ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
ฉบับ มมร. · เล่ม ๕๘ · หน้า ๒๑๘ · ข้อ 432
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

คงจะเห็นเหตุอะไรกระมัง จึงเป็นผู้ขวน

ขวายพากันไปเสพอาศัยซอกเขาอื่น ย่อม

ไม่สำคัญเราเหมือนเมื่อก่อนหนอ หรือว่า

นกเหล่านี้พลัดพรากไปนานจึงจำเราไม่ได้

หรือนี้เหล่านั้นไม่ใช่นกเหล่านี้จึงไม่เข้าใกล้

เรา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมาธิกานิ ตัดบทเป็น สม อธิกานิ แปลว่า เกินจำนวน ๕๐ ปี. บทว่า โรมก แปลว่า ผู้มีขนพอกขึ้น. ดาบสโกงเรียกพระโพธิสัตว์ว่า ปาราวตะ เพราะมีเท้าแดง มีวรรณะเสมอด้วยแก้วประพาฬอันเจียรไนดีแล้ว. บทว่า อสงฺกมานา ความว่า เมื่อเราอยู่ในบรรพตคูหานี้เกิน ๕๐ ปี อย่างนี้ นกเหล่านี้ไม่ได้กระทำความรังเกียจเราแม้แต่วันเดียว เป็น ผู้มีจิตเยือกเย็นอย่างยิ่ง เมื่อก่อนย่อมมาสู่บ่วงมือของเราอันโอกาส

ช่องว่างที่เหยียดมือออก. บทว่า เตทานิ ตัดบทออกเป็น เต อิทานิ

แปลว่า บัดนี้ นกเหล่านั้น. ดาบสโกงเรียกพระโพธิสัตว์ว่า วงฺกงฺค ผู้มีอวัยวะคด ก็นกแม้ทุกชนิด เรียกได้ว่า วังกังคะ ผู้มีอวัยวะคด

เพราะในเวลาบินทำคอเอี้ยวบินไป. บทว่า กิมตฺถํ ความว่า เห็น

เหตุอะไร. บทว่า อุสฺสุกฺกา ได้แก่ เป็นผู้ระอาใจ บทว่า

คิริกนฺทรํ ได้แก่ ซอกเขาอื่นจากภูเขา. บทว่า ยถา ปุเร ความว่า