ย่อมไม่มี แต่กุศลเมื่อเป็นปัจจัยแก่กุสลาพยากตะ ด้วยอำนาจสหชาตปัจจัย เป็นต้น ย่อมไม่เป็นด้วยธรรม คืออัญญมัญญปัจจัยเท่านั้น เพราะฉะนั้น เมื่อกุศลนั้นถูกปฏิเสธออกวาระนั้นจึงขาดไป ก็วาระนั้นย่อมขาดไป ฉันใด วาระ ๓ แม้ที่เหลือก็ย่อมขาดไป ฉันนั้น วาระ ๔ แม้เหล่านั้นย่อมขาดไป ด้วยประการฉะนั้น.
แม้ในคำว่า นนิสฺสเย เอกาทส นี้ มีวินิจฉัยดังนี้ เพราะปัจจัย ธรรมทั้งหลายที่เกิดร่วมกันโดยส่วนเดียว เป็นที่อาศัยแห่งวาระเหล่านั้น ฉะนั้น เมื่อธรรมเป็นที่อาศัย ถูกปฏิเสธออก วาระเหล่านั้นจึงขาดไป ด้วย.
สองบทว่า ปุเรชาเต เตรส (นปุเรชาตปัจจัย มี ๑๓วาระ) ความ ว่า มีวาระ ๑๓ เพราะนำเอาวาระ ๒ ที่มีมูล ๒ ที่มีวิสัชนาอัน ท่านกล่าว ไว้ว่า สหชาตํ ปุเรชาตํ ออกเสีย เหมือนอย่างว่า เมื่อยกสหชาตปัจจัย ออก วาระเหล่านั้นย่อมไม่ได้วิสัชนา ด้วยอำนาจแห่งนิสสยะ อัตถิ และ อวิคตปัจจัย เฉพาะที่เป็นปุเรชาตเท่านั้น ฉันใด แม้เมื่อปุเรชาตปัจจัย ถูกยกออกเสียแล้ว วาระเหล่านั้นย่อมไม่ได้วิสัชนาด้วยอำนาจนิสสยะ อัตถิ และอวิคตปัจจัย เฉพาะที่เป็นสหชาตะเท่านั้น ฉันนั้น เพราะฉะนั้น ผู้ศึกษาพึงทราบว่ามีวาระ ๑๓ เพราะนำออกเสียซึ่งวาระเหล่านั้น.
ในคำว่า นปจฺฉาเต ปณฺณรส นี้ ย่อมได้ปัญหาทั้งหลายเหล่านั้น แม้ด้วยอำนาจแห่งปัจจัยที่เหลือ เว้นปัจฉาชาตปัจจัยในอาคตสถาน (ที่มา) ว่า ปจฺฉาชาตปจฺจเยน ปจฺจโย หรือว่า สหชาตํ ปุเรชาตํ อาหารํ อินฺทริยํ ดังนี้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ ๑๕ วาระเท่านั้น.