ไม่รู้ ... อนิมิตตานุปัสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความเป็นนิมิต จากความไม่รู้ ... อัปปณิหิตานัสนายถาภูตญาณพ้นจากความหลงโดยความเป็นที่ตั้ง จากความไม่รู้ ... สุญญตา นุปัสนายถาภูตญาณพ้นจากความหลงโดยความยึดมั่น จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณ วิโมกข์ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ ญาณวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถ แห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ฯ
ยถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป พ้นจากความหลงโดยความเป็น สภาพเที่ยง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ ฯลฯยถาภูตญาณ คือ การพิจารณา เห็นความว่างเปล่าในรูป พ้นจากความหลงโดยความยึดมั่น จากความรู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณ วิโมกข์ ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ ญาณวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถ แห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ฯ
ยถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ พ้นจากความหลงโดยความเป็นสภาพเที่ยง จากความไม่ รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ฯลฯ ยถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในชรา และมรณะ พ้นจากความหลงโดยความยึดมั่น จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ ญาณวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ นี้เป็นญาณวิโมกข์ ฯ
[๔๘๒] สีติสิยาวิโมกข์เป็นไฉน สีติสิยาวิโมกข์ ๑ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ สีติ สิยาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุโดยปริยาย พึงมีได้ ฯ
คำว่า พึงมีได้ ความว่า ก็พึงมีได้อย่างไร ฯ
อนิจจานุปัสนา เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความ เร่าร้อนและความกระวนกระวายโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสีติสิยาวิโมกข์ ทุกขานุปัสนา ... โดยความเป็นสุข ... อนัตตานุปัสนา ... โดยความเป็นตน ... นิพพิทานุปัสนา ... โดยความเพลิดเพลิน ...วิราคานุปัสนา ... โดยความกำหนัด ... นิโรธานุปัสนา ... โดยความเป็น เหตุเกิดปฏินิสสัคคานุปัสนา ... โดยความถือมั่น ... อนิมิตตานุปัสนา ... โดยมีนิมิตเครื่องหมาย
... อัปปณิหิตานุปัสนา ... โดยเป็นที่ตั้ง ... สุญญตานุปัสนาเป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม
พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวายโดยความยึดมั่น เพราะเหตุนั้นจึงเป็น