ขุททกนิกาย มหานิทเทส

ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๖๖ · ๖๘๕ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๗ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๑๑๘ ๑๐. ปุราเภทสุตตนิทเทส (อธิบายปุราเภทสูตร) พระสารีบุตรเถระอธิบายปุราเภทสูตรซึ่งพระพุทธนิมิตทูลถามว่าบุคคลเช่นไรได้ชื่อว่าเป็นผู้สงบ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าคือพระอรหันต์ผู้ปราศจากตัณหาและทิฏฐิ ไม่ยึดติดทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ไม่หวั่นไหวต่อคำสรรเสริญนินทา ไม่โกรธ ไม่ถือตัว มีอุเบกขาและสติเป็นปกติ ไม่ยึดถือแม้ทรัพย์สินบุตรภรรยาว่าเป็นของตน จึงไม่เศร้าโศกเมื่อสิ่งเหล่านั้นแปรผัน ท่านชี้ว่าผู้ดำเนินตามธรรมเหล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์คือมุนีผู้ถึงความสงบอย่างแท้จริง
  2. หน้า ๑๑๙–๑๘๐ ๑๑. กลหวิวาทสุตตนิทเทส (อธิบายกลหวิวาทสูตร) พระสารีบุตรอธิบายกลหวิวาทสูตร สืบต้นเหตุความทะเลาะ วิวาท รำพัน โศก ตระหนี่ ถือตัว ดูหมิ่น ส่อเสียด ว่าเกิดจากสิ่งเป็นที่รัก สิ่งที่รักเกิดจากฉันทะ ฉันทะเกิดจากดีใจเสียใจอันมาจากผัสสะ ผัสสะอาศัยนามรูป นามรูปดับได้ด้วยการละสัญญาอันเป็นรากของตัณหา ทิฏฐิ มานะ ท้ายสูตรชี้ว่าผู้รู้แจ้งไม่ยึดฝ่ายที่ถือว่าหมดจดด้วยอรูปสมาบัติ และฝ่ายที่ถือว่าขาดสูญคือความสงบ จึงไม่หวั่นไหวต่อคำวิจารณ์ พ้นจากภพน้อยภพใหญ่
  3. หน้า ๑๘๑–๒๑๖ ๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส (อธิบายจูฬวิยูหสูตร) อธิบายจูฬวิยูหสูตร ว่าด้วยเหล่าสมณพราหมณ์ผู้ยึดติดในทิฏฐิของตนอย่างใดอย่างหนึ่งในทิฏฐิ ๖๒ ต่างอวดอ้างตนว่าฉลาดและกล่าวหาผู้ถือทิฏฐิอื่นว่าโง่เขลา เกิดการทะเลาะวิวาทไม่รู้จบ เพราะต่างยึดถือทิฏฐิของตนว่าจริงแท้แต่ผู้เดียว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้ว่าสัจจะที่แท้จริง คือมรรคอันเป็นทางออกจากทุกข์และนิพพาน มีอย่างเดียวเท่านั้น หามีสองไม่ ผู้ที่ละทิฏฐิอันตนตัดสินใจยึดถือไว้ทั้งปวงเสียได้ ย่อมไม่ก่อความบาดหมางกับผู้ใดในโลก
  4. หน้า ๒๑๗–๒๗๖ ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส (อธิบายมหาวิยูหสูตร) อธิบายมหาวิยูหสูตร ชี้โทษการวิวาทเพราะยึดทิฏฐิว่าผลมีเพียงแพ้ชนะ ได้เสียลาภยศ แม้ชนะได้สรรเสริญก็เล็กน้อยไม่พอสงบกิเลส ผู้เห็นโทษจึงไม่วิวาท มุ่งสู่นิพพานอันปลอดจากวิวาท ผู้มีปัญญาไม่ยึดทิฏฐิหรือสมมติของปุถุชน ไม่ติดในรูปที่เห็นหรือเสียงที่ได้ยิน ส่วนผู้ถือศีลพรตว่าหมดจดสูงสุด เมื่อถูกค้านหรือปฏิบัติไม่สำเร็จย่อมกระวนกระวายหาความหมดจด ดุจบุรุษตามหมู่คณะไม่ทัน ส่วนอริยสาวกละทั้งกรรมดีกรรมชั่ว ไม่ยึดทิฏฐิใดๆ จึงดำเนินชีวิตอย่างเป็นอิสระ
  5. หน้า ๒๗๗–๔๔๒ ๑๔. ตุวฏกสุตตนิทเทส (อธิบายตุวฏกสูตร) พระพุทธนิมิตทูลถามแทนหมู่เทวดาในมหาสมัยว่า ภิกษุเห็นอย่างไรจึงไม่ยึดมั่นสังขารและดับกิเลสได้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงข้อปฏิบัติเพื่อบรรลุธรรมโดยเร็ว คือ ความสงัดกาย จิต และอุปธิ การสำรวมอินทรีย์ การรับปัจจัยสี่โดยชอบธรรมไม่สั่งสมและไม่หวาดกลัวเมื่อขาดแคลน การเจริญฌาน ไม่คะนองกายใจ ไม่โลเลเที่ยวไปมาไร้จุดหมาย และหมั่นศึกษาไตรสิกขาคือศีล สมาธิ ปัญญาด้วยความไม่ประมาทตลอดเวลา ปิดท้ายด้วยการบรรลุอรหัตผลของผู้ฟังธรรม
  6. หน้า ๔๔๓–๕๒๙ ๑๕. อัตตทัณฑสุตตนิทเทส (อธิบายอัตตทัณฑสูตร) พระสารีบุตรเถระอธิบายอัตตทัณฑสูตร ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงด้วยความสังเวชเมื่อเห็นหมู่ชนทุ่มเถียงทำร้ายกัน ชี้ว่าภัยเกิดจากความประพฤติชั่วของตนเอง โลกไม่มีแก่นสาร สังขารหวั่นไหวไม่มีที่พึ่งพ้นแปรปรวน สรรพสัตว์ถูกลูกศรคือกิเลส (ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ โศก สงสัย) เสียบแทงใจ ผู้ถอนได้ย่อมสงบไม่ดิ้นรน มุนีจึงพึงมีสัจจะ ไม่มายา ไม่โกรธ ข้ามพ้นโลภตระหนี่ ไม่เกียจคร้าน ไม่ประมาท ไม่ดูหมิ่น น้อมใจสู่นิพพาน ละเท็จ ไม่เสน่หารูป รู้ทันมานะ ไม่ยินดีในสังขาร
  7. หน้า ๕๓๐–๖๘๕ ๑๖. สารีปุตตสุตตนิทเทส (อธิบายสารีปุตตสูตร) พระสารีบุตรเถระสรรเสริญพระพุทธเจ้าเมื่อเสด็จลงจากดาวดึงส์ว่าไม่เคยเห็นหรือได้ยินศาสดาเช่นนี้มาก่อน อธิบายความเป็นผู้นำหมู่ จักษุ ๕ ประการ และความเป็นผู้เอกของพระองค์ เช่น ออกบวชผู้เดียว ละตัณหา ตรัสรู้เอง จากนั้นแสดงข้อวัตรของภิกษุผู้ปฏิบัติตามพระศาสดา คือสำรวมอินทรีย์ เจริญฌาน มีสติ ยินดีเมื่อถูกตักเตือน ไม่กล่าวจ้วงจาบผู้อื่น และฝึกกำจัดราคะในรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสจนจิตหลุดพ้น ปิดท้ายอัฏฐกวัคคะด้วยแบบอย่างพระศาสดาและแนวปฏิบัติของสาวก