินทรีย์ (ท้ายหน้า ๓๓๐) อ้างถึงผู้ที่จิตดวงสุดท้ายก่อนตายซึ่งประกอบด้วยอุเบกขาจะเกิด จะมีชีวิตินทรีย์เกิดแต่จะไม่มีโสมนัสเกิดอีก เนื้อหาช่วงนี้ยังไม่จบและต่อเนื่องไปยังหน้าถัดไป
  52. หน้า ๓๓๑–๓๓๕ จักขุนทรีย์กับหมู่อินทรีย์อื่น (อนาคตนิเสธ, รายบุคคล) ช่วงต้น (หน้า 331-332) ปิดท้ายหมวดอนาคตุปบาทฝ่ายบวก โดยทดสอบโสมนัสสินทรีย์คู่กับอุเปกขินทรีย์ พบว่าปกติเกิดคู่กัน แต่มีข้อยกเว้นเมื่อจิตดวงถัดไปเป็น 'ปัจฉิมจิตต' (จิตดวงสุดท้ายของกระบวนการ) ที่ประกอบด้วยโสมนัสหรืออุเบกขาเพียงอย่างเดียว ทำให้อีกอินทรีย์หนึ่งไม่เกิดร่วมในขณะนั้น จากนั้น (หน้า 333-335) เปลี่ยนไปทดสอบว่าจักขุนทรีย์จะไม่เกิดต่อไปหรือไม่ เทียบกับโสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ และอินทรีย์ฝ่ายเวทนา-ปัญญา มีเพียงคู่จักขุ-โสตะที่สมมูลกันสนิท ส่วนคู่อื่นล้วนแตก
  53. หน้า ๓๓๖–๓๔๑ ฆานินทรีย์ และเริ่มอิตถินทรีย์-ปุริสินทรีย์ (อนาคตนิเสธ, รายบุคคล) หน้า 336-338 ทดสอบฆานินทรีย์ (จมูก) เทียบกับอิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ และสัทธา-ปัญญา-มนินทรีย์ (ยังเป็นอนาคตนิเสธรายบุคคล) พบความไม่สมมาตรแบบเดียวกับจักขุนทรีย์ในตอนก่อน คือรูปาวจร/อรูปาวจรไม่มีฆานินทรีย์เกิดต่อแต่ยังมีอินทรีย์อื่น จากนั้นหน้า 338-341 เปลี่ยนไปทดสอบอิตถินทรีย์คู่กับปุริสินทรีย์และชีวิตินทรีย์ เผยข้อยกเว้นใหม่ที่สำคัญ คือกรณี 'บุคคลที่จะแสดงเพศเดิมไปอีกหลายภพก่อนปรินิพพาน' เช่น อริยบุคคลเพศชายที่จะเวียนเกิดเป็นชายต่อไปอีกหลายชาติก่อนบรรลุน
  54. หน้า ๓๔๒–๓๔๕ ปุริสินทรีย์-ชีวิตินทรีย์ ปิดหมวดอนาคตนิเสธรายบุคคล หน้า 342-343 ทดสอบปุริสินทรีย์คู่กับชีวิตินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ และสัทธา-ปัญญา-มนินทรีย์ ยังพบความไม่สมมาตรจากบุคคลที่จะรักษาเพศเดิมไปหลายภพก่อนปรินิพพาน ผสมกับพรหมไร้เพศ จากนั้นหน้า 343-345 เปลี่ยนไปทดสอบชีวิตินทรีย์คู่กับโสมนัสสินทรีย์และอุเปกขินทรีย์ ซึ่งเผยกลไกละเอียดของ 'ปัจฉิมจิตตสมังคี' คือผู้ที่จิตดวงถัดไปจะเป็นจิตดวงสุดท้ายของภพ (ไม่ว่าประกอบด้วยโสมนัสหรืออุเบกขา) จะมีอินทรีย์ความรู้สึกนั้นหยุดเกิดก่อนชีวิตินทรีย์หนึ่งขณะ แต่สำหรับผู้ที่กำลังมีจิตดวงสุดท้ายอยู่จริง (ขณะจุต
  55. หน้า ๓๔๖–๓๕๐ อนาคตนิเสธรายภูมิ: จักขุ-ฆานินทรีย์กับอสัญญสัตตภูมิ เปลี่ยนกรอบจาก 'รายบุคคล' เป็น 'รายภูมิ/รายสถานที่' ล้วนๆ (ยตฺถ...ตตฺถ ไม่มียสฺส) ทดสอบว่าจักขุนทรีย์และฆานินทรีย์จะไม่เกิดในภูมินั้นอีกหรือไม่ เทียบกับโสตินทรีย์ อิตถินทรีย์-ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ และอินทรีย์ฝ่ายเวทนา-ปัญญา ที่นี่ปรากฏภูมิใหม่คือ 'อสัญญสัตตภูมิ' (พรหมไร้สัญญา ไม่มีจิตเลย) ซึ่งไม่มีอินทรีย์ฝ่ายนามเกิดในภูมินั้นแม้แต่น้อย ขณะที่รูปาวจรทั่วไปยังมีจักขุนทรีย์แต่ไม่มีฆานินทรีย์ ตัวอย่างเด่นคือคู่ชีวิตินทรีย์-โสมนัสสินทรีย์ ซึ่งตอบว่า 'นตฺถิ' (ไม่มีภูมิใดปราศจากชีวิตินทรีย์ในอนาคต
  56. หน้า ๓๕๑–๓๕๖ จักขุ-ฆานินทรีย์ ผสมรายบุคคล+รายภูมิ (อนาคตนิเสธ) กลับมาทดสอบแบบผสมทั้งรายบุคคลและรายภูมิพร้อมกัน (ยสฺส...ยตฺถ...ตสฺส...ตตฺถ) เริ่มจากจักขุนทรีย์เทียบกับโสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ อิตถินทรีย์-ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ และอินทรีย์ฝ่ายเวทนา-ปัญญา (หน้า 351-354) แล้วต่อด้วยฆานินทรีย์เทียบกับอิตถินทรีย์-ปุริสินทรีย์ (หน้า 354-356) คำตอบอาศัยกลุ่มข้อยกเว้นเดิม (รูปาวจร/อรูปาวจร, ปัจฉิมภวิกา, อสัญญสัตตะ) แต่เจาะจงลึกถึง 'ปัญจโวการปัจฉิมภวิกา' คือสัตว์มีขันธ์ 5 ที่กำลังจะปรินิพพานในภพนี้เป็นภพสุดท้าย ตัวอย่างคู่จักขุนทรีย์-ชีวิตินทรีย์: สำหรับปัญจโวการปัจฉ
  57. หน้า ๓๕๗–๓๖๔ อิตถินทรีย์-ปุริสินทรีย์-ชีวิตินทรีย์ ปิดหมวดอนาคตนิเสธผสม หน้า 357-361 ทดสอบอิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์ (แบบผสมรายบุคคล+รายภูมิ) เทียบกับชีวิตินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ และสัทธา-ปัญญา-มนินทรีย์ ยังพบข้อยกเว้นจากบุคคลที่จะรักษาเพศเดิมไปหลายภพก่อนปรินิพพาน ผสมกับกามาวจร/รูปาวจร/อรูปาวจร จากนั้นหน้า 361-364 เปลี่ยนไปทดสอบชีวิตินทรีย์คู่กับโสมนัสสินทรีย์และอุเปกขินทรีย์ ซึ่งเพิ่มมิติภูมิเข้าไปในกลไก 'ปัจฉิมจิตตสมังคี' เดิม เช่นกรณีอสัญญสัตตะซึ่งไม่มีจิตหรือเวทนาเลยตั้งแต่ต้น ทำให้ชีวิตินทรีย์ในภูมินั้นเกิดได้แต่โสมนัส/อุเบกขาไม่เกิดเลย หมวดนี้ปิดท
  58. หน้า ๓๖๕–๓๗๓ เปลี่ยนกาล: ปัจจุบัน-อดีต จักขุนทรีย์ถึงมนินทรีย์ (รายบุคคล) จุดเปลี่ยนสำคัญของเนื้อหา: จากนี้เปลี่ยนกาลจาก 'จะเกิด/จะไม่เกิด' (อนาคต) เป็นถามว่า 'อินทรีย์ X กำลังเกิดอยู่ ดังนั้นอินทรีย์ Y เคยเกิดแล้วในอดีตหรือไม่' (รายบุคคลล้วนๆ ไม่ระบุภูมิ) ทดสอบจักขุ ฆาน อิตถิ ปุริส ชีวิต โสมนัส อุเบกขา สัทธา ปัญญา และมนินทรีย์ เกือบทุกคู่มีรูปแบบเดียวกัน: ทิศทาง 'X กำลังเกิด ⇒ Y เคยเกิดแล้ว' เป็นจริงเสมอ แต่ทิศทางกลับไม่จริงเสมอไป เพราะสัตว์บางจำพวกที่จุติ(ตาย)แบบไม่มีอวัยวะนั้นแล้วอุบัติใหม่ก็ยังขาดอวัยวะนั้นอยู่ ตัวอย่างคู่จักขุนทรีย์-โสตินทรีย์: สัตว์ที่จุติแบบไม่
  59. หน้า ๓๗๔–๓๗๙ จักขุ-ฆานินทรีย์ ปัจจุบัน-อดีต ผสมรายภูมิ: กรณีสุทธาวาส กลับมาผสมรายบุคคล+รายภูมิอีกครั้งแต่ยังอยู่ในกรอบปัจจุบัน-อดีต (X กำลังเกิดในภูมินี้ ⇒ Y เคยเกิดในภูมินี้มาก่อนหรือไม่) ทดสอบจักขุนทรีย์เทียบกับโสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ อิตถินทรีย์-ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ และอินทรีย์ฝ่ายเวทนา-ปัญญา (หน้า 373-377) ต่อด้วยฆานินทรีย์ (หน้า 377-379) จุดเด่นที่สุดคือกรณี 'สุทธาวาส' พรหม 5 ชั้นซึ่งมีเฉพาะพระอนาคามีไปเกิด และไปเกิดแต่ละชั้นเพียงครั้งเดียวไม่เวียนซ้ำ: สำหรับผู้กำลังอุบัติในสุทธาวาส จักขุนทรีย์กำลังเกิดในภูมินั้น แต่โสตินทรีย์ไม่เคยเกิดในภูมินั้นมาก่อนเลย
  60. หน้า ๓๘๐–๓๘๕ อิตถินทรีย์-ปุริสินทรีย์-ชีวิตินทรีย์ ปัจจุบัน-อดีต ผสมรายภูมิ หน้า 379-383 ทดสอบอิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์ (ผสมรายบุคคล+รายภูมิ, ปัจจุบัน-อดีต) เทียบกับชีวิตินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ และสัทธา-ปัญญา-มนินทรีย์ ใช้หลักการเดียวกับกรณีสุทธาวาสในตอนก่อน คือผู้ที่จุติแบบไม่มีเพศนั้นแล้วอุบัติใหม่ในกามาวจรจะมีเพศตรงข้ามเคยเกิดมาก่อนแต่เพศนั้นเองยังไม่เกิด จากนั้นหน้า 383-385 เปลี่ยนไปทดสอบชีวิตินทรีย์คู่กับโสมนัสสินทรีย์และอุเปกขินทรีย์ เผยกลไก 'ขณะเกิด-ขณะดับของจิต' (อุปปาทักขณะ-ภังคักขณะ): สำหรับสุทธาวาสและอสัญญสัตตะที่กำลังอุบัติ ชีวิตินทรีย์เกิดในภู
  61. หน้า ๓๘๖–๓๘๙ คู่อินทรีย์ฝ่ายจิต (อุเบกขา-สัทธา-ปัญญา-มโน) และจักขุนทรีย์แบบปฏิเสธในอดีต ส่วนแรกปิดท้ายชุดคำถามแบบขณะจิตปัจจุบันที่ทดสอบอุเปกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ และมนินทรีย์จับคู่กันเอง โดยอาศัยกลไกขณะเกิด-ขณะดับของจิตแต่ละดวง มีข้อยกเว้นชัดเจนคือผู้เกิดในสุทธาวาส (ภูมิของพระอนาคามีเท่านั้น) ซึ่งอุเปกขินทรีย์หรือสัทธินทรีย์เกิดขึ้นในปฏิสนธิจิต แต่ปัญญินทรีย์กลับไม่ได้เกิดร่วมในขณะจิตก่อนหน้าทันที เพราะปฏิสนธิจิตบางดวงในสุทธาวาสประกอบด้วยอุเบกขาหรือศรัทธาโดยไม่มีปัญญาประกอบ จากนั้น ([๑๐๗๑] เป็นต้นไป) เนื้อหาเปลี่ยนเป็นการทดสอบแบบปฏิเสธในอดีต คือ "ผู้ใดจักขุนทรีย์ไม่เกิด
  62. หน้า ๓๙๐–๓๙๓ จักขุนทรีย์เทียบกับอินทรีย์อื่น (อนาคต, รายบุคคล) - ข้อยกเว้นปัจฉิมภวิกา ส่วนนี้เริ่มชุดคำถามแบบอนาคตรายบุคคล ทดสอบว่าเมื่อจักขุนทรีย์เกิดขึ้นในบุคคลหนึ่งขณะนี้ อินทรีย์อื่น (โสต ฆาน อิตถี ปุริส ชีวิต โสมนัส อุเบกขา ศรัทธา-ปัญญา-มโน) จักเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นในอนาคตด้วยหรือไม่ คำตอบเผยข้อยกเว้นสม่ำเสมอคือ "ปัจฉิมภวิกา" - ผู้เกิดเป็นเบญจโวการในภพสุดท้ายก่อนปรินิพพาน แม้ขณะนี้มีจักขุนทรีย์ครบ แต่อินทรีย์อื่นจักไม่เกิดแก่เขาอีกในอนาคตเลยเพราะไม่มีภพต่อไป ตัวอย่างที่ชัด เช่น ผู้จะเกิดในรูปาวจรหรืออรูปาวจรภพก่อนปรินิพพาน แม้มีตาอยู่ในภพปัจจุบัน แต่ฆานินทรีย์จักไม่เกิดแก่เขา
  63. หน้า ๓๙๔–๓๙๙ ฆานินทรีย์และอิตถินทรีย์เทียบกับอินทรีย์อื่น (อนาคต, รายบุคคล) ต่อเนื่องจากจักขุนทรีย์ ส่วนนี้ทดสอบฆานินทรีย์ (จมูก) และอิตถินทรีย์ (ความเป็นหญิง) เทียบกับอินทรีย์เพศ ชีวิต เวทนา และอินทรีย์ฝ่ายจิตในกรอบอนาคตรายบุคคลเช่นเดียวกัน ข้อยกเว้นยังคงเป็นรูปแบบปัจฉิมภวิกาและผู้ที่จะไปเกิดในภพที่ไม่มีอินทรีย์นั้นๆ ก่อนปรินิพพาน ตัวอย่างเด่นคือสตรีผู้ "ดำรงภาวะเดิม (เป็นหญิง) แสดงภพอีกเพียงไม่กี่ภพแล้วปรินิพพาน" แม้ขณะนี้มีอิตถินทรีย์ แต่ปุริสินทรีย์จักไม่เกิดแก่นางเลยตลอดชาติที่เหลือ เพราะนางจะคงเพศหญิงไปจนถึงวาระสุดท้ายโดยไม่เคยเปลี่ยนเป็นบุรุษ สิ่งนี้แสดงว่าการมีอ
  64. หน้า ๔๐๐–๔๐๗ ปุริสินทรีย์และกลุ่มอินทรีย์ชีวิต-เวทนา-จิต เทียบกัน (อนาคต, รายบุคคล) ช่วงแรก (๔๐๐-๔๐๒) ทดสอบปุริสินทรีย์ (ความเป็นชาย) แบบเดียวกับอิตถินทรีย์ก่อนหน้า ด้วยข้อยกเว้นปัจฉิมภวิกาเช่นเดิม จากนั้นกลไกเปลี่ยนไปใช้ "ขณะจิตดวงสุดท้าย" (ปัจฉิมจิต) แทนภพชาติ โดยทดสอบชีวิตินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ และมนินทรีย์จับคู่กันเอง ข้อยกเว้นที่น่าสนใจคือ ชีวิตินทรีย์เกิดขึ้นในขณะจิตหนึ่ง แต่โสมนัสสินทรีย์จักไม่เกิดในขณะจิตถัดไป หากขณะจิตถัดไปนั้นคือปัจฉิมจิต (จิตดวงสุดท้ายก่อนปรินิพพานของพระอรหันต์) ที่ประกอบด้วยอุเบกขาแทนที่จะเป็นโสมนัส เพราะกระแสจิ
  65. หน้า ๔๐๘–๔๑๒ จักขุนทรีย์เทียบกับอินทรีย์อื่น (อนาคต, รายภูมิ) จากข้อ [๑๑๑๒] เป็นต้นไป คัมภีร์เปลี่ยนกรอบจาก "รายบุคคล" เป็น "รายภูมิ" (ตตฺถ - ในภูมินั้นๆ) คือถามว่าในภูมิหนึ่งๆ ถ้าจักขุนทรีย์เกิดขึ้นที่นั่น อินทรีย์อื่นจักเกิดขึ้นที่ภูมินั้นในอนาคตด้วยหรือไม่ นอกจากข้อยกเว้นแบบปัจฉิมภวิกาที่ยังคงอยู่ ยังปรากฏข้อยกเว้นเชิงจักรวาลวิทยาที่ผูกกับโครงสร้างภูมิเอง เช่น รูปาวจรภูมิซึ่งสัตว์ที่นั่นมีจักขุนทรีย์ (มองเห็นได้) แต่ภูมินั้นไม่เคยมีฆานินทรีย์เกิดขึ้นเลยไม่ว่าอนาคตกาลใด เพราะพรหมไม่มีอวัยวะดมกลิ่นโดยธรรมชาติของภูมิ ไม่ใช่เพราะเหตุผลส่วนบุคคล นี่แสดงว่าคว
  66. หน้า ๔๑๓–๔๑๖ ฆานินทรีย์เทียบกับอินทรีย์เพศ-ชีวิต-เวทนา-จิต (อนาคต, รายภูมิ) ทดสอบฆานินทรีย์ในกรอบรายภูมิเทียบกับอิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ และอินทรีย์ฝ่ายจิต ฆานินทรีย์มีเฉพาะในกามาวจรภูมิเท่านั้น ขณะที่รูปาวจรและอรูปาวจรภูมิไม่มีจมูกโดยธรรมชาติ ข้อยกเว้นจึงเกิดขึ้นเมื่อฆานินทรีย์เกิดในกามาวจรภูมิขณะนี้ แต่อิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์จักไม่เกิดที่ภูมินั้นอีกในอนาคต เพราะสัตว์ในภูมินั้นเป็นปัจฉิมภวิกาที่จะปรินิพพานโดยไม่เกิดซ้ำในกามภูมิอีก หรือจะย้ายไปสู่รูปพรหม-อรูปพรหมภูมิซึ่งไม่มีทั้งจมูกและเพศอยู่แล้ว แสดงให้เห็นว่าอินทรีย์ทางกา
  67. หน้า ๔๑๗–๔๒๑ อิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์เทียบกับชีวิต-เวทนา-จิต (อนาคต, รายภูมิ) ทดสอบอิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์ในกรอบรายภูมิเทียบกับชีวิตินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ และอินทรีย์ฝ่ายจิต ยังคงพบว่าอินทรีย์เพศทั้งสองผูกกับกามาวจรภูมิเท่านั้น ข้อยกเว้นสำคัญคือ แม้อิตถินทรีย์เกิดในกามาวจรภูมิขณะนี้ แต่ปุริสินทรีย์อาจไม่เกิดที่ภูมินั้นอีกในอนาคตเลย หากสัตว์ในภูมินั้นเป็นปัจฉิมภวิกาหรือจะย้ายไปภูมิพรหมซึ่งไม่มีเพศก่อนปรินิพพาน สะท้อนหลักการเดียวกันกับฆานินทรีย์ในส่วนก่อนหน้า คือความไม่สมมูลเกิดจากทั้งการสิ้นสุดสังสารวัฏของสัตว์เฉพาะราย และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของภูมิที่ไม่
  68. หน้า ๔๒๒–๔๒๗ ชีวิต-เวทนา-สัทธา-ปัญญา-มนินทรีย์ เทียบกันเอง (อนาคต, รายภูมิ) ส่วนนี้ทำซ้ำการทดสอบชีวิตินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ และมนินทรีย์แบบรายภูมิ โดยยังใช้กลไกขณะจิตดวงสุดท้าย (ปัจฉิมจิต) เป็นหลักเช่นเดียวกับหน้า ๔๐๒-๔๐๗ แต่ขยายไปสู่ระดับภูมิ ตัวอย่างที่ชัดเจนคืออสัญญสัตตภูมิ ซึ่งสัตว์ที่นั่นมีชีวิตินทรีย์ (รูปชีวิต) ตลอดภพ แต่ไม่มีมนินทรีย์เกิดขึ้นเลยแม้แต่ขณะเดียว เพราะธรรมชาติของภูมินี้คือมีเพียงรูปสืบต่อโดยปราศจากจิตโดยสิ้นเชิง จึงเป็นตัวอย่างความไม่สมมูลที่ชัดที่สุดในกลุ่มนี้ เพราะเป็นข้อยกเว้นเชิงโครงสร้างของภูมิ ไม่ใช่เพียงเ
  69. หน้า ๔๒๘–๔๓๓ การทดสอบปฏิเสธ: จักขุนทรีย์ไม่เกิด vs อินทรีย์อื่นจักไม่เกิด (รายภูมิ) ชุดคำถามเปลี่ยนเป็นการปฏิเสธสองชั้น คือ "ภูมิใดจักขุนทรีย์ไม่เกิดขึ้นขณะนี้ อินทรีย์อื่นจักไม่เกิดขึ้นที่ภูมินั้นในอนาคตด้วยหรือไม่" ไล่เทียบจักขุนทรีย์กับโสต ฆาน เพศ ชีวิต เวทนา และอินทรีย์ฝ่ายจิตทั้งหมด ข้อยกเว้นเผยประเด็นตรรกะที่ละเอียดคือ ปัจฉิมภวิกาผู้เกิดเป็นเบญจโวการ (มีขันธ์ ๕ ครบ จึงมีตาอยู่จริงในขณะนี้) กับผู้ที่จะไปเกิดในอรูปภูมิแล้วปรินิพพานจากที่นั่น (ไม่มีตาอยู่แล้วโดยธรรมชาติ) ทั้งสองกลุ่มมีจุดร่วมคือ "โสตินทรีย์จักไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต" เหมือนกัน แต่กลุ่มแรกมีตาอยู่ในปัจจุบันขณะท
  70. หน้า ๔๓๔–๔๓๗ การทดสอบปฏิเสธ: ฆานินทรีย์ไม่เกิด vs เพศ-ชีวิต-เวทนา-จิตินทรีย์ (รายภูมิ) ต่อเนื่องด้วยกลไกปฏิเสธสองชั้นแบบเดียวกัน คราวนี้ทดสอบฆานินทรีย์เทียบกับอิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ และอินทรีย์ฝ่ายจิต ในกรอบรายภูมิ ข้อยกเว้นยังคงเป็นการซ้อนกันของสองกลุ่ม คือปัจฉิมภวิกาในกามาวจรภูมิ (มีจมูกอยู่จริงในปัจจุบัน) กับสัตว์ในรูปาวจร-อรูปาวจรภูมิ (ไม่มีจมูกอยู่แล้วโดยธรรมชาติของภูมิ) ทั้งสองกลุ่มร่วมกันสรุปว่า "เพศหรือเวทนาบางอย่างจักไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคตที่ภูมินั้น" แต่ด้วยเหตุผลคนละแบบ กลุ่มแรกเพราะจะปรินิพพานไม่เกิดซ้ำ กลุ่มหลังเพราะภูมินั้นไ
  71. หน้า ๔๓๘–๔๔๐ การทดสอบปฏิเสธ: อิตถินทรีย์ไม่เกิด vs ปุริส-ชีวิต-เวทนาอินทรีย์ (รายภูมิ) ปิดท้ายเนื้อหาช่วงนี้ด้วยการทดสอบอิตถินทรีย์แบบปฏิเสธสองชั้นเทียบกับปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ และโสมนัสสินทรีย์ (เนื้อหายังไม่จบครบชุด ต่อเนื่องไปยังตอนถัดไป) ในกรอบรายภูมิเช่นเดียวกับสองส่วนก่อนหน้า ข้อยกเว้นยังคงเป็นรูปแบบเดิม คือปัจฉิมภวิกาสตรีในกามาวจรภูมิที่มีอิตถินทรีย์อยู่จริงในปัจจุบัน แต่ปุริสินทรีย์หรือชีวิตินทรีย์บางกรณีจักไม่เกิดขึ้นอีกที่ภูมินั้นเนื่องจากจะปรินิพพาน เทียบกับสัตว์ในภูมิที่ไม่มีเพศเลยตั้งแต่ต้น (รูปาวจร-อรูปาวจร) ซึ่งไม่มีอิตถินทรีย์อยู่แล้วโดยธรรมชาติของภูมิ ตอกย้ำรู
  72. หน้า ๔๔๑–๔๔๔ อิตถินทรีย์-ปุริสินทรีย์ คู่กับสัทธาทิอินทรีย์ (บุคคล ปัจจุบัน-อนาคต) ช่วงนี้ทดสอบว่าผู้ที่ไม่มีอิตถินทรีย์/ปุริสินทรีย์เกิดขึ้นในปัจจุบัน จะไม่มีอุเปกขินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ หรือกลุ่มสัทธา-ปัญญา-มนินทรีย์เกิดขึ้นในอนาคตด้วยหรือไม่ โดยยึดกรอบบุคคล (จุติ-อุบัติ) ไม่ใช่ภพภูมิ. ข้อสรุปไม่ใช่ความสมมูลสมบูรณ์ เพราะมีข้อยกเว้นชัดเจนที่ปัจฉิมภวิกา (ผู้อยู่ในภพสุดท้ายก่อนปรินิพพาน) เป็นตัวทำลายกฎ. ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม: หญิงปัจฉิมภวิกาที่กำลังอุบัติ อิตถินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่นาง แต่เพราะนางจะปรินิพพานไม่มีภพต่อไป จึงไม่แน่ว่ามนินทรีย์ 'จักเกิด' แก่นางอีกในอน
  73. หน้า ๔๔๕–๔๕๐ ชีวิต-โสมนัส-อุเบกขา-สัทธาทิอินทรีย์ ที่ขณะภังคะแห่งจิต เปลี่ยนกรอบจากบุคคล (เกิด-ตาย) มาเป็นขณะจิต (อุปาทักขณะ-ภังคักขณะ) ทดสอบชีวิตินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ จับคู่กันเองว่าดับ/เกิดพร้อมกันในขณะจิตหนึ่งๆ หรือไม่. จุดที่ทำลายความสมมูลคือผู้เข้านิโรธสมาบัติและอสัญญสัตว์ ซึ่งไม่มีเวทนาเกิดขึ้นเลยแม้ชีวิตินทรีย์ยังดำเนินอยู่. ตัวอย่างที่ชัดเจน: ในขณะอุปาทะของจิตดวงสุดท้าย (ปัจฉิมจิต) ที่จิตถัดไปจะเป็น 'ปัจฉิมจิตประกอบด้วยอุเบกขา' ชีวิตินทรีย์เกิดขึ้นแน่นอน แต่โสมนัสสินทรีย์ไม่แน่ว่าจักเกิด เพราะจิตดวงสุดท้ายก
  74. หน้า ๔๕๑–๔๕๖ จักขุนทรีย์ตามภพภูมิ (ยตฺถ): คู่กับโสต ฆาน อิตถิ ปุริส ชีวิต เวทนา สัทธาทิ เริ่มรูปแบบใหม่ที่ระบุภพภูมิ (ยตฺถ...ตตฺถ) กำกับการทดสอบ ไม่ใช่แค่ระดับบุคคล โดยตรวจจักขุนทรีย์เทียบกับโสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ และกลุ่มสัทธา-ปัญญา-มนินทรีย์ในแต่ละภูมิ. ผลคือไม่สมมูลกันอย่างเป็นระบบ เพราะภูมิรูปาวจร (พรหมมีรูป) มีจักขุนทรีย์และโสตินทรีย์แต่ไม่มีฆานินทรีย์ ส่วนอรูปาวจรและอสัญญสัตว์ไม่มีจักขุนทรีย์เลย. ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม: ผู้เกิดในภูมิรูปาวจร จักขุนทรีย์เกิดขึ้นในภูมินั้นแน่นอน แต่ฆานินทรีย์จะไม่เกิดขึ้นในภูมินั้
  75. หน้า ๔๕๗–๔๖๑ ฆานินทรีย์ตามภพภูมิ: คู่กับอิตถิ ปุริส ชีวิต เวทนา สัทธาทิ ทดสอบฆานินทรีย์ (จมูก) เทียบกับอิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ และกลุ่มสัทธา-ปัญญา-มนินทรีย์ ตามภพภูมิที่เกิด ต่อเนื่องจากรูปแบบ 'ยตฺถ' ในตอนก่อนหน้า. ความไม่สมมูลเกิดซ้ำในรูปแบบเดียวกัน คือฆานินทรีย์มีเฉพาะกามาวจรภูมิ ขณะที่รูปาวจรและอรูปาวจรไม่มีจมูกแต่ยังมีชีวิตินทรีย์ สัทธินทรีย์ และมนินทรีย์ตามปกติ. ตัวอย่าง: ผู้เกิดในภูมิรูปาวจรหรืออรูปาวจร สัทธินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น แต่ฆานินทรีย์ไม่เกิดขึ้นในภูมินั้นเลย เพราะพรหมไม่มีอวัยวะจมูกสำหรับดมกลิ่น มีเพีย
  76. หน้า ๔๖๒–๔๖๕ อิตถินทรีย์ตามภพภูมิ: คู่กับปุริส ชีวิต เวทนา สัทธาทิ ทดสอบอิตถินทรีย์ (เพศหญิง) เทียบกับปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ และกลุ่มสัทธา-ปัญญา-มนินทรีย์ ตามภพภูมิ. ข้อสรุปไม่สมมูล เพราะภูมิรูปาวจรและอรูปาวจรไม่มีเพศเลย (พรหมไม่มีเพศหญิง-ชาย) แต่ยังคงมีชีวิตินทรีย์และอินทรีย์ฝ่ายจิตตามปกติ. ตัวอย่างที่ชัด: ในภูมิรูปาวจร ชีวิตินทรีย์เกิดขึ้นในภูมินั้นแน่นอน แต่อิตถินทรีย์ไม่เกิดขึ้นในภูมินั้นเลย เพราะการอุบัติในพรหมโลกไม่มีรูปกายที่เป็นเพศหญิงหรือชาย จึงเป็นความไม่สมมูลที่ผูกกับธรรมชาติของภพพรหม
  77. หน้า ๔๖๖–๔๖๙ ปุริสินทรีย์ตามภพภูมิ: คู่กับชีวิต เวทนา สัทธาทิ ทดสอบปุริสินทรีย์ (เพศชาย) เทียบกับชีวิตินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ และกลุ่มสัทธา-ปัญญา-มนินทรีย์ ตามภพภูมิ เป็นภาพสะท้อนของตอนอิตถินทรีย์ก่อนหน้าแต่ใช้เพศชายแทน. ความไม่สมมูลเกิดจากเหตุผลเดียวกันคือภูมิรูปาวจรและอรูปาวจรไม่มีเพศ. ตัวอย่าง: ผู้เกิดในภูมิรูปาวจรหรืออรูปาวจร สัทธินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น แต่ปุริสินทรีย์ไม่เกิดขึ้นในภูมินั้นเลย เพราะพรหมโลกไม่มีรูปกายที่เป็นเพศชาย มีเพียงกามาวจรภูมิเท่านั้นที่ปุริสินทรีย์เกิดได้
  78. หน้า ๔๗๐–๔๗๖ ชีวิต-เวทนา-สัทธาทิอินทรีย์ตามภพภูมิ (ปิดรอบปัจจุบันกาล) ทดสอบชีวิตินทรีย์เทียบกับโสมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ และกลุ่มสัทธา-ปัญญา-มนินทรีย์ตามภพภูมิและขณะจิต แล้วทดสอบคู่ภายในกลุ่มเวทนา-สัทธาทิกันเองต่อจนครบ (โสมนัส-อุเบกขา, โสมนัส-สัทธาทิ, อุเบกขา-สัทธาทิ, สัทธา-ปัญญา, สัทธา-มโน, ปัญญา-มโน) ปิดท้ายรอบการทดสอบแบบ 'ยตฺถ' ปัจจุบันกาลทั้งหมด. ความไม่สมมูลผูกกับอสัญญสัตว์ที่กำลังจุติ ซึ่งชีวิตินทรีย์ดับลงแต่ไม่เคยมีโสมนัสสินทรีย์เกิดขึ้นเลยตั้งแต่ต้น เพราะอสัญญสัตว์ไม่มีจิตจึงไม่มีเวทนา. ตัวอย่าง: อสัญญสัตว์กำลังจุติ ชีวิตินทรีย์ของเขาดับ แต่ไม่มีนัยว่าโ
  79. หน้า ๔๗๗–๔๘๕ อดีต-อนาคต (บุคคล): อินทรีย์ที่เคยเกิดแล้ว จักเกิดอีกหรือไม่ หลังเส้นแบ่งหน้า ๔๗๗ เข้าสู่รูปแบบคำถามใหม่ทั้งหมด คือถามว่าผู้ที่อินทรีย์หนึ่ง 'เกิดแล้ว' (อุปฺปชฺชิตฺถ - อดีต) จะมีอินทรีย์อีกตัวหนึ่ง 'จักเกิด' (อุปฺปชฺชิสฺสติ - อนาคต) แก่เขาหรือไม่ ครอบคลุมทุกคู่ตั้งแต่จักขุ ฆาน อิตถิ ปุริส ชีวิต โสมนัส อุเบกขา ไปจนถึงสัทธา-ปัญญา-มโน โดยไม่ระบุภพภูมิ. รูปแบบคำตอบพลิกกลับจากตอนก่อนอย่างสิ้นเชิง คือทิศทางย้อนกลับตอบ 'อามันตา' (ใช่) แทบทุกคู่โดยไม่มีเงื่อนไข เพราะสังสารวัฏไม่มีที่สิ้นสุดทำให้อินทรีย์ทุกตัวเคยเกิดมาแล้วในอดีตของทุกคนที่ยังจะมีอินทรีย์อื่นเกิดใน
  80. หน้า ๔๘๖–๔๙๐ จักขุนทรีย์ อดีต-อนาคตตามภพภูมิ: อรูปภูมิไม่มีตาแต่ยังมีสัทธา-มโน รวมสองกรอบเข้าด้วยกัน คือทั้งระบุภพภูมิ (ยตฺถ...ตตฺถ) และทั้งเทียบอดีต-อนาคต (เคยเกิดแล้ว vs จักเกิด) โดยเริ่มจากจักขุนทรีย์เทียบกับโสต ฆาน อิตถิ ปุริส ชีวิต โสมนัส อุเบกขา สัทธา-ปัญญา-มโนในแต่ละภูมิ. คู่ส่วนใหญ่ยังคงสมมูลสมบูรณ์ (อามันตา) แต่เกิดข้อยกเว้นใหม่ที่ชัดเจนในภูมิอรูปและอสัญญสัตว์ ซึ่งไม่เคยมีจักขุนทรีย์เกิดขึ้นเลยแต่ยังมีชีวิต-อุเบกขา-สัทธา-มนินทรีย์เกิดขึ้นได้ในอนาคต. ตัวอย่าง: ในภูมิอรูป สัทธินทรีย์จักเกิดขึ้นในภูมินั้นแน่นอน แต่จักขุนทรีย์ไม่เคยเกิดขึ้นในภูมินั้นมาก่อนเลย เพราะภูม
  81. หน้า ๔๙๑–๔๙๕ ฆานินทรีย์และอิตถินทรีย์ อดีต-อนาคตตามภพภูมิ (ตอนขาดต่อ) ต่อเนื่องจากตอนก่อน ทดสอบฆานินทรีย์เทียบกับอิตถิ ปุริส ชีวิต โสมนัส อุเบกขา สัทธา-ปัญญา-มโนในแต่ละภูมิ (อดีต-อนาคต) แล้วขึ้นกลุ่มใหม่คืออิตถินทรีย์เทียบกับปุริส ชีวิต โสมนัส อุเบกขา สัทธาต่อ โดยเนื้อหาขาดกลางคันที่คู่อิตถินทรีย์-สัทธินทรีย์ในหน้า ๔๙๕. รูปแบบความไม่สมมูลซ้ำเดิม คือรูปาวจร/อรูปาวจรไม่เคยมีฆานินทรีย์หรืออิตถินทรีย์เกิดขึ้นเลย แต่ยังมีชีวิต-สัทธา-มนินทรีย์เกิดขึ้นได้ในอนาคตของภูมินั้น. ตัวอย่างที่ชัด: ในภูมิรูปาวจรและอรูปาวจร ชีวิตินทรีย์จักเกิดขึ้นในภูมินั้นแน่นอน แต่ฆานินทรีย์ไม่เ
  82. หน้า ๔๙๖–๕๐๐ คู่อิตถินทรีย์-ปุริสินทรีย์กับชีวิตินทรีย์และมนินทรีย์ (การเกิดขึ้น) เนื้อหาทดสอบความสัมพันธ์แบบสองทางในการเกิดขึ้นระหว่างอิตถินทรีย์/ปุริสินทรีย์ (อินทรีย์เพศ) กับชีวิตินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ และมนินทรีย์ ผลคือไม่สมมูลกันเสมอไป เพราะอิตถินทรีย์-ปุริสินทรีย์เกิดได้เฉพาะในกามภูมิเท่านั้น ขณะที่ชีวิตินทรีย์และมนินทรีย์เกิดได้ทั้งในกามภูมิ รูปาวจร และอรูปาวจร ตัวอย่างที่แสดงเหตุผลชัดเจนคือ พรหมในรูปาวจรและอรูปาวจรมีมนินทรีย์เกิดขึ้นแน่นอน แต่ไม่มีอิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์เกิดขึ้นเลยเพราะพรหมไม่มีเพศทางกายภาพ ขณะที่ผู้เกิดในกามภ
  83. หน้า ๕๐๑–๕๐๓ คู่โสมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ กับจิตดวงสุดท้าย ตอนนี้ทดสอบคู่โสมนัสสินทรีย์-อุเปกขินทรีย์ และคู่เวทนาเหล่านี้กับสัทธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ โดยอาศัยเงื่อนไขพิเศษคือ "ปัจฉิมจิตตสมังคี" (ผู้มีจิตดวงสุดท้ายก่อนปรินิพพาน) และ "สุทธาวาสานัง ทุติเย จิตเต วัตตมาเน" (พรหมสุทธาวาสในจิตดวงที่สองของภพนั้น) ความไม่สมมูลเกิดจากธรรมชาติของจิตดวงสุดท้ายที่ประกอบด้วยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ผู้ที่จิตดวงสุดท้ายก่อนปรินิพพานประกอบด้วยอุเบกขา จะมีอุเปกขินทรีย์เกิดขึ้นในขณะนั้นแต่จะไม่มีโสมนัสสินทรีย์เกิดขึ้นอีกเลย เพราะหลังจากนั้นคือปร
  84. หน้า ๕๐๔–๕๑๑ การไม่เกิดขึ้นของจักขุนทรีย์-ฆานินทรีย์ในภูมิที่ไร้รูป เริ่มส่วนทดสอบการไม่เกิดขึ้น (นอุปปัชชิตถะ/นอุปปัชชิสสติ) โดยยึดจักขุนทรีย์และฆานินทรีย์เป็นหลัก เทียบกับโสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ และเวทนาต่างๆ คู่อินทรีย์ทางกายภาพด้วยกันเอง (เช่น จักขุ-โสต) สมมูลกันสมบูรณ์เพราะเกิดร่วมกันเสมอในภูมิที่มีรูป แต่เมื่อเทียบกับชีวิตินทรีย์ซึ่งเป็นธรรมที่มีในทุกภพ ความสมมูลก็แตกออก ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ พรหมอสัญญสัตว์และอรูปพรหมไม่มีจักขุนทรีย์เกิดขึ้นเลย แต่ชีวิตินทรีย์ของพวกเขายังคงเกิดขึ้นต่อไปได้ (อสัญญสัตว์มีชีวิตินทรีย์ฝ่ายรูป
  85. หน้า ๕๑๒–๕๒๐ การไม่เกิดขึ้นของอิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ และปวัตติวารจบ ส่วนนี้สรุปการไม่เกิดขึ้นของฆานินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ เทียบกับสัทธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ และปิดท้ายด้วยคู่ชีวิตินทรีย์กับโสมนัสสินทรีย์/อุเปกขินทรีย์/สัทธินทรีย์/ปัญญินทรีย์/มนินทรีย์ซึ่งกลับสมมูลกันสมบูรณ์แบบ (ตอบตรงไปตรงมาว่า "อุปฺปชฺชิสฺสติ"/"อุปฺปชฺชิตฺถ") เพราะชีวิตินทรีย์คือเงื่อนไขพื้นฐานของการมีอยู่ ที่ใดไม่มีชีวิตินทรีย์เกิด ที่นั่นก็ไม่มีสัตว์อยู่เลยจึงไม่มีอินทรีย์อื่นเกิดด้วย ตัวอย่างความไม่สมมูลก่อนหน้านั้นคือคู่อิตถินทรีย์-ชีวิตินทรีย์ ซึ่งพรหมในรูปาวจร/อรูปาวจรไม่
  86. หน้า ๕๒๑–๕๒๖ ปริญญาวาร: กำหนดรู้จักขุนทรีย์กับการละโทมนัสสินทรีย์ (ปัจจุบันกาล) เริ่มปริญญาวาร ทดสอบว่าผู้ที่ "กำหนดรู้" (ปริชานาติ) จักขุนทรีย์ในปัจจุบัน จะต้อง "ละ" (ปชหติ) โทมนัสสินทรีย์ หรือ "เจริญ" (ภาเวติ) อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์/อัญญินทรีย์/อัญญาตาวินทรีย์ในปัจจุบันด้วยหรือไม่ ความไม่สมมูลสะท้อนลำดับขั้นของมรรคผล เพราะการละโทมนัสสินทรีย์เกิดเฉพาะที่อนาคามิมรรคเป็นต้นไป ส่วนอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์มีเฉพาะขณะโสดาปัตติมรรคเท่านั้น ตัวอย่างชัดเจนคือ ผู้กำลังอยู่ในขณะอนาคามิมรรคย่อมละโทมนัสสินทรีย์และกำหนดรู้จักขุนทรีย์พร้อมกันไปในขณะจิตเดียวกัน แต่ผู้ที่กำหนดรู้จักขุนทร
  87. หน้า ๕๒๗–๕๓๑ ปริญญาวาร: อดีตกาล - นับจำนวนบุคคลผู้กำหนดรู้และละแล้ว เนื้อหาย้ายมาใช้กาลอดีต (ปริชานิตฺถ/ปชหิตฺถ - "ได้กำหนดรู้แล้ว/ได้ละแล้ว") และเริ่มนับจำนวนประเภทบุคคล (ปุคคล) ที่เข้าเงื่อนไขแต่ละด้าน ซึ่งทำให้เห็นรายละเอียดของกระบวนการบรรลุธรรมชัดขึ้น ตัวอย่างเช่น "บุคคลสองประเภท" (อนาคามีและอรหันต์) ได้ละโทมนัสสินทรีย์แล้วเหมือนกัน แต่มีเพียงอรหันต์เท่านั้นที่นับว่า "ได้กำหนดรู้" จักขุนทรีย์แล้วโดยสมบูรณ์ เพราะปริญญาที่แท้จริงต้องรวมปหานปริญญาซึ่งสำเร็จเฉพาะที่อรหัตตผล อนาคามีแม้ตัดโทมนัสได้แล้วแต่ยังไม่ถึงขั้นปริญญาที่สมบูรณ์ของจักขุนทรีย์ จึงเป็นข้อยกเว้น
  88. หน้า ๕๓๒–๕๓๗ ปริญญาวาร: อนาคตกาล - ปุถุชนผู้จักบรรลุมรรค เปลี่ยนเป็นกาลอนาคต (ปริชานิสฺสติ/ปชหิสฺสติ/ภาเวสฺสติ - "จักกำหนดรู้/จักละ/จักเจริญ") ทำนายความสัมพันธ์ของอินทรีย์เหล่านี้ในตัวบุคคลที่ยังไม่บรรลุแต่จะบรรลุในอนาคต ความไม่สมมูลอยู่ที่ปุถุชนทั่วไปผู้ "จักกำหนดรู้" จักขุนทรีย์ด้วยวิปัสสนาในอนาคต ไม่จำเป็นทุกคนที่จะ "จักเจริญ" อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ (ซึ่งเกิดเฉพาะขณะโสดาปัตติมรรคเท่านั้น) เพราะบางคนอาจเจริญวิปัสสนาแล้วไม่ได้บรรลุมรรคในชาตินั้น ตัวอย่างคือ "หกประเภทบุคคล" จักกำหนดรู้จักขุนทรีย์ในอนาคตแต่ไม่จักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ส่วนเฉพา
  89. หน้า ๕๓๘–๕๔๒ ปริญญาวาร: ปัจจุบัน-อดีตผสมกัน ทดสอบการผสมกาลปัจจุบัน-อดีต (ปริชานาติ-ปชหิตฺถ) คือผู้ที่ "กำลังกำหนดรู้" จักขุนทรีย์อยู่ในขณะนี้ จะต้อง "ได้ละ" โทมนัสสินทรีย์มาแล้วในอดีตหรือไม่ คำตอบชี้ว่าการกำหนดรู้แบบต่อเนื่องในปัจจุบันนับเฉพาะผู้อยู่ในขณะอัคคมรรคเท่านั้น จึงเท่ากับต้องเคยละโทมนัสสินทรีย์มาแล้วตั้งแต่อนาคามิมรรคเสมอ แต่ในทิศทางกลับ ผู้ที่ "ได้ละ" โทมนัสสินทรีย์แล้วในอดีต (เช่น อนาคามีและอรหันต์ที่ผ่านพ้นขณะนั้นไปแล้ว) ไม่จำเป็นต้อง "กำลังกำหนดรู้" อยู่ในขณะนี้อีก เพราะภารกิจนั้นจบไปแล้ว มีแต่ผู้อยู่ ณ ขณะอัคคมรรคพอดีเท่านั
  90. หน้า ๕๔๓–๕๔๗ ปริญญาวาร: ปัจจุบัน-อนาคตผสมกัน ทดสอบการผสมกาลปัจจุบัน-อนาคต (ปริชานาติ-ปชหิสฺสติ) คือผู้ที่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์อยู่ในปัจจุบัน จะ "จักละ" โทมนัสสินทรีย์ในอนาคตหรือไม่ คำตอบคือ "ไม่" ทั้งสองทิศทาง เพราะบุคคลที่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ในความหมายเข้มนี้มีเฉพาะผู้อยู่ ณ ขณะอัคคมรรค ซึ่งได้ละโทมนัสสินทรีย์ไปแล้วตั้งแต่อนาคามิมรรคก่อนหน้านั้น จึงไม่มีอะไรเหลือให้ "จักละ" ในอนาคตอีก แสดงให้เห็นความแม่นยำของกาลในระบบยมก คือการกำหนดรู้ปัจจุบันของจักขุนทรีย์ผูกติดกับการละที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตเท่านั้น ไม่เคยผูกกับการละในอนาคต
  91. หน้า ๕๔๘–๕๕๖ ปริญญาวาร: อดีต-อนาคตผสมกัน และโคลอฟอนปิดยมกปกรณ์ ปิดท้ายด้วยการผสมกาลอดีต-อนาคต (ปริชานิตฺถ-ปชหิสฺสติ) ซึ่งให้ผลทำนองเดียวกับส่วนก่อนคือปฏิเสธทั้งสองทิศทาง เพราะผู้ที่ได้กำหนดรู้จักขุนทรีย์แล้วในอดีต (อรหันต์) ได้ละโทมนัสสินทรีย์ไปแล้วตั้งแต่ก่อนบรรลุอรหัตต์ ไม่มีการละซ้ำในอนาคตอีก จากนั้นบทที่หน้า ๕๕๖ ปิดท้ายด้วยโคลอฟอนสำคัญ "อินฺทฺริยยมกํ ทสมํ นิฏฺฐิตํ ฯ ยมกปฺปกรณํ ปจฺฉิมํ นิฏฺฐิตํ ฯ" ซึ่งประกาศการจบทั้งอินทริยยมกอันเป็นยมกลำดับที่ ๑๐ (ยมกสุดท้าย) และการจบยมกปกรณ์ตอนหลัง (ปัจฉิมภาค) ทั้งเล่ม ต่อเนื่องจากตอนต้น (ปุริมภาค) ที่จบไปแล้วในเล่ม ๓๘