จุลวรรค ภาค ๒
ฉบับ มมร. · เล่ม ๙ · หน้า ๑๔๑ · ข้อ 272
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

พุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่า เป็นทานอันเลิศ

เพราะเหตุนั้นแล คนผู้ฉลาด เมื่อเล็งเห็น

ประโยชน์ตน พึงสร้างวิหารอันรื่นรมย์ ให้

ภิกษุทั้งหลายผู้พหูสูตอยู่ในวิหารเถิด อนึ่ง

พึงมีน้ำใจเลื่อมใส ถวายข้าว น้ำ ผ้า และ

เสนาสนะอันเหมาะสมแก่พวกเธอ ในพวก

เธอผู้ซื่อตรง เพราะพวกเธอย่อมแสดงธรรม

อันเป็นเครื่องบรรเทาสรรพทุกข์แก่เขา

อันเขารู้ทั่วถึงแล้วจะเป็นผู้ไม่มีอาสวะ

ปรินิพพานในโลกนี้.

ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุโมทนาอนาถบิณฑิกคหบดี ด้วย พระคาถาเหล่านี้แล้ว เสด็จลุกจากอาสนะกลับไป.

เรื่องให้ภิกษุกำลังฉันค้างอยู่ลุกขึ้น

[๒๗๒] สมัยนั้น มหาอำมาตย์ผู้หนึ่งเป็นสาวกของอาชีวกได้เลี้ยง อาหารพระสงฆ์ ท่านพระอุปนันทศากยบุตรมาภายหลัง ได้ให้ภิกษุผู้นั่งใน ลำดับลุกขึ้นทั้งที่กำลังฉันอาหารค้างอยู่ โรงอาหารได้เกิดโกลาหล จึงมหา อำมาตย์ผู้นั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระ ศากยบุตรมาทีหลัง จึงได้ให้ภิกษุผู้นั่งในลำดับลุกขึ้นทั้งที่ยังฉันอาหารค้างอยู่เล่า โรงอาหารได้เกิดโกลาหลขึ้น ภิกษุผู้นั่งแม้ในที่อื่น จะพึงได้ฉันจนอิ่มอย่างไร เล่า ภิกษุทั้งหลายได้ยินมหาอำมาตย์ผู้นั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนท่าน พระอุปนันทศากยบุตรมาทีหลังจงได้ให้ภิกษุผู้นั่งในลำดับลุกขึ้น ทั้งที่ยังฉัน

หัวข้อ (สรุปโดย AI) กำเนิดกฎนวกรรม นิทานสัตว์สามสหาย และลำดับอาวุโสสงฆ์
เข้าสู่ระบบเพื่อบันทึกความคืบหน้า