บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สิยา โข ปน เต พฺราหฺมณ เอวมสฺส ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ บางครั้งท่านพึงมีความคิดอย่างนี้.
บทว่า น โข ปเนตํ พฺราหฺมณ เอวํ ทฏฺพฺพํ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ ก็แลเมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านไม่พึงเห็นอย่างนี้ว่า การอยู่ ในเสนาสนะอันสงัดของเราตถาคตเป็นเพราะสาเหตุมีความที่ราคะยิ่งไม่ หมดเป็นต้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงปฏิเสธสิ่งที่ไม่ใช่ (ดังกล่าวมานั้น) ในการอยู่ในเสนาสนะอันสงัดอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงถึงเหตุ (บ้าง) จึงตรัสคำว่า เทฺว โข อหํ ดังนี้เป็นต้น. ประโยชน์นั่นแหละในคำว่า อตฺถวเส นั้น ชื่อว่า อำนาจแห่งประโยชน์ เพราะฉะนั้น ในคำว่า เทฺว โข อหํ พฺราหฺมณ อตฺถวเส จึงมีคำอธิบายว่า ดูก่อนพราหมณ์ เราตถาคตแลเห็นอยู่ซึ่งประโยชน์ ๒ อย่าง คือเหตุ ๒ อย่าง.
ในคำว่า อตฺตโน จ ทิฏฺธมฺมสุขวิหารํ (การอยู่อย่างเป็นสุข ในปัจจุบันของตน) อัตภาพที่เห็นประจักษ์อยู่นี้ ชื่อว่า ทิฏฐธรรน การอยู่ด้วยอิริยาบถทั้ง ๔อย่างผาสุก ชื่อว่า สุขวิหาร (การอยู่อย่างเป็นสุข) พึงทราบอรรถาธิบายนี้ว่า เพราะว่าคนแต่ละคนมีอิริยาบถอื่น ๆ ทั้งหมด โดยที่สุดการถ่ายอุจจาระปัสสาวะสะดวกสบาย เพราะฉะนั้น การอยู่อย่าง เป็นสุขของอัตภาพที่เห็นประจักษ์อยู่ จึงชื่อว่า ทิฏฐธรรมสุขวิหาร.
คำว่า ปจฺฉิมํ ชนตํ อนุกมฺปมาโน (อนุเคราะห์หมู่ชนรุ่นหลัง) พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้ :-
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุเคราะห์หมู่ชนรุ่นหลังด้วยการอยู่ป่า อย่างไร ?