ในคำว่า ราชนฺเตปุรํ หตฺถิสมฺมทฺทํ เป็นต้น มีวินิจฉัยว่าที่พระ- ราชฐานชั้นในนี้อัดแอไปด้วยพวกช้าง; ฉะนั้น จึงชื่อว่า หัตถิสัมัมททะ. อธิบายว่า คับแคบไปด้วยช้าง. แม้ในบทว่าอัสสรถสังมัททะก็นัยนี้เหมือนกัน. ภิกษุบางพวกสวดว่า สมฺมตํ ก็มี. คำนั้นไม่ควรถือเอา. ปาฐะว่า รญฺโ อนฺเตปุเร หตฺถิสมฺมทฺทํ. ก็มี ในปาฐะนั้น มีอรรถว่า การเหยียบย่ำไป มาแห่งช้างทั้งหลาย ชื่อว่า หัตถิสัมมัททะ. มีคำอธิบายว่า การเดินย่ำไปมา
แห่งช้างมีอยู่ในพระราชวังชั้นใน. แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้.
บทว่า รชนียานิ ได้แก่ อารมณ์มีรูปเป็นต้น เช่นนี้ มีอยู่ในพระราช วังชั้นในนั้น.
บทว่า มุทฺธาภิสิตฺตสฺส คือ ผู้ทรงได้รับอภิเษกสรงสนานบน พระเศียร.
บทว่า อนิกฺขนฺตราชเก มีวิเคราะห์ว่า พระราชายังไม่เสด็จออก จากพระตำหนักที่ผทมนี้; เหตุนั้น ตำหนักนั้น จึงชื่อว่า ที่พระราชายังไม่
เสด็จออก. อธิบายว่า ในคำหนักทีผทมมีพระราชายังไม่เสด็จออกนั้น. พระ-
มเหสี พระผู้มีพระภาคเจ้าเรียกว่ารัตนะ.
บทว่า นึภฏํ แปลว่า ออกแล้ว. รัตนะ (คือพระมเหสี) ยิ่งไม่ เสด็จออก จากตำหนักที่ผทมนี้ ฉะนั้น ตำหนักผทมนั้น จงชื่อว่าที่รัตนะยัง
ไม่ออก. อธิบายว่า ในทำหนักที่ผทม มีรัตนะยังไม่ออกนั้น. คำที่เหลือใน
สิกขาบทนี้ ดินทั้งนั้น.
สิกขาบทนี้ มีสมุฏฐานดุจกฐินสิกขาบท เกิดขึ้นทางกายกับวาจา ๑ ทางกายวาจากับจิต ๑ เป็นทางกิริยา ทั้งอกิริยา โนสัญญาวิโมกข์ อจิตตกะ ปัณณัตติวัชชะ กายกรรม วจีกรรม มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ ดังนี้แล.