บทว่า อาเนญฺชสมาธินา ได้แก่ ด้วยสมาธิอันสัมปยุตด้วยอรหัต-
ผลอันมีจตุตถฌานเป็นบาท. อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า มีอรูปฌาน
เป็นบาท ดังนี้ก็มี. บาลีว่า อาเนญฺเชน สมาธินา ด้วยสมาธิอันไม่ หวั่นไหว ดังนี้ก็มี. ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงทราบ การมาของภิกษุเหล่านั้น ไม่ทรงกระทำปฏิสันถาร ทรงเข้าสมาบัติอย่าง เดียว ? เพื่อให้ภิกษุเหล่านั้นรู้ว่าพระองค์เข้าสมาบัติจึงเข้าด้วย เพื่อแสดง การอยู่ร่วมของภิกษุเหล่านั้นที่พระองค์ทรงประณามในกาลก่อนว่า เสมอ กับพระองค์ในบัดนี้ เพื่อแสดงอานุภาพ และเพื่อแสดงการพยากรณ์
พระอรหัตผลโดยเว้นการเปล่งวาจา. อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า เพื่อ
ทรงกระทำปฏิสันถารอันไม่ทั่วไปแก่คนอื่น โดยทำความสุขอันยอดเยี่ยม ให้เกิดขึ้นแก่ภิกษุเหล่านั้น ผู้ที่พระองค์ทรงประณามในกาลก่อน บัดนี้
มายังสำนักของพระองค์. ท่านแม้เหล่านั้นทราบพระอัธยาศัยของพระผู้มี-
พระภาคเจ้า จึงเข้าสมาบัตินั้นนั่นแหละ. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า กตเมน นุ โข ภควา วิหาเรน เอตรหิ วิหรติ บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอยู่ด้วยธรรมเครื่องอยู่ อะไรหนอแล.
ก็ในที่นี้ รูปาวจรจตุตถฌาน ถึงความไม่หวั่นไหว เพราะประกอบ ด้วยโวทานธรรม ๑๖ ประการ มีความไม่ฟุบลงเป็นต้น อันเป็นมูลเหตุ แห่งฤทธิ์ เพราะธรรมอันเป็นข้าศึกมีโกสัชชะเป็นต้น อยู่ไกลแสนไกล ท่านเรียกว่า อาเนญชะ เพราะอรรถว่าตนเองก็ไม่หวั่นไหว. สมจริงดัง คำที่ท่านกล่าวไว้ว่า
จิตที่ไม่ฟุบลง ชื่อว่าอาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหว
ในโกสัชชะ ๑ จิตที่ไม่ฟูขึ้น ชื่อว่าอาเนญชะ เพราะ