อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต
ฉบับ มมร. · เล่ม ๓๘ · หน้า ๒๒๘ · ข้อ 71
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

จะโดยเป็นสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน เข้าไปยังสุญญาคารนั่งอยู่ ตลอดทั้งวันทั้งคืน พึงทราบว่า เป็นผู้เพิ่มพูนสุญญาคาร. นี้เป็นความ

สังเขปในเรื่องนี้. ส่วนความพิสดาร ผู้ประสงค์จะพึงดูได้ในวรรณนา

อากังเขยยสูตร อรรถกถามัชฌิมนิกาย.

ในบทว่า ลาภี พึงทราบวินิจฉัยดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัส ความบริบูรณ์ในคุณมีศีลเป็นต้น เป็นนิมิตแห่งลาภ. จริงอยู่ พระผู้มี- พระภาคเจ้าย่อมทรงสอนสาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า มุนีเป็นประหนึ่งตัดถ้อย คำอันแสวงหาอาหารเสียแล้ว ไม่พึงกล่าวปยุตตวาจาแสวงหาอาหาร. ภิกษุ นั้น จักกล่าวเรื่องความบริบูรณ์ในคุณมีศีลเป็นต้น เป็นนิมิตแห่งลาภได้

อย่างไร. ก็คำนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยอำนาจอัธยาศัยของบุคคล. แท้

จริง ภิกษุเหล่าใด จึงพึงมีอัธยาศัยอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสด้วย อำนาจอัธยาศัยเท่านั้น ของภิกษุเหล่านั้นที่ว่า ถ้าเราไม่พึงลำบากด้วย ปัจจัย ๔ ไซร้ เราก็จะพึงนำศีลทั้งหลายให้บริบูรณ์ได้. อนึ่ง ชื่อว่า ปัจจัย ๔ เป็นอานิสงส์พร้อมทั้งกิจคือหน้าที่ของศีล จริงอย่างนั้น ผู้คนที่ เป็นบัณฑิต นำทรัพย์ที่เก็บไว้ในคลังเป็นต้นออกมา มิใช่บริโภคแม้ด้วย ตนเอง ย่อมถวายเหล่าท่านผู้มีศีล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำนี้ ก็เพื่อ ทรงแสดงอานิสงส์พร้อมทั้งกิจคือหน้าที่ของศีล.

ในวาระที่ ๓ พึงทราบวินิจฉัยดังนี้. คำว่า เยสาหํ ตัดบทว่า เยสํ อหํ. บทว่า เตสนฺเต การา ความว่า ขอสักการะ คือ ปัจจยทาน ที่เหล่าเทวดาหรือมนุษย์ทำให้เราเหล่านั้น จงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก เหตุนั้น สักการะเหล่านั้น ชื่อว่ามีผลมาก ก็โดยผลที่เป็นโลกิยสุข ชื่อว่า มีอานิสงส์มาก ก็โดยผลที่เป็นโลกุตรสุข. อีกนัยหนึ่ง คำทั้งสอง