ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
ฉบับ มจร. · เล่ม ๒๘ · หน้า ๒๔๗ · ข้อ 426 427 428 429 430
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

[๔๒๖] ท้าววาสวะทรงทราบว่าพระเจ้าเนมิมีพระโลมชาติชูชัน

ได้ตรัสตอบว่า หม่อมฉันเป็นท้าวสักกะจอมเทพ

มาในสำนักของพระองค์ พระองค์ผู้เป็นจอมมนุษย์

พระองค์อย่าทรงมีพระโลมชาติชูชัน

เชิญตรัสถามปัญหาที่พระองค์ทรงพระประสงค์เถิด

[๔๒๗] พระเจ้าเนมินั้นเมื่อท้าวเธอทรงถวายโอกาส

จึงได้ตรัสกับท้าววาสวะว่า ข้าแต่มหาราชผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง

ข้าพเจ้าขอถามพระองค์ ทานก็ดี พรหมจรรย์ก็ดี

อย่างไหนมีผลมากกว่ากันเล่า

[๔๒๘] ท้าววาสวะถูกพระเจ้าเนมิผู้เป็นเทพแห่งนรชนตรัสถามแล้ว

เมื่อจะตรัสตอบพระเจ้าเนมิ

ท้าวเธอทรงทราบวิบากแห่งพรหมจรรย์อยู่

จึงได้ตรัสบอกแก่พระเจ้าเนมิผู้ไม่ทรงทราบว่า

[๔๒๙] บุคคลย่อมเกิดในตระกูลกษัตริย์ได้ด้วยพรหมจรรย์ชั้นต่ำ

เข้าถึงความเป็นเทวดาได้ด้วยพรหมจรรย์ชั้นกลาง

ย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยพรหมจรรย์ชั้นสูง

[๔๓๐] เพราะพรหมจรรย์เหล่านี้มิใช่จะหาได้ง่าย ๆ

ด้วยการประกอบพิธีวิงวอนขอร้องอะไร ๆ

บุคคลผู้ที่เกิดในหมู่พรหมได้ต้องออกบวชบำเพ็ญตบะ

(ท้าวสักกเทวราชเมื่อจะทรงแสดงเรื่องที่พระราชาทั้งหลายในอดีต ผู้บริจาค มหาทานแล้วไม่สามารถพ้นไปจากกามาวจรภพได้ จึงได้ตรัสว่า)

{๕๒๗} [๔๓๑]

๑. พระเจ้าทุทีปะ

๒. พระเจ้าสาคระ

๓. พระเจ้าเสละ

๔. พระเจ้ามุจลินท์

๕. พระเจ้าภคีรสะ

๖. พระเจ้าอุสินนะ

๗. พระเจ้าอัตถกะ