มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
ฉบับ มมร. · เล่ม ๑๙ · หน้า ๒๘๑ · ข้อ 496 497
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

ต่างกันก็ไม่ได้ด้วย. คุณ เพราะเวทนารู้สึกสิ่งใด สัญญาก็จำสิ่งนั้น

สัญญาจำสิ่งใด วิญญาณก็รู้แจ้งสิ่งนั้น. ฉะนั้น สิ่งเหล่านี้จึงเกี่ยวข้อง กัน แยกกันไม่ออก และเราจะแยกแยะธรรมเหล่านี้แล้วบัญญัติให้แตก ต่างออกไป ก็ไม่ได้ด้วย."

[๔๙๖] โก. "ท่านครับ ก็มโนวิญญาณ (ความรู้แจ้งอารมณ์ทาง ใจ) ที่สละหมดจดแล้วด้วยอินทรีย์ห้า พึงนำอะไรมา ?"

สา. "คุณ มโนวิญญาณที่สละหมดจดแล้วด้วยอินทรีย์ห้า พึงนำ

อากาสานัญจายตนะที่บริกรรมว่า "อากาศไม่มีที่สุด" มา, นำวิญญาณัญ- จายตนะที่บริกรรมว่า "วิญญาณไม่มีที่สุด" มา, นำอากิญจัญญายตนะที่ บริกรรมว่า "อะไรๆ ก็ไม่มี (หรือ น้อยหนึ่ง ก็ไม่มี) มา."

โก. "ท่านครับ ก็บุคคลจะทราบไนยธรรม (สิ่งที่ถูกนำมา-ไป)

ได้ด้วยอะไร"

สา. "ทราบไนยธรรมได้ด้วยปัญญาจักษุ (ตาคือปัญญา) ซิคุณ"

โก. "ปัญญา (มี) เพื่อประโยชน์อะไรล่ะท่าน"

สา. "ปัญญาที่แล มีเพื่อประโยชน์แก่การรู้ยิ่ง เพื่อประโยชน์แก่การ

รู้รอบ (กำหนดรู้) เพื่อประโยชน์แก่การละซิคุณ"

[๔๙๗] โก. "ก็แลปัจจัยเพื่อจะทำให้เกิดความเห็นที่ถูกต้อง (สัมมา ทิฏฐิ) ขึ้นมีเท่าไรล่ะครับ"

สา. ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเห็นที่ถูกต้องขึ้นมี ๒ อย่างแหละคุณ

คือ เสียง(ก้อง)จากคนอื่น และการเอาใจใส่อย่างมีเหตุผลเหล่านี้แลคุณ คือปัจจัย ๒ อย่างที่ทำให้เกิดความเห็นที่ถูกต้องขึ้น"