ควรทำให้แจ้ง ซึ่งธรรมที่ควรเจริญโดยเป็นธรรมที่ควรเจริญ. มีจริง ดังที่ตรัสไว้ว่า
อภิญฺเยฺยํ อภิญฺาตํ ภาเวตพฺพญฺจ ภาวิตํ
ปหาตพฺพํ ปหีนมฺเม ตสฺมา พุทฺโธสฺมิ พฺราหฺมณ.
ธรรมที่ควรรู้ยิ่ง เรารู้ยิ่งแล้ว ธรรมที่ควรเจริญ เรา
เจริญแล้ว ธรรมที่ควรละ เราละได้แล้ว เพราะฉะนั้น
แหละ พราหมณ์ เราจึงเป็นพระพุทธเจ้า.
อีกอย่างหนึ่ง พึงแนะนำอรรถนี้โดยธรรมหมวดสามและสองทั้งปวง เป็นต้น โดยนัยมีอาทิว่า ธรรม ชื่อว่าเป็นกุศล เพราะไม่มีโทษมีสุขเป็น ผล ธรรม ชื่อว่าเป็นอกุศล เพราะมีโทษ มีทุกข์เป็นผล. ในข้อนี้ มี ความสังเขปดังนี้ว่า ชื่อว่าสัมมาสัมพุทธะ เพราะตรัสรู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวง โดยอาการทั้งปวง ด้วยสยัมภูญาณอันไม่วิปริตด้วยประการดังนี้ . ส่วน ความพิสดาร พึงทราบโดยนัยที่มาในวิสุทธิมรรคนั้นแล.
บทว่า อรหตฺตตาย ได้แก่ เพื่อได้อรหัตผล. บทว่า ธมฺมํ เทเสติ ความว่า ย่อมอ้าง คือแสดงธรรมคือปฏิปทามีศีลเป็นต้น อันควรแก่คุณ พิเศษมีไพเราะในเบื้องต้นเป็นต้น หรือธรรมคือสมถะและวิปัสสนาอัน
เหมาะแก่อัธยาศัยของเวไนยสัตว์นั่นแล. บทว่า สํเวชิโต ความว่า ให้ถึง
ความสลดใจว่า ผู้เจริญ น่าติเตียนจริง ความเป็นปุถุชน อันเป็นเหตุ ให้เราผู้ไม่เป็นพระอรหันต์เลย สำคัญว่าเป็นพระอรหันต์ และไม่รู้พระ- สัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เสด็จอุบัติขึ้นในโลกทรงแสดงธรรมอยู่ ก็ความเป็นอยู่ รู้ได้ยาก ความตายก็รู้ได้ยาก. อธิบายว่า มีใจสลดด้วยอาการตามที่กล่าว แล้ว ด้วยคำพูดของเทวดา. บทว่า ตาวเทว แปลว่า ในขณะนั้นนั่นเอง.