ฟังธรรม จึงถวายราชสมบัติในมหาทวีปทั้ง ๔ พร้อมกับรัตนะทั้ง ๗ แก่ ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วบวชในสำนักของพระศาสดา. ชาวรัฐทั้งสิ้นต่างถือเอาเงินที่เกิดขึ้นในรัฐ จัดการกิจของตนผู้ทะนุบำรุง วัดให้สำเร็จ แล้วได้ถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน
ตลอดกาลเป็นนิจ. พระศาสดาแม้พระองค์นั้น ก็ทรงพยากรณ์พระโพธิ-
สัตว์นั้นว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล. พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น ได้มีนครชื่อว่าสุมังคละ พระราชาพระนามว่า อุคคตะ เป็นพระบิดา พระเทวีพระนามว่า ปภาวดี เป็นพระมารดา มีพระอัคร- สาวก ๒ องค์ คือ พระสุทัสสนะ และ พระสุเทวะ มีพระอุปัฏฐาก ชื่อว่า นารทะ มีพระอัครสาวิกา ๒ พระองค์ คือพระนางนาคา และ พระนางนาคสมานา มีต้นไผ่ใหญ่ เป็นต้นไม้ที่ตรัสรู้. ได้ยินว่า ต้นไผ่ ใหญ่นั้นมีช่องกลวงน้อย มีลำต้นทึบ มีกิ่งใหญ่ ๆ พุ่งขึ้นข้างบนแลดูเจิดจ้า
ประดุจกำหางนกยูง. พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น มีพระสรีระสูง ๕๐
ศอก มีพระชนมายุเก้าหมื่นปีแล.
ในมัณฑกัปนั้นนั่นแล มีพระนายกพระนามว่า สุชาตะ มี
พระหนุดังคางราชสีห์ มีลำพระศอดังคอโคผู้ หาผู้ประมาณ
มิได้ อันใคร ๆ เข้าถึงได้ยาก ฉะนี้แล.
ในกาลต่อจากพระสุชาตพุทธเจ้า ในที่สุดหนึ่งพันแปดร้อยกัป แต่กัปนี้ไป ในกัปเดียวกัน มีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น ๓ พระองค์ คือพระ- ปิยทัสสี พระอรรถทัสสี และพระธรรมทัสสี. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า ปิยทัสสี ก็มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ มีภิกษุแสนโกฏิ ครั้งที่ ๒ มีภิกษุเก้าสิบโกฏิ ครั้งที่ ๓ มีภิกษุแปดสิบโกฏิ.