อุปธิด้วยกิเลสูปธิ. อธิบายว่าไม่มีรกชัฏ ไม่มีตัณหา. บทว่า อุปธิสงฺขเย
วิมุตฺโต น้อมจิตไปในนิพพานอันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิ คือน้อมจิตไปใน นิพพาน อันเป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหาจากอารมณ์.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นยังบุคคล ๔ ประเภทให้พิสดารอย่างนี้แล้ว บัด นี้เพื่อทรงแสดงว่าบุคคลใดละได้ บุคคลนั้นชื่อว่าละกิเลสประมาณเท่านี้ ได้. บุคคลใดยังละไม่ได้ แม้บุคคลนั้นก็ชื่อว่ายังละกิเลสประมาณเท่านี้ไม่ได้ จึง ตรัสบทมีอาทิว่า ปญฺจ โข อิเม อุทายิ กามคุณา ดูก่อนอุทายี กามคุณ ๕
เหล่านี้แล. ในบทเหล่านั้นบทว่า มิฬฺหสุขํ คือความสุขไม่สะอาด. บทว่า
อนริยสุขํ ไม่ใช่สุขของพระอริยะ คือสุขอันพระอริยะไม่เสพ. บทว่า ภายิตพฺพํ ควรกลัวแต่การได้รับความสุขนี้บ้าง แต่วิบากบ้าง. บทว่า เนกฺขมฺมสุขํ
คือความสุขอันเกิดแต่การออกจากกาม. บทว่า ปวิเวกสุขํ ความสุขเกิดแต่
ความสงัดจากหมู่บ้าง จากกิเลสบ้าง. บทว่า อุปสมสุขํ ความสุขเกิดแต่ความ สงบ คือความสุขเพื่อประโยชน์แก่ความสงบจากราคะเป็นต้น . บทว่า สมฺโพธิสุขํ คือความสุขเกิดแต่ความตรัสรู้พร้อม คือความสุขเพื่อประโยชน์แก่
ความเกิดแห่งความตรัสรู้พร้อมกล่าวคือมรรค. บทว่า น ภายิตพฺพํ ไม่พึงกลัว
คือไม่พึงกลัวแต่การได้สุขนี้บ้าง แต่วิบากบ้าง. ความสุขนี้ควรให้เกิดมี.
บทว่า อิญฺชิตสฺมึ วทามิ ปฐมฌานเรากล่าวว่ายังหวั่นไหว คือเรา กล่าวว่า หวั่นไหว ยุ่งยาก ดิ้นรน. บทว่า กิญฺจ ตตฺถ อิญฺชิตสฺมึ คือปฐม-
ฌานนั้นยังมีอะไรหวั่นไหว. บทว่า อิทํ ตตฺถ อิญฺชิตสฺมึ นี้เป็นความหวั่นไหว
ในปฐมฌานนั้น คือวิตกวิจารยังไม่ดับ นี้เป็นความหวั่นไหวในปฐมฌานนั้น. แม้ในทุติยฌานและตติยฌานก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า อเนญฺชิตสฺมึ วทามิ จตุตถฌานนี้เรากล่าวว่าไม่หวั่นไหว คือ จตุตถฌานนี้เรากล่าวว่าไม่หวั่นไหว ไม่ยุ่งยาก ไม่ดิ้นรน.