อธิบายว่า สตศัพท์ในที่นี้เป็นอเนกัตถะ (มีความหมายมาก) ไม่ใช่ระบุความ พิเศษโดยสังขยา ดังในประโยคมีอาทิว่า สตํ (ร้อย) สหสฺสํ (พัน). ซึ่ง เนื้อความอันลี้ลับตั้งร้อยนั้น.
บทว่า อตฺถสฺส ได้แก่ ไญยธรรม. ก็ไญยธรรมท่านเรียกว่า อรรถ
เพราะพึงรู้แจ้งได้ด้วยญาณ. ก็อรรถนั้น แม้ข้อเดียวก็มีความหมายมิใช่น้อย
เหมือนศัพท์ว่า สกฺโก ปุรินฺทโท มฆวา และศัพท์ว่า ปญฺา วิชฺชา เมธา าณํ. อินทศัพท์ เป็นไปในอรรถว่าผู้เป็นใหญ่แห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ โดยอรรถอันลี้ลับ คือเครื่องหมายแห่งความเป็นไปอันใด ศัพท์ทั้งหลายมีสักก ศัพท์เป็นต้น ในบทว่า สกฺโก ปุรินฺทโท มฆวา นั้น ก็มิได้เป็นไปโดย อรรถอันลี้ลับ คือเครื่องหมายแห่งความเป็นไปนั้น โดยที่แท้ เป็นไปโดย ประการอื่น อนึ่ง ปญฺาศัพท์ เป็นไปในอรรถว่า สัมมาทิฏฐิ โดยอรรถ อันลี้ลับ คือเครื่องหมายแห่งความเป็นไปอันใด ศัพท์ทั้งหลายมีวิชชาศัพท์ เป็นต้น ก็มิได้เป็นไปโดยอรรถอันลี้ลับนั้น. ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า สตลิงฺคสฺส อตฺถสฺส เนื้อความอันมีความหมายตั้งร้อย ดังนี้.
บทว่า สตลกฺขณธาริโน ความว่า มีลักษณะมิใช่น้อย ชื่อว่า
ลักษณะเพราะเป็นเหตุอันท่านกำหนดไว้. ความที่แห่งเนื้อความอันเป็นตัว
ปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอาศัยผลของตนมีอยู่ ด้วยเหตุนั้นแล ความเป็นปัจจัยนั้น ท่านจึงกำหนดไว้ว่า เนื้อความนี้เป็นเหตุของเนื้อความนี้ และประเภทแห่ง เนื้อความอันเดียวนั้นแหละ ที่จะพึงเข้าไปได้มีเป็นอเนก ด้วยเหตุนั้น พระเถระ จึงกล่าวว่า ทรงไว้ซึ่งลักษณะตั้งร้อย. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ลักษณะ เพราะ อันท่านกำหนด ได้แก่ประการอันพิเศษ มีความที่แห่งเนื้อความนั้น ๆ เป็น
สังขตธรรมเป็นต้น. ก็แลประการอันพิเศษเหล่านั้น โดยเนื้อความพึงทราบว่า
ได้แก่ข้อความที่ไม่แตกต่างกัน. ส่วนประการพิเศษนั้น ท่านเรียกว่า ลิงฺคานิ