อันไม่มีวิตกวิจาร เพื่อพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูก่อนอานนท์ เรา นั้นได้มีความคิดว่า อะไรหนอแล เป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้จิต ของเราไม่แล่นไป... ในเพราะทุติยฌานอันไม่มีวิตกวิจาร เพราะ พิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูก่อนอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า โทษในวิตก เราไม่เห็นและไม่ได้ทำให้มาก อานิสงส์ในทุติยฌาน อันไม่มีวิตกวิจาร เราไม่ได้บรรลุและไม่ได้เสพโดยมาก เหตุนั้น จิตของเราจึงไม่แล่นไป... ในเพราะทุติยฌานอันไม่มีวิตกวิจาร เพราะพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ เรานั้นได้มีความคิดว่า ถ้าแลเรา เห็นโทษในวิตกแล้วพึงกระทำให้มาก บรรลุอานิสงส์ในทุติยฌาน อันไม่มีวิตกวิจาร แล้วพึงเสพโดยมาก ข้อนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้ คือ จิตของเราพึงแล่นไป... ดูก่อนอานนท์ สมัยต่อมา เรานั้นแล เห็นโทษในวิตก... เสพโดยมาก ดูก่อนอานนท์ จิตของเรานั้น จึงแล่นไป... ในเพราะทุติยฌานอันไม่มีวิตกวิจาระ... เรานั้นบรรลุ ทุติยฌาน ฯลฯ ดูก่อนอานนท์ เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญา. มนสิการอันสหรคตด้วยวิตก... ฉะนั้น.
ดูก่อนอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า ไฉนหนอ เราจะพึง มีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติ สิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข ดูก่อนอานนท์ จิตของเรา นั้นย่อมไม่แล่นไป... ดูก่อนอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า อะไร หนอแล เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้จิตของเราไม่แล่นไป... ใน เพราะตติยฌานอันไม่มีปีติ เมื่อพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูก่อน