ฌาน. บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงคุณวิเศษ เริ่มต้นแต่ปฐมฌานที่ทรง
บรรลุด้วยปฏิปทานี้จนถึงวิชชา เป็นที่สุด จึงตรัสคำมีอาทิว่า โส โข อหํ ดังนี้. ในคำที่ตรัสไว้นั้น เบื้องแรก คำที่มิได้ยกขึ้น วินิจฉัยนั้น ก็ได้กล่าวไว้ดีแล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั่นแล.
ก็ในบทว่า อยํ โข เม พฺรหฺมณ เป็นต้น มิวินิจฉัยต่อไปนี้:- บทว่า วิชฺชา คือ ที่ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่ากระทำความรู้แจ้ง. ถามว่า ทำความรู้แจ้งอะไร ? ตอบว่า ทำความรู้แจ้งบุพเพนิวาสญาณ
คือรู้ขันธ์ที่อยู่อาศัยในกาลก่อน. บทว่า อวิชฺชา ได้แก่ โมหะ อัน
ปกปิดวิชชานั้น เพราะอรรถว่ากระทำความรู้แจ้ง บุพเพนิวาส-
ญาณนั่นแหละ. บทว่า ตโม ความว่า โมหะ นั้นนั่นเองชื่อว่า ตมะ
ความมืด เพราะอรรถว่าปกปิดวิชชานั้น. บทว่า อาโลโก ความว่า วิชชานั้นนั่นแล ชื่อว่า อาโลกะ ความสว่าง เพราะอรรถว่า
กระทำความสว่าง. ก็ในบทว่า อาโลโก นี้มีใจความดังนี้ว่า วิชชา
เราบรรลุแล้ว. คำที่เหลือ (จากอาโลโก) เป็นคำสรรเสริญ. ก็ใน
ข้อนี้ประกอบด้วยความดังต่อไปนี้:- วิชชานี้แล เราบรรลุแล้ว เมื่อเรานั้นบรรลุวิชชาแล้ว อวิชชาก็หายไป อธิบายว่า พินาศไป. เพราะเหตุไร ? เพราะวิชชาเกิดขึ้น. ในบททั้งสองแม้นอกนี้ ก็นัยนี้ บทว่า ตํ ในบทว่า ยถา ตํ นี้ เป็นเพียงนิบาต. ชื่อว่าผู้ไม่ประมาท เพราะไม่อยู่ปราศจากสติ ชื่อว่ามีความเพียร เพราะมีความเพียร เครื่องเผากิเลส ชื่อว่าผู้มีตนส่งไป อธิบายว่า ผู้มีจิตส่งไปแล้ว
เพราะไม่อาลัยในกายและชีวิต. ท่านอธิบายไว้ดังต่อไปนี้:- เมื่อ
บุคคลไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปอยู่ อวิชชา พึงถูกขจัดไป