แม้เหล่านั้น เพื่อเป็นบริวารเพื่อตัดคำพูดว่า ชื่อว่าสิ่งนี้ ให้เหตุ
แห่งทานของเวลามะย่อมไม่มี. บทว่า นชฺโช มญฺเ วิสฺสนฺทนฺติ
ได้แก่ ย่อมไหลไปเหมือนแม่น้ำ.
พระศาสดาตรัสทานของเวลามะด้วยเหตุประมาณเท่านี้แล้ว ตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี คนอื่นมิได้ให้แล้วซึ่งมหาทานนั้น เราได้ ให้แล้ว ก็เราแม้เมื่อให้ทานเห็นปานนั้น หาได้บุคคลสมควรเพื่อ จะรับไม่ ท่านได้ให้ทานเมื่อพระพุทธเจ้าผู้เช่นเราปรากฏอยู่ในโลก เพราะเหตุไร จึงคิดเล่าดังนี้ เมื่อทรงเทศนาออกให้กว้างแก่เศรษฐี จึงได้ตรัสคำเป็นต้นว่า สิยา โข ปน เต ดังนี้. ถามว่า ก็รูป เวทนา สัญญา สังขาร ละวิญญาณเหล่าใด ได้มีแล้วในกาลนั้น รูปเป็นต้น เหล่านั้น ดับแล้วมิใช่หรือ เพราะเหตุไร. พระผู้มีพระภาคเจ้า จึง ตรัสว่า สมัยนั้น เราเป็นพราหมณ์ชื่อเวลามะดังนี้. ตอบว่า เพราะ
ตัดประเพณีไม่ขาด. ด้วยว่ารูปเป็นต้นเหล่านั้น เมื่อดับ ให้ปัจจัยแก่
ธรรมมีเวทนา เป็นต้นเหล่านี้แล้ว จึงดับ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัส อย่างนี้หมายถึงประเพณี (คือธรรม ) ที่สืบต่อกันไม่ขาด. บทว่า น ตํ โกจิ ทกฺขิณํ โสเธติ ความว่า ไม่มีใคร ๆ พึงกล่าวว่าใคร
เป็นสมณะ. หรือพราหมณ์ เทวดาหรือมาร ลุกขึ้นแล้ว ย่อมชำระ
ทักษิณาให้บริสุทธิ์. ก็โดยสูงสุดพระพุทธเจ้าพึงชำระทักษิณานั้น
ให้บริสุทธิ์. บทว่า ทิฏฺสมฺปนฺนํ ได้แก่ ทานผู้เป็นโสดาบัน ถึง
พร้อมทัสนะ (โสดาปัตติมรรค). ว่า อิทํ ตโต มหปุผลตรํ ความว่า ทานที่ ให้แล้วแก่ท่านผู้เป็นโสดาบันนี้ มีผลมากกว่าทานที่บุคคลบริจาค เงินและทองประมาณเท่านี้ให้แล้วแก่โลกียมหาชนสิ้น ๗ ปี ๗ เดือน