ธัมมสังคณี
ฉบับ มมร. · พระอภิธรรมปิฎก · เล่มที่ ๗๖ · ๖๓๒ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๔๗ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๒๔ อกุศลจิตดวงที่ ๑ (บทภาชนีย์อกุศลธรรม) เริ่มส่วนที่ว่าด้วยธรรมฝ่ายอกุศล อธิบายอกุศลจิตดวงแรกในจำนวน ๑๒ ดวง คือจิตที่ยินดีพอใจ (โสมนัส) ประกอบด้วยความเห็นผิด (ทิฏฐิ) เกิดขึ้นเองไม่มีใครชักจูง แสดงพระบาลีมาติกา (รายชื่อสภาวธรรม) นิทเทส (คำจำกัดความแต่ละองค์ธรรม) และอรรถกถาอธิบายเหตุที่ความเห็นผิดเกิดขึ้นได้ เช่น คบมิตรชั่ว ไม่ฟังธรรม คิดไม่แยบคาย พร้อมชี้แจงว่าเหตุใดจิตอกุศลจึงไม่มีศรัทธา สติ ปัญญาประกอบร่วมด้วยต่างจากจิตฝ่ายกุศล
- หน้า ๒๕–๔๘ อธิบายอกุศลจิตดวงที่ ๒-๑๒ (ครบอกุศลจิต ๑๒ ดวง) แสดงพระบาลีย่อและอรรถกถาอธิบายอกุศลจิตที่เหลืออีก ๑๑ ดวง ซึ่งเป็นการแปรผันจากดวงแรก ได้แก่ จิตโลภมูล ๘ ดวง (ต่างกันที่มี/ไม่มีความเห็นผิด ถูกชักจูง/ไม่ถูกชักจูง ยินดี/เฉยๆ) จิตโทสมูล ๒ ดวง ที่ประกอบด้วยความไม่พอใจและความโกรธเคือง และจิตโมหมูล ๒ ดวง ที่ประกอบด้วยความลังเลสงสัยและความฟุ้งซ่าน พร้อมยกตัวอย่างสถานการณ์จริงประกอบว่าจิตแต่ละแบบมักเกิดขึ้นในกรณีใด
- หน้า ๔๙–๖๓ วิบากจิตกามาวจรฝ่ายกุศล: วิญญาณ ๕ มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ เข้าสู่ส่วนวิบาก (ผลของกรรม) แสดงพระบาลีมาติกาและนิทเทสของจิตที่เป็นผลของกรรมดีฝ่ายกามาวจร ซึ่งไม่มีกิเลสประกอบ (อเหตุกวิบาก) ได้แก่ วิญญาณ ๕ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่ทำหน้าที่รับรู้อารมณ์เบื้องต้น, มโนธาตุที่ทำหน้าที่รับอารมณ์ต่อ, และมโนวิญญาณธาตุที่ทำหน้าที่พิจารณาอารมณ์ ทั้งชนิดที่ประกอบด้วยความสุขใจและชนิดที่เฉยๆ โดยไล่แจกแจงองค์ธรรมประกอบแต่ละดวงอย่างละเอียด
- หน้า ๖๔–๗๓ อรรถกถาวิบากจิตกามาวจรกุศล และมหาวิบาก ๘ ดวง อรรถกถาอธิบายหลักการจำแนกวิบากจิตกามาวจร ชี้แจงเหตุที่จิตกลุ่มนี้ไม่มีองค์ฌานหรือองค์มรรคปรากฏเพราะเป็นจิตอ่อนกำลัง อธิบายว่ามโนวิญญาณธาตุที่ทำหน้าที่พิจารณาอารมณ์มี ๒ ดวง ทำหน้าที่ต่างกัน (ดวงหนึ่งทำได้ ๒ อย่าง อีกดวงทำได้ถึง ๕ อย่าง รวมถึงปฏิสนธิของผู้พิการแต่กำเนิด) ตามด้วยพระบาลีมหาวิบาก ๘ ดวงอันเป็นผลของมหากุศลจิต ๘ และอภิปรายว่ามหาวิบากให้ผลในที่ใดบ้าง รวมถึงข้อถกเถียงว่าพระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิด้วยจิตชนิดใด
- หน้า ๗๔–๑๐๐ ทวารวิบากมาติกา: วาทะพระจูฬนาคเถระ (วิบากจิต ๑๖ ดวง) ตั้งประเด็นว่าเมื่อกรรมหนึ่งให้ผล จะมีวิบากจิตเกิดขึ้นกี่ดวงในแต่ละทวาร โดยเสนอนัยของพระจูฬนาคเถระที่นับได้ถึง ๑๖ ดวงต่อทวาร ใช้อุปมาหลายเรื่อง เช่น ใยแมงมุม นายทวารหูหนวก เด็กเล่นฝุ่นพบเหรียญ ชายบอดกับคนเปลี้ย เพื่ออธิบายว่าจิตแต่ละดวงในกระบวนการรับรู้ (เห็น รับอารมณ์ พิจารณา กำหนด เสพอารมณ์) ทำหน้าที่เฉพาะทางต่อเนื่องกันอย่างไร และเงื่อนไข ๔ ประการที่ทำให้วิญญาณแต่ละทางเกิดขึ้นได้
- หน้า ๑๐๑–๑๐๖ ทวารวิบากมาติกา: วาทะพระเถระอีก ๒ รูป (๑๒ และ ๑๐ ดวง) และบทสรุป เปรียบเทียบวาทะของพระเถระอีก ๒ รูปที่นับวิบากจิตต่อทวารต่างออกไป คือพระมหาทัตตเถระ (๑๒ ดวง) และพระมหาธรรมรักขิตเถระ (๑๐ ดวง) ซึ่งต่างกันที่หลักเกณฑ์ว่าจิตที่รับอารมณ์ต่อจากชวนะต้องมีเหตุประกอบหรือไม่ ปิดท้ายด้วยบทสรุปว่าไม่ควรถือวาทะใดวาทะหนึ่งโดยเด็ดขาด แต่ควรเลือกเอาส่วนที่ถูกต้องของแต่ละวาทะมาประกอบกัน เป็นอันจบเรื่องวิบากจิตฝ่ายกามาวจร
- หน้า ๑๐๗–๑๑๑ รูปาวจรวิบาก และ อรูปาวจรวิบาก แสดงพระบาลีว่าด้วยวิบากจิตฝ่ายรูปาวจรและอรูปาวจร คือผลของการเจริญฌานทั้ง ๘ ระดับ (รูปฌาน ๕ และอรูปฌาน ๔) อรรถกถาอธิบายว่าวิบากกลุ่มนี้ต่างจากวิบากกามาวจรตรงที่มีลักษณะเหมือนกุศลที่ทำให้เกิดทุกประการ เปรียบดังเงาที่คล้อยตามรูปของสิ่งของ เพราะให้ผลเป็นการเกิดในภพนั้นโดยตรงในชาติถัดไปเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ไม่ให้ผลปะปนกระจายในชีวิตประจำวันเหมือนกามาวจรกุศล
- หน้า ๑๑๒–๑๓๘ วิบากแห่งมรรคจิตดวงที่ ๑ (มหานัย ๒๐) แจกแจงผลจิตของมรรคจิตดวงที่ ๑ (โสดาปัตติผล) ด้วยวิธี "มหานัย ๒๐" คือผสมมุมมองการบรรลุ ๓ แบบ (สุญญตะ-ว่างจากตัวตน อนิมิตตะ-ไม่มีนิมิต อัปปณิหิตะ-ไม่มีที่ตั้งใจปรารถนา) กับปฏิปทา (ยาก/ง่าย ช้า/เร็ว) และธรรมที่เป็นใหญ่ ๔ อย่าง (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา) แสดงว่าผลจิตดวงเดียวอธิบายได้หลายแง่มุมตามเหตุปัจจัยที่ประกอบ แม้เนื้อความซ้ำเป็นแบบแผนก็เพื่อความครบถ้วนของการจำแนกทางอภิธรรม
- หน้า ๑๓๙–๑๔๕ วิบากแห่งมรรคจิตดวงที่ ๒-๔ และอรรถกถาอธิบายชื่อวิโมกข์ ๓ สรุปวิบากของมรรคจิตดวงที่ ๒-๔ โดยย่อ ตามด้วยอรรถกถาอธิบายว่าเหตุใดผลจิตจึงได้ชื่อสุญญตะ อนิมิตตะ อัปปณิหิตะ ตามอำนาจ "การบรรลุ" ของมรรคเอง มิใช่ตามคุณสมบัติหรืออารมณ์แบบพระสูตร และอธิบายว่าเหตุใดเฉพาะโลกุตรกุศลเท่านั้นให้อธิบดีแก่วิบากได้ เพราะผลเกิดต่อจากเหตุทันทีไม่มีระยะห่าง เปรียบเหมือนไฟกองเล็กที่ดับสนิททันที ต่างจากกุศลโลกียะที่เหตุกับผลห่างกันคนละเวลา
- หน้า ๑๔๖–๑๕๐ อกุศลวิบากอัพยากฤต อธิบายอกุศลวิบากจิต ๗ ดวง (ทวิปัญจวิญญาณ ๕ มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ) ที่เกิดจากอกุศลกรรม รับอารมณ์ไม่น่าปรารถนาเท่านั้น ต่างจากกุศลวิบากตรงที่กายวิญญาณประกอบด้วยทุกข์ไม่ใช่สุข อรรถกถาสรุปหน้าที่ ๕ อย่างของอกุศลวิบาก คือ ให้ปฏิสนธิในอบายภูมิ ๔ เป็นภวังค์ตลอดชีวิต เป็นสันตีรณะรับอารมณ์ไม่ดีในปัญจทวาร เป็นตทารมณ์ในทวาร ๖ และเป็นจุติจิตในเวลาตาย
- หน้า ๑๕๑–๑๖๒ กิริยาจิตของพระอรหันต์ (กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร) จบจิตตุปปาทกัณฑ์ อธิบายกิริยาจิต คือจิตที่ทำหน้าที่เหมือนกุศลแต่ไม่ให้ผล เพราะพระอรหันต์ไม่มีปฏิสนธิอีก ได้แก่มโนธาตุกิริยา (จิตพิจารณาอารมณ์แรกในวิถีปัญจทวาร) มโนวิญญาณธาตุกิริยาประกอบโสมนัสคือ "หสิตุปบาทจิต" เหตุแห่งรอยยิ้มของพระอรหันต์ในทวารต่างๆ และจิตประกอบอุเบกขาที่เรียก "จิตช้างใหญ่" เพราะรับอารมณ์ได้ทุกอย่าง รวมถึงกิริยาฌานรูปาวจร-อรูปาวจร ปิดท้ายหมวดจิตตุปปาทกัณฑ์ทั้งหมด
- หน้า ๑๖๓–๑๙๑ รูปกัณฑ์: นิยามรูปทั้งหมดและมาติกาจำแนกรูป ๑-๑๑ หมวด เข้าสู่ "รูปกัณฑ์" นิยามรูปทั้งหมด ๒๗ ชนิด (มหาภูตรูป ๔ + อุปาทายรูป ๒๓) แล้วตั้งมาติกาจำแนกรูปเป็นหมวดละ ๑ ถึง ๑๑ ตามคุณสมบัติ เช่น มีเหตุหรือไม่ ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด จากนั้นอรรถกถาอธิบายเหตุที่เรียก "มหาภูต" ๕ นัย (ปรากฏใหญ่ เหมือนภาพลวงนักเล่นกล ต้องบำรุงมาก แปรเปลี่ยนมาก เป็นของใหญ่ที่มีจริง) พร้อมพรรณนาจักรวาลวิทยา (ขนาดโลก เขาสิเนรุ เขาสัตบริภัณฑ์ ป่าหิมพานต์) ประกอบ และวิธีจัดมาติกาแบบคู่ สาม สี่ อย่างเป็นระบบ
- หน้า ๑๙๒–๑๙๕ รูปวิภัตติ: เอกกนิเทศ และเริ่มอธิบายอุปาทายรูปทีละอย่าง เริ่มรูปวิภัตติ อธิบายรูปหมวด ๑ โดยละเอียด (ทุกอย่างล้วนไม่มีเหตุ เป็นสังขตธรรม ฯลฯ) แล้วเข้าสู่หมวด ๒ โดยไล่นิยามรูปที่เป็น "อุปาทา" (รูปอาศัยมหาภูตรูป) ทีละอย่าง เริ่มจากจักขายตนะ (ตา) อธิบาย ๔ นัย คือ เห็นรูป ถูกรูปกระทบ กระทบรูป และเป็นที่อาศัยเกิดของจักขุวิญญาณ ตามด้วยโสตายตนะ (หู) ในทำนองเดียวกัน ยังไม่จบเมื่อสิ้นสุดช่วงหน้าที่กำหนดไว้
- หน้า ๑๙๖–๒๐๙ พระบาลีมูล: หมวดรูปเดียว และรูปที่อาศัยเกิด ๒๓ ชนิด พระบาลีมูลบทแสดงรูปหมวดเดียวก่อน (รูปทั้งหมดไม่ใช่เหตุ ไม่มีเหตุ ฯลฯ) แล้วจำแนกรูปที่อาศัยมหาภูตรูปเกิด (อุปาทายรูป) ๒๓ ชนิดทีละอย่าง ได้แก่ อายตนะ ๕ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) สี เสียง กลิ่น รส เพศหญิงเพศชาย ชีวิตินทรีย์ การแสดงออกทางกาย-วาจา ที่ว่าง ความเบา-อ่อน-ควรแก่งาน การเกิด-สืบต่อ-เสื่อม-ดับ และอาหาร โดยใช้สูตรซ้ำ ๔ แบบอธิบายแต่ละอย่างอย่างละเอียด
- หน้า ๒๑๐–๒๑๓ อรรถกถาไขความหมวดรูปเดียว: เหตุ ๔ อย่าง วิธา และสังคหะ อรรถกถาไขความคำศัพท์ในพระบาลีหมวดรูปเดียว โดยอธิบายว่าคำว่า "เหตุ" มีถึง ๔ ความหมาย (เหตุที่เป็นมูล เหตุที่เป็นปัจจัย เหตุประธาน เหตุทั่วไปแก่สรรพสัตว์) ส่วนที่ตรัสว่ารูปไม่ใช่เหตุนั้นหมายถึงเหตุที่เป็นมูลเท่านั้น นอกจากนี้ยังไขคำว่า "วิธา" (ส่วน/ประเภท) และ "สังคหะ" (การสงเคราะห์รวมหมู่) ซึ่งมี ๔ แบบต่างกัน
- หน้า ๒๑๔–๒๓๒ อรรถกถาอธิบายปสาทรูป ๕: ตา หู จมูก ลิ้น กาย อธิบายละเอียดว่าประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ประกอบด้วยอะไรบ้าง เหตุใดจึงไม่ปะปนกันแม้อยู่ในร่างกายเดียวกัน มีการโต้แย้งความเห็นของอาจารย์บางพวกที่อ้างว่าธาตุใดธาตุหนึ่งเด่นในสัมผัสใด แล้วสรุปว่าความต่างเกิดจากกรรมเท่านั้น พร้อมอุปมาให้จำง่าย เช่น ตาเหมือนงูชอบที่ขรุขระ หูเหมือนจระเข้ชอบที่โปร่ง จมูกเหมือนนกชอบอากาศ ลิ้นเหมือนสุนัขบ้านชอบในบ้าน กายเหมือนหมาจิ้งจอกชอบซากศพ สื่อว่าแต่ละสัมผัสมีอัธยาศัยเฉพาะตัว
- หน้า ๒๓๓–๒๔๗ อรรถกถาอธิบายสี เสียง กลิ่น รส และเพศ-ชีวิต-การแสดงออก อธิบายอารมณ์ที่เหลือ ๔ อย่าง (สี เสียง กลิ่น รส) ว่าแต่ละอย่างมีลักษณะ หน้าที่ และเหตุใกล้อย่างไร จากนั้นอธิบายอินทรีย์เพศหญิง-เพศชาย (รวมถึงกรณีบุคคลสองเพศว่ามีอินทรีย์จริงเพียงเพศเดียว) ชีวิตินทรีย์ที่คอยประคับประคองรูปให้ดำรงอยู่ และการแสดงออกทางกาย-วาจาว่าเกิดจากจิตประเภทใดได้บ้าง
- หน้า ๒๔๘–๒๖๑ อรรถกถาอธิบายที่ว่าง ความเบา-อ่อน-ควรงาน การเกิด-ชรา-ดับ และอาหาร อธิบายอากาศธาตุ (ช่องว่างที่คั่นรูปแต่ละกลุ่ม) ความเบา ความอ่อน และความควรแก่การงานของรูป การเกิดขึ้นและสืบต่อของรูป ความแก่และความดับไป โดยเปรียบชาติ-ชรา-มรณะเหมือนโจร ๓ คนที่ผลัดกันทำร้ายคนคนเดียว สุดท้ายอธิบายอาหารคำข้าวว่าทำหน้าที่บำรุงและป้องกันอันตรายแก่ร่างกายอย่างไร พร้อมลำดับความละเอียดของอาหารตั้งแต่สัตว์เดรัจฉานจนถึงเทวดา
- หน้า ๒๖๒–๒๗๕ พระบาลีทุกนิเทศ: จำแนกรูปทั้งหมดเป็นคู่ตรงข้ามตามลักษณะต่างๆ พระบาลีจำแนกรูปทั้ง ๒๘ ชนิดเป็นคู่ตรงข้ามต่อเนื่องหลายสิบคู่ เช่น รูปที่กรรมสร้าง-ไม่ได้สร้าง เห็นได้-เห็นไม่ได้ กระทบได้-ไม่ได้ เป็นอินทรีย์-ไม่เป็น เป็นมหาภูต-ไม่เป็น เกิดจากจิต-ไม่เกิดจากจิต หยาบ-ละเอียด ใกล้-ไกล เป็นการจัดระบบเพื่อให้เห็นความสัมพันธ์และความแตกต่างของรูปธรรมทุกชนิดอย่างรอบด้าน
- หน้า ๒๗๖–๒๘๕ พระบาลีติกนิเทศ: จำแนกรูปภายใน-ภายนอกประกอบกับคู่ต่างๆ (ยังไม่จบ) พระบาลีเริ่มจำแนกรูปเป็นหมวดสาม (ติกะ) โดยแบ่งเป็นรูปภายใน (อายตนะ ๕ ของตน) และรูปภายนอก แล้วนำไปประกอบกับคุณสมบัติคู่ต่างๆ ที่กล่าวไว้ก่อนหน้า เช่น อาศัยเกิด-ไม่อาศัยเกิด กรรมสร้าง-ไม่สร้าง เห็นได้-ไม่ได้ หยาบ-ละเอียด ใกล้-ไกล เพื่อขยายมุมมองความสัมพันธ์ระหว่างรูปภายในกับภายนอกอย่างเป็นระบบ เนื้อหาต่อเนื่องเกินหน้า ๒๘๕ ยังไม่จบ
- หน้า ๒๘๖–๒๙๖ ติกนิเทศ: จำแนกรูปเป็นหมวดสาม (รูปภายใน-รูปภายนอกที่จัด/ไม่จัดอยู่ในกลุ่ม) จำแนกรูปธรรมทุกชนิดซ้ำเป็นสามส่วนตามรูปแบบเดิม คือ รูปภายใน (อวัยวะรับรู้ในตัวเรา) รูปภายนอกที่จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน และรูปภายนอกที่ไม่จัดอยู่ในกลุ่มนั้น ครอบคลุมประเด็นว่ากรรมปรุงแต่งรูปหรือไม่ เห็นได้-กระทบได้หรือไม่ เป็นอินทรีย์หรือธาตุดิน-น้ำหรือไม่ หยาบ-ละเอียด ใกล้-ไกล และเป็นที่อาศัยเกิดของการรับรู้ทางตาและทางกายหรือไม่
- หน้า ๒๙๗–๓๐๖ อรรถกถารูปกัณฑ์: ความหมายธาตุดิน-น้ำ-ไฟ-ลม และรูปที่กรรม/จิตปรุงแต่ง คัมภีร์อรรถกถาขยายความศัพท์ในหมวดรูปคู่และรูปสาม เช่น ลักษณะเฉพาะของธาตุดิน (แข็ง) น้ำ (เอิบอาบ) ไฟ (ร้อน) ลม (เคร่งตึง) อธิบายว่าใจรับรู้ธาตุเหล่านี้พร้อมกันได้อย่างไรผ่านการคำนึงถึงหรือธาตุที่มีปริมาณมาก อธิบายความต่างระหว่างรูปที่กรรมปรุงแต่งกับไม่ปรุงแต่ง และรูปที่เกิดจากจิต (วิญญัตติ) สัมพันธ์กับจิตอย่างไร
- หน้า ๓๐๗–๓๒๕ จตุกกนิเทศถึงเอกาทสกนิเทศ: จำแนกรูปเป็นหมวด 4 ถึง 11 (จบรูปวิภัตติ) จำแนกรูปธรรมซ้ำในโครงสร้างเดิม (กรรมยึดครองหรือไม่ กระทบได้หรือไม่ หยาบ-ละเอียด ใกล้-ไกล) แต่แบ่งซ้อนเป็นหมวดละ 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10 และ 11 ตามลำดับ เช่น หมวด 5 จำแนกด้วยธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม และรูปอาศัย หมวด 6-8 จำแนกตามอายตนะที่รับรู้รูปนั้น หมวด 11 จำแนกอายตนะทั้งหมด ปิดท้ายการจำแนกรูปทั้งหมดของพระอภิธรรม เรียกว่า รูปวิภัตติ
- หน้า ๓๒๖–๓๓๕ อรรถกถาหมวด 4-11 และปกิณกะ: รูปแท้จริงมี 26 ชนิด เหตุเกิด-ดับของรูป อธิบายเหตุที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงตั้งคำถามซ้ำในบางหมวด จากนั้นสรุปว่ารูปแท้จริงมีเพียง 26 ชนิดเมื่อประมวลทั้งหมด ปฏิเสธรูปที่อาจารย์บางกลุ่มเพิ่มเติมเข้ามา เช่น มิทธรูป แล้วอธิบายว่ารูปแต่ละชนิดเกิดจากเหตุใด (กรรม จิต ฤดู อาหาร) กี่เหตุร่วมกัน และเหตุใดความแก่และความดับของรูปจึงไม่ถือว่าเกิดขึ้นเองต่างหาก ปิดท้ายการอธิบายรูปกัณฑ์ทั้งหมด
- หน้า ๓๓๖–๓๕๑ นิกเขปกัณฑ์ ติกะ: จำแนกสภาวธรรมทั้งปวงเป็นชุดสาม เริ่มหมวดใหม่ที่ไม่จำกัดเฉพาะรูปแล้ว แต่จำแนกสภาวธรรมทั้งกายและใจทุกอย่างเป็นชุดสาม เช่น กุศล-อกุศล-อัพยากฤต เวทนาสุข-ทุกข์-เฉยๆ ธรรมที่เป็นผลของกรรมหรือไม่ ธรรมที่กิเลสยึดถือได้หรือไม่ ธรรมที่มีวิตกวิจารหรือไม่ และธรรมที่ถูกละด้วยการเห็นสัจธรรมหรือด้วยการเจริญภาวนา ใช้เป็นกรอบตรวจสอบธรรมทุกอย่างในพระอภิธรรมอย่างเป็นระบบ
- หน้า ๓๕๒–๓๗๕ อธิบายนิกเขปกัณฑ์: ความหมายติกะต่างๆ และเรื่องปุถุชนผู้ไม่เห็นพระอริยะ อรรถกถาขยายความติกะแต่ละชุดที่เพิ่งจำแนกไป เช่น เหตุใดคำว่าวิบากจึงหมายเฉพาะนามธรรมไม่รวมรูป อธิบายละเอียดเรื่องปุถุชนผู้ไร้การศึกษาที่ไม่เห็นพระอริยะ (ต้องเห็นด้วยปัญญา ไม่ใช่ด้วยตาเปล่า) ความหมายของสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส วินัย 2 อย่างคือสังวรและปหานอย่างละ 5 วิธี และวิธีที่โสดาปัตติมรรคละกิเลสที่ตั้งอยู่ฐานเดียวกัน
- หน้า ๓๗๖–๓๘๒ สักกายทิฏฐิ ความสงสัย และการจำแนกธรรมตามกาลที่ควรละด้วยมรรค อธิบายว่าปุถุชนยึดขันธ์ ๕ เป็นตนได้ ๒๐ ลักษณะ (สักกายทิฏฐิ) และสงสัยในพระรัตนตรัยกับปฏิจจสมุปบาทอย่างไร พร้อมอธิบายการละกิเลส ๕ ระดับ ตั้งแต่ข่มไว้ชั่วคราวจนถึงตัดขาดด้วยอริยมรรค และเกณฑ์จำแนกธรรมว่ามีขอบเขตอารมณ์แคบกว้างเพียงใด กรรมชนิดใดให้ผลแน่นอนเสมอ ล้วนเป็นความเห็นผิดและความสงสัยที่โสดาปัตติมรรคถอนรากได้ทันทีที่เห็นสัจธรรม
- หน้า ๓๘๓–๓๙๕ เหตุโคจฉกะและจูฬันตรทุกะ: รากเหง้าของกุศล-อกุศล และธรรมคู่ตรงข้าม จำแนก 'เหตุ' คือรากเหง้าที่ทำให้จิตเป็นกุศลหรืออกุศล ได้แก่ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ฝ่ายดี กับ โลภ โกรธ หลง ฝ่ายชั่ว และอธิบายว่ารากเหง้าเหล่านี้เกื้อหนุนกันในแต่ละภพภูมิอย่างไร จากนั้นจำแนกธรรมเป็นคู่ตรงข้าม เช่น มีปัจจัยปรุงแต่งหรือไม่ เห็นได้หรือไม่ พร้อมอธิบายว่าเมตตาที่ถึงขั้นอัปปนาสมาธิคือความไม่โกรธ และปัญญารู้อริยสัจ ๔ คือความไม่หลง
- หน้า ๓๙๖–๔๐๘ อรรถกถาว่าด้วยโลภะและโทสะ: คำไวพจน์ที่สะท้อนธรรมชาติของตัณหาและความโกรธ ไขความหมายคำไวพจน์นับสิบของคำว่าตัณหา (โลภะ) เช่น ข่าย เถาวัลย์ แม่น้ำ เชือกผูก ว่าแต่ละคำสะท้อนธรรมชาติของความอยากที่ร้อยรัดเหนี่ยวรั้งสัตว์ไว้ในภพอย่างไร ตามด้วยคำไวพจน์ของโทสะ และคำอธิบายสั้นๆ ว่าเหตุใดสิ่งที่ตาเห็นได้ หูจึงรู้ไม่ได้ เป็นตัวอย่างการจำแนกธรรมตามช่องทางรับรู้เฉพาะของแต่ละอายตนะ
- หน้า ๔๐๙–๔๒๔ อาสวโคจฉกะและสัญโญชนโคจฉกะ: กิเลสที่หมักดองและกิเลสที่ผูกมัดสัตว์ไว้กับสังสารวัฏ อธิบาย 'อาสวะ' ๔ ที่หมักดองสันดานสัตว์มานาน (กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา) ว่าต่างจากกิเลสทั่วไปตรงที่นอนเนื่องลึกและต้องอาศัยมรรคขั้นต่างกันจึงถอนได้ พร้อมยกตัวอย่างทิฏฐิ ๑๐ แบบเรื่องโลกเที่ยง-ไม่เที่ยง แล้วอธิบาย 'สังโยชน์' ๑๐ คือกิเลสที่ผูกมัดสัตว์ไว้กับสังสารวัฏ ตั้งแต่ระดับหยาบอย่างราคะโทสะ ถึงระดับละเอียดอย่างอวิชชา ที่ต้องอาศัยมรรคแต่ละขั้นตัดตามลำดับ
- หน้า ๔๒๕–๔๓๓ อรรถกถาสัญโญชนโคจฉกะ: มานะ ริษยา และความตระหนี่ ขยายความมานะ (ความถือตัว) ว่าเกิดได้ทั้งกับคนที่เหนือกว่า เสมอกัน หรือด้อยกว่าจริง โดยมานะที่ตรงกับความจริงกับที่ไม่ตรงต่างกันอย่างไร อธิบายความริษยาว่าคือความขึ้งเคียดไม่อยากให้ผู้อื่นได้ดี ยกตัวอย่างทั้งฆราวาสและนักบวช และอธิบายความตระหนี่ ๕ อย่าง (ที่อยู่ ตระกูล ลาภ คำสรรเสริญ ธรรม) พร้อมผลกรรมของแต่ละอย่างที่ทำให้ไปเกิดเป็นเปรตหรือยักษ์
- หน้า ๔๓๔–๔๔๐ คันถโคจฉกะและโอฆ-โยคโคจฉกะ: กิเลสเครื่องผูกรัดและกิเลสดุจกระแสน้ำท่วมท้น จำแนก 'คันถะ' ๔ กิเลสที่ผูกรัดกายใจไว้กับภพ ได้แก่ ความโลภ ความพยาบาท การยึดศีลพรตผิดๆ และการยึดมั่นว่าความเห็นของตนเท่านั้นจริง อธิบายว่าเหตุใดความกำหนัดในของทิพย์ของพรหมจึงนับเป็นคันถะแต่ไม่นับเป็นอาสวะ ส่วนโอฆะและโยคะ (กิเลสดุจกระแสน้ำท่วมท้นและแอกที่ผูกไว้) มีรายการซ้ำกับอาสวะจึงกล่าวย่อไว้เพียงหัวข้อ
- หน้า ๔๔๑–๔๕๓ นีวรณโคจฉกะ ปรามาสโคจฉกะ และมหันตรทุกะ: นิวรณ์ที่กางกั้นจิต และรากฐานการจำแนกจิต-เจตสิก-รูป จำแนกนิวรณ์ ๖ ที่กางกั้นจิตไม่ให้สงบ ได้แก่ ความอยาก พยาบาท ง่วงซึม ฟุ้งซ่าน-รำคาญใจ สงสัย และอวิชชา และปรามาสะคือการยึดถือความเห็นผิดอย่างเหนียวแน่น จากนั้นเริ่มจำแนกธรรมพื้นฐานของอภิธรรมคือจิต เจตสิก และรูป ว่าอะไรมีอารมณ์ อะไรเกิดพร้อมจิต เกิดจากจิต และเจือปนกับจิตหรือไม่ อันเป็นรากฐานของการวิเคราะห์สภาวธรรมต่อไป
- หน้า ๔๕๔–๔๖๖ อรรถกถานีวรณโคจฉกะ: ถีนมิทธะเป็นนามธรรม และความหมายของกุกกุจจะ อภิปรายอย่างละเอียดว่าเหตุใด 'มิทธะ' (ความง่วงเหงาหาวนอน) จึงเป็นนามธรรมไม่ใช่รูปธรรม ทั้งที่ใช้คำว่ากาย และแม้พระขีณาสพก็ยังง่วงจากร่างกายอ่อนล้าได้โดยไม่ถือเป็นกิเลส เพราะมิทธะที่เป็นนิวรณ์ต้องประกอบด้วยอกุศลจิตเท่านั้น จากนั้นอธิบายกุกกุจจะ (ความเดือดร้อนใจภายหลัง) ว่าเกิดจากความสำคัญผิดว่าสิ่งที่ทำแล้วควรหรือไม่ควร ต่างจากความรังเกียจในพระวินัยของพระอรหันต์
- หน้า ๔๖๗–๔๗๓ อุปาทานโคจฉกะ: อุปาทาน 4 ความยึดมั่นถือมั่น อธิบายอุปาทาน 4 คือ ยึดมั่นในกาม (กามุปาทาน) ยึดมั่นในความเห็นผิดทั่วไป (ทิฏฐุปาทาน) ยึดมั่นในศีลพรตที่งมงาย (สีลัพพตุปาทาน) และยึดมั่นว่ามีตัวตน (อัตตวาทุปาทาน) พร้อมจำแนกว่าธรรมใดเป็นตัวอุปาทานเอง ธรรมใดเป็นเพียงอารมณ์ที่ถูกยึด และมรรคใดละอุปาทานชนิดใด
- หน้า ๔๗๔–๔๘๕ กิเลสโคจฉกะ: กิเลส 10 ประการ จำแนกกิเลส 10 คือ โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ อธิบายความหมายแต่ละตัวอย่างละเอียด โดยเฉพาะโลภะที่มีคำไวพจน์นับร้อย วิเคราะห์ว่ากิเลสคู่ใดเกิดร่วมกันได้ (ทุกตัวสัมปยุตกับโมหะ) และสรุปว่ามรรคใดละกิเลสตัวใด เช่นทิฏฐิและวิจิกิจฉาละด้วยโสดาปัตติมรรค
- หน้า ๔๘๖–๔๙๗ ปิฏฐิทุกะ: ธรรมที่มรรคแต่ละขั้นละได้ จำแนกธรรมที่ถูกละโดยมรรคแต่ละระดับ โสดาปัตติมรรคละสัญโญชน์ 3 (สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส) มรรคเบื้องสูงละโลภะโทสะโมหะที่เหลือ พร้อมอธิบายภูมิของจิต 3 ระดับคือกามาวจร (ตั้งแต่นรกถึงสวรรค์ชั้นสูงสุด) รูปาวจร และอรูปาวจร ว่าเป็นขอบเขตการท่องเที่ยวของจิตแบบใด
- หน้า ๔๙๘–๕๑๒ สุตตันติกทุกะ: คู่ธรรมจากพระสูตร (มาติกาและนิทเทส) รวบรวมคู่ธรรมที่มาจากพระสูตรกว่า 20 คู่ เช่น วิชชา-อวิชชา คนพาล-บัณฑิต ธรรมฝ่ายดำ-ฝ่ายขาว การตั้งชื่อเรียกสิ่งต่างๆ (นาม-รูป) ทิฏฐิผิดแบบต่างๆ ผู้ว่าง่าย-ว่ายาก มิตรดี-มิตรชั่ว ความฉลาดในอาบัติและสมาบัติ ปฏิจจสมุปบาท ความอ่อนน้อม-อดทน สติสัมปชัญญะ จนถึงวิชชา 3 และญาณในมรรคผล
- หน้า ๕๑๓–๕๒๘ อรรถกถาอธิบายคู่ธรรมจากพระสูตร ตอนที่ 1 อรรถกถาขยายความคู่ธรรมชุดแรก เปรียบมรรค 3 เบื้องต้นเหมือนสายฟ้าแลบส่องทางในความมืด ส่วนอรหัตมรรคเหมือนวชิระที่ทำลายกิเลสไม่ให้เหลือ อธิบายที่มาของชื่อ 4 แบบว่าทำไมขันธ์จึงเรียกว่านาม อธิบายทิฏฐิเที่ยง-ขาดสูญ มิตรดี-มิตรชั่ว ความฉลาดในอาบัติ สมาบัติ ธาตุ อายตนะ ปิดท้ายด้วยความอดทนและความอ่อนโยน
- หน้า ๕๒๙–๕๔๘ อรรถกถาอธิบายคู่ธรรมจากพระสูตร ตอนที่ 2 อธิบายการต้อนรับแขก (ปฏิสันถาร) ด้วยเรื่องพระเถระผู้ถวายบิณฑบาตแก่พระเถรีขีณาสพจนได้รับผลบุญมาก การสำรวมและไม่สำรวมอินทรีย์ 6 ผ่านกระบวนการทำงานของจิต และความรู้ประมาณในการบริโภคอาหารพร้อมนิทานเตือนใจเรื่องพราหมณ์ตะกละ 5 คนที่กินจนลุกไม่ไหว ปิดท้ายด้วยกำลังแห่งสติ ความหมดจดแห่งทิฏฐิ ความสลดใจ และความไม่รู้จักอิ่มในการทำกุศล
- หน้า ๕๔๙–๕๕๖ อัตถุทธารกัณฑ์: เริ่มต้นหมวดธรรมเป็นชุดสาม (ติกะ) เริ่มหมวดใหม่ที่จำแนกธรรมเป็นชุดละ 3 (ติกะ) แทนชุดละ 2 ที่ผ่านมา เริ่มจากกุศล-อกุศล-อัพยากฤต ตามด้วยธรรมที่ประกอบด้วยเวทนาสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ ธรรมที่เป็นวิบากหรือเหตุแห่งวิบาก ธรรมที่ถูกยึดมั่นหรือไม่ ธรรมที่เศร้าหมองหรือเป็นเพียงอารมณ์ของกิเลส และธรรมมีวิตกวิจารระดับต่างๆ เนื้อหายังไม่จบ ต่อในช่วงถัดไป
- หน้า ๕๕๗–๕๖๒ อัตถุทธารกัณฑ์ (บาลี): หมวดติกะ พระบาลีอัตถุทธารกัณฑ์ หมวดติกะ นำแม่บทคู่ ๓ ที่ตั้งไว้ในมาติกา เช่น กุศล-อกุศล-อัพยากฤต, สุข-ทุกข์-ไม่สุขไม่ทุกข์, มีวิตกวิจาร-ไม่มี ฯลฯ มาระบุเจาะจงว่าจิต เจตสิก รูป หรือนิพพานอย่างใดจัดเข้าแต่ละหมวด เป็นการไขความมาติกาที่เดิมกล่าวไว้กว้างๆ ให้เห็นเนื้อธรรมจริงทีละอย่าง จบลงด้วยคำว่า "ติกะ จบ"
- หน้า ๕๖๓–๕๘๘ อัฏฐกถากัณฑวรรณนา: อธิบายหมวดติกะ อรรถกถาอธิบายที่มาของอัฏฐกถากัณฑ์ ว่าเดิมพระสารีบุตรแสดงแก่ศิษย์ผู้จับความนิกเขปกัณฑ์ไม่ได้ แต่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเองเพราะเป็นวิสัยพุทธ จากนั้นไขความติกะทีละหมวด เช่น อารมณ์เล็กน้อย(กามอารมณ์)-ใหญ่-หาประมาณมิได้ อารมณ์เป็นมรรค-อดีต-ภายใน โดยยกจิตแต่ละดวง ฌานแต่ละขั้น และอภิญญาต่างๆ มาแสดงว่ารับอารมณ์แบบใดในเวลาใด ช่วยให้เห็นการจำแนกจิตอย่างละเอียด
- หน้า ๕๘๙–๖๑๒ อัตถุทธารกัณฑ์ (บาลี): หมวดทุกะ ตอนต้น พระบาลีอัตถุทธารกัณฑ์ หมวดทุกะ ตอนต้น ไล่ระบุธรรมจริงที่จัดเข้าคู่ทุกะต่างๆ ต่อจากติกะ ได้แก่ กลุ่มเหตุ คู่ธรรมเล็กอื่น(จูฬันตรทุกะ) กลุ่มอาสวะ กลุ่มสัญโญชน์(กิเลสที่ผูกมัดใจ) กลุ่มคันถะ(เครื่องร้อยรัด) กลุ่มนิวรณ์(เครื่องกั้นความดี) กลุ่มปรามาส(ความยึดผิด) และคู่ธรรมใหญ่(มหันตรทุกะ) ชี้ชัดว่าจิตหรือเจตสิกใดจัดอยู่ในกิเลสหมวดใดบ้าง
- หน้า ๖๑๓–๖๒๖ อัตถุทธารกัณฑ์ (บาลี): หมวดทุกะ ตอนปลาย จบธรรมสังคณี พระบาลีอัตถุทธารกัณฑ์ หมวดทุกะ ตอนปลาย ต่อด้วยกลุ่มอุปาทาน(ความยึดมั่นถือมั่น) กลุ่มกิเลส ๑๐ และคู่ธรรมย่อยอื่น เช่น ธรรมที่มรรคเบื้องต่ำ-สูงประหาณ มีวิตกวิจารหรือไม่ กามาวจร-รูปาวจร-อรูปาวจร นำสัตว์ออกจากวัฏฏะได้หรือไม่ มียิ่งกว่าหรือไม่ และก่อโทษหรือไม่ จบด้วยคำว่า "ธรรมสังคณี จบ" คือพระบาลีต้นฉบับทั้งคัมภีร์จบสมบูรณ์ที่จุดนี้
- หน้า ๖๒๗–๖๓๐ อัฏฐกถากัณฑวรรณนา: อธิบายหมวดทุกะโดยย่อ อรรถกถาไขความหมวดทุกะโดยย่อ เฉพาะจุดที่ต่างจากที่เคยอธิบายมาก่อน เช่น อาสวะ สัญโญชน์ นิวรณ์ และกิเลสแต่ละตัวเกิดร่วมกับตัวอื่นได้กี่แบบในจิตประเภทใด (เช่น กามฉันทะเกิดร่วมกับนิวรณ์อื่นได้ ๒ แบบ พยาบาทได้ ๔ แบบ) ชี้ให้เห็นว่ากิเลสไม่ได้เกิดโดดๆ แต่มักประกอบกันเป็นกลุ่มตามเงื่อนไขของจิตแต่ละดวง จบด้วย "อรรถกถาธรรมสังคณี จบ"
- หน้า ๖๓๑–๖๓๒ นิคมกถา: คำลงท้ายปิดคัมภีร์อัฏฐสาลินี นิคมกถา คำลงท้ายปิดคัมภีร์อัฏฐสาลินี อรรถกถาธรรมสังคณี เป็นคาถาที่พระพุทธโฆสาจารย์ผู้รจนากล่าวอุทิศกุศลจากการแต่งอรรถกถานี้ให้สรรพสัตว์รู้ธรรมและบรรลุนิพพาน อธิษฐานให้พระสัทธรรมดำรงอยู่นาน ฝนตกต้องฤดูกาล บ้านเมืองสงบสุข พร้อมบรรยายคุณสมบัติของพระพุทธโฆสาจารย์ผู้แต่ง ปิดท้ายทั้งคัมภีร์ธัมมสังคณีและอรรถกถาอัฏฐสาลินีโดยสมบูรณ์
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐
หน้า ๕๐๑–๕๕๐
หน้า ๕๕๑–๖๐๐