ร่างแห่งกระดูกทั้งหลาย สมุสฺสยศัพท์มาในปริยายแห่งร่างกระดูก ในบาลีว่า ติสตสมุสฺสยา เพราะร่างแห่งกระดูกสามร้อยชิ้นดังนี้เป็นต้น. มาในสรีระ ในบาลีว่า อาตุรํ อสุจึ ปูตึ ปสฺส นนฺเท สมุสฺายํ ดูก่อนนันทา เจ้าจงดูสรีระ ที่อาดูรเดือดร้อน ไม่สะอาด เปื่อยเน่า ดังนี้เป็นต้น. แม้ใน
ที่นี้ก็พึงเห็นความในสรีระเท่านั้น. ด้วยเหตุนั้น พระเถรีจึงกล่าวว่า รูป-
สมุสฺสเย แปลว่า ในร่างกล่าวคือรูป อธิบายว่าในสรีระ. บทว่า อสฺมึ รูปสมุสฺสเย ประกอบความว่า ตั้งอยู่ในร่างคือรูปนี้ ได้แก่อาศัยรูป กายที่คลอดบุตร ๑๐ คน. บทว่า ตโต แปลว่า เพราะเหตุที่คลอดบุตร ๑๐
คนนั้น. จริงอยู่ นางเลยปฐมวัยไปแล้ว จึงตลอดบุตรทั้งหลาย นางจึงมี
สรีระอ่อนกำลังลง และคร่ำคร่าเพราะชรา มาโดยลำดับ. ด้วยเหตุนั้นพระเถรี จึงกล่าวว่า ตโตหํ ทุพฺพลา ชิณฺณา เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงอ่อนกำลัง ชราลง.
บทว่า ตสฺสา แปลว่านั้น อีกอย่างหนึ่ง แปลว่าในที่ใกล้ข้าพเจ้า
นั้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ตสฺสา เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถตติยาวิภัตติ
ความว่าอันข้าพเจ้านั้น. บทว่า สิกฺขมานาย ได้แก่ ศึกษาสิกขาแม้ทั้ง ๓.
บทว่า อนนิตราวิโมกฺขาสึ ความว่า ข้าพเจ้ามีวิโมกข์เกิดขึ้นใน
ลำดับแห่งอรหัตมรรค. จริงอยู่ แม้วิโมกข์ ๘ เป็นต้นว่า ผู้มีรูปเป็นอารมณ์
ย่อมเห็นรูป หาชื่อว่าวิโมกข์ในลำดับไม่. ความจริง ผลวิโมกข์ที่บรรลุใน ลำดับแห่งมรรคแม้เป็นไปอยู่ในเวลาเข้าผลสมาบัติ ก็อาศัยผลสมาบัตินั้นชื่อ ว่าอนันตรวิโมกข์ เพราะเกิดขึ้นพร้อมในลำดับแห่งมรรคแรก [โสดาปัตติ มรรค] นั่นแล. เหมือนอย่างมรรคสมาธิ ท่านก็เรียกว่า อานันตริกสมาธิฉะนั้น. บทว่า อนุปาทาย นิพฺพุตา ได้แก่ ข้าพเจ้าไม่ยึดบรรดาอารมณ์มีรูป เป็นต้น แม้ไร ๆ ดับสนิท เพราะดับกิเลสเด็ดขาด.