เดินสวนทางแล้วไม่ถวายทาง กระทำความประพฤติที่ไม่สมควร ซึ่งกล่าวไว้ แล้วในเรื่องพระราชกุมาร ชื่อว่า ดูหมิ่นภิกษุ. กล่าวว่า สามเณรรูปนี้น่า- เอ็นดูหนอ แก้มยุ้ย ท้องพลุ้ย จักสามารถเรียนพระพุทธวจนะอย่างใดอย่าง หนึ่งได้ จักสามารถยึดป่าแห่งใดแห่งหนึ่งอยู่ได้ จักเป็นที่น่าพอใจในเวลาเป็น พระสังฆเถระได้หรือ ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่า ดูแคลน. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงว่า ข้อนั้นแม้ทุกข้อไม่ควรทำ จึงตรัสว่า ไม่ควรดูหมิ่น ไม่ควร
ดูแคลน. บทว่า เอตทโวจ ความว่า ได้ตรัสคำที่ผูกเป็นคาถานี้ ก็ชื่อว่า
คาถาเหล่านี้ ย่อมแสดงความข้อนั้นบ้าง แสดงความที่แปลกออกไปบ้าง. บรรดาคาถาเหล่านั้น คาถาเหล่านี้ ย่อมแสดงทั้งความข้อนั้น ทั้งความแปลก
ออกไปทีเดียว. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนวาเสฏฐะและ
ภารทวาชะ ท่านผู้เป็นเจ้าแห่งที่ดินทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น จึงเกิดอักขระที่ ๒ ขึ้นว่า กษัตริย์ ๆ ดังนี้. บทว่า ชาติสมฺปนฺนํ ได้แก่ สนบูรณ์ด้วยชาติ โดยชาติกษัตริย์ โดยชาติกษัตริย์นั้นแล. บทว่า อภิชาตํ ได้แก่ เกิดสูง เกินตระกูลทั้ง ๓ [คือ ขัตติยมหาศาล พราหมณมหาศาล และคหปติมหาศาล].
บทว่า านํ แปลว่า มีเหตุ. บทว่า มนุสฺสินฺโท ได้แก่ เป็น
หัวหน้ามนุษย์. บทว่า ราชทณฺเฑน ได้แก่ ด้วยอาชญาที่พระราชายกขึ้น
ราชอาชญานั้น ไม่ชื่อว่า เล็กน้อย คือ ปรับไหมหมื่นหนึ่ง สองหมื่น
ทีเดียว. บทว่า ตสฺมึ ปกฺกมเต ภุสํ ได้แก่ พยายามลงโทษอย่างร้ายแรง
ในบุคคลนั้น. บทว่า รกฺขํ ชีวิตมตฺตโน ได้แก่ เมื่อรักษาชีวิตตน ก็
พึงละเว้น ไม่กระทบกระทั่งกษัตริย์นั้นเลย.
บทว่า อุจฺจาวเจหิ ได้แก่ ต่าง ๆ อย่าง. บทว่า วณฺเณหิ ได้ แก่ ด้วยทรวดทรงทั้งหลาย. จริงอยู่ งูนั้น เมื่อท่องเที่ยวด้วยเพศอย่างใดอย่าง หนึ่ง จึงจะได้เหยื่อ งูทั้งหลายจึงเที่ยวไปด้วยเพศงูธรรมดาบ้าง งูน้ำบ้าง งู