ปัฏฐาน ภาค ๑
ฉบับ มมร. · เล่ม ๘๕ · หน้า ๖๔๖ · ข้อ 751
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

บรรดาปัจจัยเหล่านั้น อารัมมณปัจจัยที่เป็นอธิบดี และอธิปติ- ปัจจัยที่เป็นอารมณ์ ผนวกเข้ากับอุปนิสสยปัจจัย ด้วยอำนาจเป็น

อารัมมณูปนิสสยะ. ฝ่ายกุศลย่อมไม่เป็นนานักขณิกกัมมปัจจัยแก่กุศล

เพราะฉะนั้น ท่านจึงนำออกเสีย แล้วกล่าวว่า อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย เพราะหมายเอาปัจจัย ๖ ที่เหลือ.

ปัจจัย ๑๙ พึงทราบว่าท่านแสดงแล้วด้วยปัจจัย ๓ ในปัญหา ที่ ๑ (กุ-กุ) ด้วยประการฉะนี้.

บรรดาปัจจัยเหล่านั้น ในนเหตุปัจจนียะนี้ กุศลธรรมย่อมเป็น ปัจจัยแก่กุศลธรรม ด้วยนเหตุปัจจัย เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงยกบาลีขึ้น แสดง โดยนัยที่ท่านกล่าวไว้ในอารัมมณปัจจัยเป็นต้น มีอาทิอย่างนี้ว่า บุคคลให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถแล้ว ย่อมพิจารณากุศลนั้น ย่อมพิจารณาถึงกุศลทั้งหลายที่ประพฤติในกาลก่อน ก็เมื่ออารัมมณ- ปัจจัยถูกปฏิเสธแล้ว บัณฑิตนำความพิสดารแห่งอารัมมณปัจจัยนั้นออก เพิ่มความพิสดารแห่งเหตุปัจจัย แล้วพึงแสดงบาลีนั้นนั่นแล แม้ในการ ปฏิเสธปัจจัยที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน ก็เมื่อปัจจัยใด ๆ ถูกปฏิเสธออก วาระเหล่าใดลดไป ข้าพเจ้าจักพรรณนาวาระเหล่านั้นข้างหน้า.

ก็ในปัญหาที่ ๒ (กุ-อกุ) ท่านแสดงปัจจัย ๓ ด้วยปัจจัย ๒. อย่างไร ? คือ กุศลย่อมไม่เป็นปัจจัยแก่อกุศล ด้วยอำนาจของอนันตระ

เป็นต้น. เพราะฉะนั้น ท่านจึงน่าเอาอนันตรปัจจัยเป็นต้น เหล่านั้นออก

แล้วตรัสว่า "อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย" โดยหมายเอา อารัมมณา- ธิปติ และปกตูปนิสสยปัจจัย อันท่านสงเคราะห์แล้วด้วยอารัมมณู-

ปนิสสยปัจจัย. เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า ปัจจัยทั้งหลาย ๓ เหล่านี้