การเช่นสรวง ความว่า ทานที่ให้แล้วมีประเภทเป็นเครื่องสักการะเป็นต้นที่ เช่นสรวง ทั้งหมดนั้นมีเถ้าเป็นที่สุด. ต่อจากนั้นไม่ให้ผลเลย. บทว่า ทตฺตุปญฺตฺตํ ทานที่คนเขลาบัญญัติไว้ คือ คนโง่ คนพาล บัญญัติไว้ บทนี้ท่านอธิบายว่า ทานนี้ คนพาล คนโง่ บัญญัติไว้. มิใช่บัณฑิตบัญญัติ.
คนพาลให้บัณฑิตรับ. บทว่า อตฺถิกวาทํ วาทะว่ามีผล คนบางพวกกล่าววาทะ
ว่ามีผลว่า ผลทานที่ให้แล้วมีอยู่. คำของคนเหล่านั้นเป็นคำเปล่าคำเท็จ คำเพ้อ บทว่า พาโล จ ปณฺฑิโต จ คือพาลและบัณฑิต. บทว่า อกเตน เม เอตฺถ กตํ กรรมในลัทธินี้ที่เราไม่ได้ทำเลยเป็นอันทำแล้ว คือกรรมในลัทธิ
นี้โดยกรรมของสมณะที่เราไม่ได้ทำเลยชื่อว่าเป็นอันทำแล้ว. พรหมจรรย์อัน
เราไม่เคยอยู่ชื่อว่าเป็นอันอยู่แล้ว. บทว่า เอตฺถ คือในธรรมของสมณะนี้. บทว่า
สมสมา เป็นผู้เสมอ ๆ กัน คือ เสมอกันอย่างยิ่ง หรือเสมอกันด้วยคุณอัน
เสมอ. บทว่า สามญฺํ ปตฺตา คือถึงความเป็นผู้เสมอกัน. บทมีอาทิว่า กรโต
เมื่อบุคคลทำเองท่านกล่าวไว้แล้วในอปัณณกสูตร. บทมีอาทิว่า นตฺถิ เหตุ
ไม่มีเหตุ ก็อย่างนั้น.
พึงทราบวินิจฉัยในพรหมจริยวาสที่ ๔ ดังต่อไปนี้ ชื่อว่า อกตา เพราะ
ไม่มีใครทำ. บทว่า อกฺตวิธา คือไม่มีแบบอย่างอันใครทำ. อธิบายว่า ไม่มี
ใคร ๆ สั่งให้ทำว่าท่านจงทำอย่างนี้. บทว่า อนิมฺมิตา ไม่มีใครนิรมิต คือ
ไม่มีใครนิรมิตแม้ด้วยฤทธิ์. บทว่า อนิมฺมาปิตา คือไม่มีใครให้นิรมิต.
อาจารย์บางพวกกล่าวบทว่า อนิมฺมิตพฺพา ไม่พึงนิรมิตให้. บทนั้นไม่ปรากฏ ในบาลี ไม่ปรากฏในอรรถกถา. บทว่า วญฺฌา เป็นหมัน สัตว์เลี้ยงเป็นหมัน มิให้เกิดแก่ใคร ๆ ดุจตาลเป็นต้นไม่มีผล. ด้วยบทนี้ปฏิเสธความที่ปฐวีธาตุ เป็นต้น ให้เกิดเป็นรูปเป็นต้น. ชื่อว่า กูฏฏฺา เพราะตั้งอยู่มั่นดุจยอดภูเขา.