ภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลรับว่า จะอยู่ แล้วจักบำรุงเสนาสนะ. ภิกษุนอกนี้ รับว่า จักถือเอาปัจจัย แล้วจักบำรุงเสนาสนะ. เสนาสนะจักเป็นอัน ได้รับ บำรุงเป็นอันดียิ่ง ด้วยเหตุ ๒ ประการ ด้วยประการฉะนี้.
แต่ในมหาปัจจรีแก้ว่า เมื่อภิกษุผู้ถือผ้าบังสกุล รับเสนาสนะเพื่อ ประโยชน์ แก่การอยู่ ภิกษุผู้เสนาสนคาหาปกะพึงกล่าวว่า ในเสนาสนะนี้มีปัจจัย นะขอรับ ปัจจัยนั้นสมควรทำอย่างไร ? ภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลนั้นพึงกล่าวว่า ภายหลังท่านจงให้ภิกษุอื่นถือเอาเถิด.
แต่ถ้าเธออยู่แต่ไม่พูดว่าอะไรเลย, และทายกทั้งหลายถวายผ้าวางไว้ แทบเท้าของเธอผู้จำพรรษาแล้วในเสนาสนะนั้น, ผ้านั้นควรแก่เธอ.
ถ้าพวกทายกกล่าวว่า ผมถวายผ้าจำนำพรรษา ผ้านั้นย่อมถึงแก่ภิกษุ ทั้งหลาย ผู้จำพรรษาในเสนาสนะนั้น.
ส่วนทายกเหล่าใด ไม่มีเสนาสนะ, ถวายแต่ปัจจัยอย่างเดียว สมควร ให้ภิกษุผู้จำพรรษาในเสนาสนะที่ไม่มีผ้าจำนำพรรษารับปัจจัยของทายกเหล่านั้น.
ชนทั้งหลายสร้างสถูปแล้ว ให้ภิกษุรับผ้าจำนำพรรษา. ธรรมดาสถูป ไม่ใช่เสนาสนะ พึงโอนให้ภิกษุผู้จำพรรษาที่ต้นไม้หรือมณฑปซึ่งใกล้สถูปนั้น รับไป.
ภิกษุนั้นพึงปรนนิบัติเจดีย์. แม้ในต้นโพธิ์ เรือนโพธิ์ เรือนปฏิมา
ร้านไม้กวาด ร้านเก็บไม้ เวจกุฎี ซุ้มประตู กุฎีน้ำ โรงน้ำ และโรงไม้สีไฟ ก็มีนัยเหมือนกัน.
ส่วนหอฉัน เป็นเสนาสนะแท้, เพราะเหตุนั้น สมควรกำหนดให้ ภิกษุรูปเดียว หรือหลายรูปถือหอฉันนั้น คำทั้งปวงนี้ท่านกล่าวพิสดารใน มหาปัจจรี.