ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ-เถรคาถา-เถรีคาถา
ฉบับ มมร. · เล่ม ๕๐ · หน้า ๑๖๓ · ข้อ 159
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

เขาเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ฟังธรรมแล้วได้ศรัทธา บรรพชาแล้วเรียน กัมมัฏฐาน ที่เหมาะแก่จริต เข้าไปสู่ราวป่า หมั่นเจริญภาวนาทำฌาน ให้เกิด แล้วเจริญวิปัสสนาที่มีฌานเป็นบาท บรรลุพระอรหัต โดยกาล

ไม่นานเลย. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า

เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี ทรงพระ-

นามว่า วิปัสสี ผู้เป็นนายกของโลก โชติช่วงเหมือนต้น

กรรณิการ์ ประทับนั่งที่ซอกเขา เราเก็บดอกกระดึง

ทอง ๓ ดอกมาบูชา ครั้นบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

แล้วเดินบ่ายหน้าไปทางทิศทักษิณ ด้วยกรรมที่ทำไว้

ดีแล้วนั้น และด้วยเจตน์จำนงที่ตั้งไว้ เราละร่าง

มนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในกัปที่ ๙๑

แต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าพระองค์ใด ด้วย

พุทธบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธ-

บูชา. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของ

พระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.

ก็ท่านครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เข้าไปสู่พระนครราชคฤห์ เพื่อ ถวายบังคมพระบรมศาสดา อันภิกษุทั้งหลายในวิหารนั้น ถามว่า อาวุโส ท่านเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว อยู่ในป่าหรือ ? เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล โดยประกาศถึงการอยู่อย่างไม่ประมาทของตน จึงได้ภาษิตคาถาว่า

นกยูงทั้งหลาย มีขนเขียว ขนคองาม พากัน

ร่ำร้องอยู่ในป่าการวี นกยูงเหล่านั้น พากันร่ำร้อง

ในเวลามีลมหนาวเจือด้วยฝน ย่อมปลุกบุคคลผู้เจริญ

ฌาน ซึ่งหลับอยู่ให้ตื่น ดังนี้.