มีได้ด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ด้วยการเห็นโทษแห่งศีลวิบัติ และด้วยการ เห็นคุณแห่งศีลสมบัติ เหตุแม้ทั้งสองนั้น ก็กล่าวไว้พิสดารแล้วในคัมภีร์
วิสุทธิมรรค. ในบทเหล่านั้น บทว่า สมฺปนฺนสีลา พระสุมัตเถระ ผู้อยู่
วัดทีปวิหารกล่าวว่า ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกจาตุปาริสุทธิศีล ขึ้น ทรงแสดงศีลที่สำคัญให้พิสดารในที่นั้น ด้วยบทว่า ปาฏิโมกฺขสํวร- สํวุตา นี้. ส่วน พระจูฬนาคเถระ ผู้ทรงพระไตรปิฎกอันเตวาสิกของท่าน กล่าวว่า แม้ในบททั้งสองพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสปาติโมกขสังวร ด้วย ว่าปาติโมกขสังวรนั่นแลคือศีล ส่วนอีก ๓ ก็เป็นศีล เหตุนั้น จึงกล่าวไม่ เห็นด้วยว่า ชื่อฐานะที่กล่าวแล้วมีอยู่ แล้วกล่าวว่า เพียงรักษาทวาร ๖ เท่านั้น ก็ชื่อว่า อินทริยสังวรศีล เพียงทำปัจจัยให้เกิดขึ้นโดยธรรม โดยชอบ ก็ชื่อว่า อาชีวปาริสุทธิศีล. เพียงพิจารณาในปัจจัยที่ได้แล้วว่า นี้มีอยู่แล้วบริโภค ก็ชื่อว่าปัจจยสันนิสสิตศีล โดยตรงปาติโมกขสังวรเท่า นั้นชื่อว่าศีล ปาฏิโมกขสังวรของภิกษุใดขาดแล้ว. ภิกษุนี้ไม่พึงถูกกล่าว ว่าจักรักษาศีลที่เหลือได้ เหมือนบุรุษศีรษะขาดแล้ว จะรักษามือเท้าไว้ได้. ส่วนปาติโมกขสังวรของภิกษุใดไม่เสีย ภิกษุนี้ก็อาจทำศีลที่เหลือให้เป็น ปกติได้อีก เหมือนบุรุษศีรษะขาด ก็รักษาชีวิตไว้ได้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกปาติโมกขสังวรด้วยบทว่า สมฺปนฺนสีลา นี้แล้ว ตรัสคำไวพจน์ของบทว่า สมฺปนฺนสีลา นั้นนั่นแลว่า สมฺปนฺนปาฏิโมกฺขา เมื่อทรงแสดงบทว่า สมฺปนฺนปาฏิโมกฺขา นั้นให้พิสดาร จึงตรัสว่า ปาฏิโมกฺขสํวรสํวุตา เป็นต้น คำว่า ปาฏิโมกฺขสํวรสํวุตา เป็นต้นใน คำนั้น มีใจความที่กล่าวไว้แล้วทั้งนั้น.
ถามว่า เหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเริ่มว่า ถ้าภิกษุพึงจำนง