ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
ฉบับ มมร. · เล่ม ๑๑ · หน้า ๕๘๔ · ข้อ 177
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

คือให้ห้ามด้วยสัญญามือว่า พอแล้ว พอแล้ว. บทว่า ภุตฺตาวึ ผู้ทรงเสวย

เสร็จแล้ว. บทว่า โอนีตปตฺตปาณึ แปลว่า มีพระหัตถ์ยกออกแล้วจาก

บาตร. อธิบายว่า มีพระหัตถ์ชักออกแล้ว. บาลีว่า โอนิตฺตปาณึ ก็มี.

คำนี้อธิบายว่า ทรงวางบาตรที่ทรงชักพระหัตถ์ออกแล้ว คือเว้นอาหาร ต่าง ๆ จากฝ่าพระหัตถ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะฉะนั้น พระองค์ จึงชื่อว่า โอนิตฺตปตฺตปาณี.

อธิบายว่า ผู้ทรงล้างพระหัตถ์และบาตรแล้ว ทรงวางบาตรไว้ ณ ที่ ข้างหนึ่ง ประทับนั่งแล้ว. บทว่านั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ใจความว่า ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเสวยเสร็จแล้วเช่นนั้น จึงนั่งในที่ว่างข้างหนึ่ง.

บทว่า อนุปุพฺพิกถํ แปลว่า ถ้อยคำที่ควรกล่าวตามลำดับ. ที่ชื่อใจ อนุปุพพิกถา ได้แก่ถ้อยคำที่แสดงเนื้อความเหล่านี้ คือศีลในลำดับต่อ จากทาน สวรรค์ในลำดับต่อจากศีล มรรคในลำดับต่อจากสวรรค์. เพราะ เหตุนั้นนั่นแหละ ท่านจึงกล่าวว่า คือ ทานกถา เป็นต้น. บทว่า ต่ำทราม คือ เลวทราม ได้แก่ เป็นของลามก. บทว่า สามุกฺกํสิกา แปลว่า ที่พระ องค์ทรงยกขึ้นแสดงเอง ความว่า ที่พระองค์ทรงยกขึ้นถือเอาด้วยพระองค์ เอง คือที่พระองค์ทรงเล็งเห็นด้วยพระสยัมภูญาณ อธิบายว่า เป็นของ

ไม่ทั่วไปแก่ชนเหล่าอื่น. ถามว่า ก็พระธรรมเทศนานั้น คืออะไร. ตอบว่า

คือเทศนาว่าด้วยอริยสัจ. เพราะฉะนั้นนั่น แหละ ท่านจึงกล่าวว่า ทุกข์

สมุทัย นิโรธ มรรค. ในบทว่า ธรรมจักษุนี้ ท่านมุ่งหมายเอาโสดาปัตติ-

มรรค. เพื่อที่จะแสดงถึงอาการของการเกิดขึ้นแห่งธรรมจักษุนั้น ท่าน

จึงกล่าวว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งสิ้นมีความ

ดับไปเป็นธรรมดา. ก็ธรรมจักษุนั้นกระทำนิโรธให้เป็นอารมณ์ เกิดขึ้น