ทางอุโมงค์ กระแทกติรัจฉานบรรพตชื่อ วิชฌะ ไปเป็นกระแสน้ำห้าสาย เช่น เดียวกับนิ้วมือห้านิ้ว กระแสน้ำนั้นในที่ ๆ เลี้ยวขวาสระอโนดาต ไปสามเลี้ยว เรียกกันว่า อาวัฏฏคงคา ในที่ที่ไหลตรงไปหกสิบโยชน์ ทางหลังหิน เรียก กันว่า กรรณคงคา ในที่ ๆ ไหลไปหกสิบโยชน์ทางอากาศ เรียกกันว่า อากาศคงคา ที่ตั้งอยู่ในอากาศหกสิบโยชน์ที่หลังหินชื่อติยัคคฬะ เรียกกันว่า ติยัคคฬโบกขรณี ในที่ ๆ พังฝั่งสระทะลุหินเข้าไปหกสิบโยชน์ เรียกกันว่า พหลคงคา ในที่ ๆ ไหลไปหกสิบโยชน์ทางอุโมงค์ เรียกกันว่า อุมมังค- คงคา ส่วนในที่ ๆ กระแทกติรัจฉานบรรพต ชื่อวิชฌะ แยกเป็นกระแสน้ำ ห้าสายก็กลายเป็นแม่น้ำทั้งห้า คือ คงคา ยุมนา อจิรวดี สรภู มหี. มหานที ๕ สายเหล่านี้ย่อมเกิดมาแต่หิมวันตบรรพต ด้วยประการฉะนี้. ในมหานที ๕ สายนั้น มหานทีสายที่ ๕ ชื่อมหี ท่านหมายเอาว่า มหีมหานที ในที่นี้ แอ่งน้ำใดอยู่ทางทิศเหนือมหานทีชื่อ มหี นั้น ชนบทนั้นพึงทราบว่า ชื่อ อังคุตตราปะ เพราะอยู่ไม่ไกลแอ่งน้ำนั้น. ในชนบทชื่อ อังคุตตราปะนั้น.
คำว่า อาปณํ นาม ความว่า ได้ยินว่า ในนิคมนั้นมีตลาดที่สำคัญ ๆ แยกได้ถึงสองหมื่นตลาด แม้เพราะเหตุที่นิคมนั้นมีตลาดหนาแน่น จึงถือ ได้ว่าเป็น อาปณะ (ตลาด) ส่วนภูมิภาคที่มีเงาทึบน่ารื่นรมย์ ริมฝั่ง แม่น้ำไม่ไกลนิคมนั้น ชื่อว่า แนวป่ามหาวัน พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ แนวป่ามหาวันนั้น ด้วยเหตุนั้นนั่นแล พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง กำหนดสถานที่อยู่ ณ แนวป่ามหาวันนั้น คำว่า เยนญฺตโร วนสณฺโฑ เตนุปสงฺกมิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงส่งภิกษุสงฆ์ไปยังสถานที่อยู่ เสด็จเข้าไปแต่พระองค์เดียว ท่านหมายถึง โปตลิยคฤหบดี จึงกล่าวว่า โปตลิ- โยปิ โข คหปติ คฤหบดีชื่อมีอย่างนี้ว่า โปตลิยะ. บทว่า สมฺปนฺนนิวาส-